วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไอที'ปรับรับผลกระทบการเมือง

ธุรกิจไอที ชี้ผลกระทบการเมืองฉุดตลาด คาดปีนี้โต 5-8% ต่ำกว่าเป้าหมาย เดินหน้าปรับแผนตลาด รื้อโครงสร้าง บริหารสต็อกรับมือความเสี่ยง

นายอดิเรก ปฏิทัศน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (เอทีซีไอ) เปิดเผยว่าตลาดไอทีปีนี้คาดว่าเติบโตไม่มาก ประมาณ 5-8% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการเมือง โดยกลุ่มที่เห็นผลชัดเจนในขณะนี้คือ กลุ่มลูกค้าโทรคมนาคม การเงินการธนาคาร และภาครัฐ ที่ชะลอการลงทุน ดังนั้นงานส่วนใหญ่ จึงเป็นโครงการต่อเนื่องที่อนุมัติงบประมาณไปก่อนหน้านี้

“ความไม่สงบทางการเมืองทำให้เราเสียโอกาสไปมากพอสมควร เท่าที่ประเมินเบื้องต้นธุรกิจซอฟต์แวร์ที่ได้รับผลกระทบแล้วมีประมาณ 30-40% ส่วนที่เหลืออยู่ได้เพราะมีฐานตลาดเดิมแข็งแกร่ง แต่คงเติบโตไม่มาก”

ขณะที่บริษัท ไอดีซี ประเทศไทย ระบุว่า เตรียมปรับคาดการณ์แนวโน้มตลาดไอทีในเดือนเม.ย. นี้ โดยคาดว่าตลาดจะชะลอตัวทั้งปี จากเดิมที่คาดว่าการใช้จ่ายจะเติบโต 7% มูลค่า 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการคาดการณ์ที่อยู่บนพื้นฐานการเมืองเข้าสู่สภาวะปกติภายในครึ่งปีแรก แต่ถึงขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนว่ามีโอกาสเป็นไปได้น้อย เพราะไม่มีรัฐบาลช่วยกระตุ้นนโยบายทั้งเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ ท้ายที่สุดจะกระทบต่อเนื่องถึงการเติบโตของจีดีพีที่ต้องปรับลดแน่นอน

"เดลล์" เชื่อการเมืองกระทบระยะสั้น

นายอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) และผู้จัดการทั่วไป ภาคพื้นอินโดจีน กล่าวว่า บริษัทแม่ยังกำหนดให้ไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่น่าลงทุน โดยภาวะการเมือง ทำให้บริษัทแม่กังวลเล็กน้อย แต่เชื่อว่าเป็นเพียงระยะสั้น เชื่อว่าหากเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็ว เม็ดเงินที่เตรียมไว้สำหรับลงทุนในตลาดเกิดใหม่ จะเข้ามาเพิ่มแน่นอน

ในส่วนด้านการตลาด เดลล์ ก็จะเดินหน้าตามแผนต่อไป เริ่มจากการปรับโครงสร้างบริษัทครั้งใหญ่ จากเดิมที่ขายผ่านคู่ค้า และเข้าหาลูกค้าโดยตรงในสัดส่วนเท่ากัน เปลี่ยนเป็นให้คู่ค้าดิสทริบิวเตอร์และผู้ติดตั้งระบบ (เอสไอ) เป็นผู้ทำตลาดเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ระดับโลก ที่ต้องการสร้างความชัดเจน การทำตลาดพร้อมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน มีผล 1 พ.ค. คาดภายในสิ้นปีนี้ สัดส่วนการขายจะเปลี่ยนเป็นผ่านคู่ค้า 90% ขายโดยตรง 10%

นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานในไทย โดยรวมทีมคอมเมอร์เชียลและคอนซูเมอร์ไว้ด้วยกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อน และต้นทุน อีกทั้งยังทำให้เข้าถึงลูกค้าได้ดีขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงการสต็อกสินค้าในภาวะที่ค่าเงินบาทผันผวนในระยะหลังที่ผ่านมา และยังวางแนวทางการทำตลาด โดยแบ่งกลุ่มลูกค้าอย่างชัดเจน ตั้งทีมดูแลลูกค้ารายใหญ่ไว้โดยเฉพาะ และเดินหน้าทำตลาดพีซีด้วยราคาที่เหมาะสม แม้ภาพรวมตลาดจะถดถอย ส่วนสินค้าที่เน้นเป็นพิเศษ คือ แทบเล็ต โดยครึ่งปีหลัง จะเปิดตัวสินค้าใหม่หลายรุ่น

สำหรับรายได้ของบริษัทปัจจุบันมาจากลูกค้าทั่วไป 30% องค์กร 70%

"ผลของการปรับโครงสร้างใหม่จะทำให้ 1 ปีนับจากนี้ จะสามารถสร้างการเติบโตในตลาดกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กได้เท่าตัว ส่วนตลาดขนาดกลางที่องค์กรลูกค้ามีพนักงาน 200-1,000 คน มีโอกาสขยายฐานได้มากขึ้น ในภาพรวมคาดว่าจะเติบโตได้ 7.5%" นายอโณทัยกล่าว

"อีเอสอาร์ไอ" รุกเจาะเอกชน

นายไกรรพ เหลืองอุทัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการระบบภูมิสารสนเทศ (จีไอเอส) ในเครือซีดีจี กล่าวว่า ปัจจัยทางการเมือง ส่งผลกระทบกับกลุ่มลูกค้าของบริษัทไม่มากนัก ไม่ว่าจะเป็น โทรคมนาคม พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร ประกันภัย ค้าปลีก รวมถึงภาครัฐซึ่งปัจจุบันสร้างสัดส่วนรายได้กว่า 70% ที่ยังมีงบประมาณ และมีแผนลงทุนเพิ่ม

บริษัทคาดว่าตลาดรวมจีไอเอสไทยปีนี้จะมีมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท เติบโต 15% จากปีก่อนหน้า และบริษัทเปลี่ยนสัดส่วนรายได้เดิมจากภาครัฐ 70% เอกชน 30 เป็น 65% และ 35% หลังจากบริษัทมีแผนขยายฐานลูกค้าไปสู่ภาคเอกชนมากขึ้น โดยกลุ่มที่เน้นในปีนี้คือ สินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีมูลค่าตลาดสูง และแข่งขันรุนแรง เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวเริ่มเห็นความสำคัญของการนำข้อมูลแผนที่ไปปรับใช้ หากตัดสินใจลงทุนเชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ผลกำไร และการเตรียมความพร้อมสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2558

"ตลาดจีไอเอสในไทยยังเป็นเรื่องใหม่ ทั้งเข้าใจกันว่าราคาแพง ใช้งานยาก ไม่มีข้อมูลรองรับเพียงพอ ดังนั้นกลยุทธ์สำคัญเน้นสร้างความรู้ความเข้าใจให้กลุ่มผู้ประกอบการ จากนี้เตรียมจัดงานสัมมนารวมถึงเผยแพร่ความรู้บนช่องทางออนไลน์"

นายไซมอน ทอมป์สัน ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชยกิจ อีเอสอาร์ไอ อิงค์ (สหรัฐ) กล่าวว่า วางไทยเป็นศูนย์กลางแผนรุกอาเซียน โมเดลธุรกิจใช้รูปแบบเดียวกันกับทั่วโลกคือแต่งตั้งผู้กระจายสินค้าในประเทศนั้นๆ 1 ราย ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ที่มาจากกลุ่มคอมเมอร์เชียลทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมทั้งไทยปีนี้เติบโต 35%

"เอปสัน" ส่งสินค้าใหม่ขยานฐานลูกค้า

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทต้องปรับเป้าให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยพยายามรักษายอดรายได้เท่าปี 2555 หลังจากที่สถานการณ์ทางการเมือง ทำให้ภาครัฐและเอกชนชะลอแผนลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่รอดูสถานการณ์และเก็บเงินลงทุนไว้ก่อน ทำให้ตลาดไอทีทั้งระบบมีอัตราเติบโตลดลงชัดเจน

แผนรักษาการเติบโตของบริษัทปีนี้ จะนำสินค้ารุ่นใหม่ๆ เข้าทำตลาดมากขึ้น เน้นความคุ้มค่าในการใช้งาน เช่น พรินเตอร์ราคาสูงแต่หมึกราคาถูก กลุ่มผลิตภัณฑ์หมึกความจุสูงแต่ราคาถูก ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการเน้นทำตลาดมากขึ้น และคาดว่าจะสร้างรายได้เกิน 50%

"เอปสัน มั่นใจในศักยภาพตลาดไอทีไทย และยังกำหนดให้ไทยเป็นฮับของภูมิภาคเพื่อทำตลาด กระจายสินค้า รวมถึงพัฒนาศักยภาพทีมงานเอปสันในภูมิภาคนี้ทั้ง 5 ประเทศ คือ เวียดนาม พม่า กัมพูชา ลาว และ ปากีสถาน ที่ทำรายได้รวมกัน 15% ของรายได้รวมทั้งบริษัท ซึ่งรายได้ต่างประเทศ เวียดนามใหญ่ที่สุด 45% ตามด้วยพม่า 23% ปากีสถาน 15% ลาว 6%"