สพธอ.ผนึกสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจัดการบั๊ค "ฮาร์ทบลีด" ในไทย ยันแม้ทั่วโลกมีการรายงานภัยคุกคาม แต่ถึงขณะนี้ไม่พบผลร้ายแรงต่อเว็บไทย
นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ.กล่าวว่า กรณีที่ทั่วโลกพบปัญหาช่องโหว่ฮาร์ทบลีด (Heartbleed) ของซอฟต์แวร์ โอเพ่นเอสเอสแอล (OpenSSL) สพธอ.ได้ร่วมกับสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย กำหนดมาตรการรับมือฮาร์ทบลีด เพื่อชี้แจงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในไทย และรักษาความปลอดภัยของระบบบริการข้อมูลผ่านเว็บ ระบบบริการอีเมล และระบบแลกเปลี่ยนข้อมูล ที่มีการเผยแพร่ว่าพบช่องโหว่นี้ไปทั่วโลก
ทั้งนี้ ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบว่ามีปัญหาของช่องโหว่นี้ผ่านไทยเซิร์ต ที่ www.thaicert.or.th หากพบให้อัพเดตซอฟต์แวร์ OpenSSL ทันที และเปลี่ยน SSL Certificate ใหม่ พร้อมเปลี่ยนรหัสผ่านผู้ดูแลระบบทั้งหมด รวมถึงแจ้งผู้ใช้งานทั้งหมดให้เปลี่ยนรหัสผ่านบริการ ส่วนผู้ใช้งานเองก็สามารถตรวจสอบบริการที่ใช้งานผ่านทางไทยเซิร์ตหากพบช่องโหว่ให้หยุดเข้าใช้งานทันที พร้อมแจ้งเตือนให้ผู้ให้บริการเว็บไซต์หรือไทยเซิร์ต และตรวจสอบข้อมูลประวัติการล็อกอินเข้าใช้งานเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการล็อกอินจากบุคคลอื่น หลังพบว่า เว็บไซต์ได้แก้ไขช่องโหว่ ฮาร์ทบลีดแล้วให้เปลี่ยนรหัสผ่านทันที โดยระวังอีเมลหรือแบนเนอร์บนเว็บเพื่อหลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าว
ฮาร์ทบลีด คือการรั่วของข้อมูลในหน่วยความจำของระบบบริการที่ใช้งาน OpenSSL ในการรักษาความปลอดภัย ผู้ไม่ประสงค์ดีสร้างข้อมูลลักษณะพิเศษและส่งไปยังระบบบริการดังกล่าวเพื่อสุ่มอ่านข้อมูลที่อยู่ในหน่วยความจำของระบบ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญในระบบ เช่น รหัสผ่าน หรือกุญแจส่วนตัวรั่วไปยังผู้ไม่ประสงค์ดี เพราะปัจจุบัน การใช้อินเทอร์เน็ตขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งในส่วนผู้ให้และผู้ใช้บริการ แต่การขยายตัวนี้อาจสะดุดลงหากทุกฝ่ายขาดความตระหนักด้านความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งานอินเทอร์เน็ตและตกเป็นเหยื่อภัยคุกคามออนไลน์ เช่นกรณี ช่องโหว่ฮาร์ทบลีด ของซอฟต์แวร์ OpenSSL ดังกล่าว
นายชัยชนะ มิตรพันธ์ รองผู้อำนวยการสพธอ. กล่าวว่า ที่ผ่านมาสพธอ.โดยไทยเซิร์ตยังไม่พบหรือได้รับรายงานเกี่ยวกับช่องโหว่ฮาร์ทบลีดว่ามีผลกระทบกับเว็บสำคัญในไทย เช่น เว็บอินเทอร์เน็ต แบงก์กิ้ง ของสมาชิกสมาคมธนาคารไทย และเว็บยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเว็บในประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุด 50 อันดับแรก จากการรวบรวมโดย www.truehits.net ไม่พบว่ามีช่องโหว่แต่อย่างใด ส่วนเว็บหน่วยงานภาครัฐ (.go.th) พบว่ามีช่องโหว่เพียง 0.08% และจากจำนวนเครื่องที่ให้บริการแบบ HTTPS ในไทยประมาณ 130,000 เครื่อง พบเครื่องที่มีช่องโหว่นี้น้อยกว่า 2.7%





