ชง กสทช. ปรับแผนรับ 'ทีวีดิจิทัล' วางกลไกแจกคูปอง-กำกับเรทติ้ง
โครงการติดตามนโยบายสื่อฯ ชงข้อเสนอ กสทช. เปลี่ยนสู่ยุคทีวีดิจิทัล ปรับวิธี “แจกคูปอง” เปิดยื่นขอรับคูปอง ตอบโจทย์ตามความต้องการผู้ชมรายกลุ่ม เร่งเคาะแผนประชาสัมพันธ์ เคาะยุติอนาล็อก วางกลไกกำกับเนื้อหาทีวีดิจิทัล รายประเภท หวั่นช่องสาธารณะแข่งหารายได้ประเภทธุรกิจ แนะโมเดลจัดทำ “เรทติ้ง” ร่วมกัน
โครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch) รายงานศึกษาและจัดเสวนาในหัวข้อ “บทบาทของ กสทช. ในอนาคตของทีวีดิจิทัลไทย” นำเสนอรายงานในหัวข้อ “อดีต ปัจจุบัน อนาคต ทีวีดิจิทัลไทย”
จากการศึกษาของโครงการฯ มีข้อเสนอแนะต่อบทบาทหน้าที่ ของคณะคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการเปลี่ยนผ่านการรับสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) ใน 6 ประเด็น การประมูลคลื่นความถี่ทีวีดิจิทัล การแจกคูปองส่วนลดซื้อเครื่องรับสัญญาณ หลักเกณฑ์มัสต์ แครี การประชาสัมพันธ์ทีวีดิจิทัล การกำกับดูแลเนื้อหา และการกำกับดูแลการวัดเรทติ้ง
ชงวิธี“สมัคร”รับคูปอง
นายพรเทพ เบญญาอภิกุล นักวิจัยโครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม กล่าวว่า จากการศึกษาการเปลี่ยนผ่านการรับสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินไปสู่ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) ของ กสทช. กรณีการแจกคูปองสำหรับเครื่องรับสัญญาณ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทีวีดิจิทัลของครัวเรือนไทยทั่วประเทศ เพื่อเป็นส่วนลดซื้ออุปกรณ์รับสัญญาณโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล เช่น กล่องรับสัญญาณ (set top box) สายอากาศ หรือโทรทัศน์ที่มีตัวรับสัญญาณระบบดิจิทัล (จอทีวีดิจิทัล) ให้กับทุกครัวเรือนประมาณ 22 ล้านครัวเรือน โดยใช้รายได้จากการประมูล ซึ่งในช่วงแรก กสทช. คาดการณ์คูปองจะมีมูลค่า 690 บาทต่อใบ แต่ภายหลังได้ปรับราคาคูปองเป็น 1,200 บาทต่อใบ คาดจะมีต้นทุน 27,480 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่มีต้นทุนสูง
หากบริหารการแจกคูปองอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว โครงการฯ มีข้อเสนอแนะต่อ กสทช. ลำดับแรก ควรพิจารณาระหว่างการช่วยเหลือแบบครอบคลุมทุกครัวเรือนกับการช่วยเหลือเฉพาะครัวเรือนที่ต้องการรับความช่วยเหลือ เช่น ครัวเรือนยากจน ผู้พิการ และผู้สูงอายุ รวมถึงพิจารณาระยะเวลาการแจกคูปอง ในช่วงแรกควรให้ผู้บริโภคที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือได้ทำการเปลี่ยนผ่านด้วยตนเองก่อน
กสทช. ต้องวางเงื่อนไขของครัวเรือน ที่มีสิทธิได้รับคูปองให้ชัดเจน แม้ กสทช. จะตัดสินใจช่วยเหลือแบบครอบคลุม โดยพิจารณาใช้ระบบการยื่นขอ “สมัครรับคูปอง” แทนการให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยคัดกรองผู้ต้องการความช่วยเหลือ ออกจากผู้ไม่ต้องการได้ในระดับหนึ่ง พร้อมวางกำหนดระยะเวลาแจกคูปอง การใช้คูปอง รวมถึงระบบการชำระเงิน
อีกทั้งต้องกำหนดมูลค่าของคูปองอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีผลกระทบต่องบประมาณการดำเนินโครงการและการแข่งขันในตลาด ซึ่งผลประโยชน์อาจตกอยู่กับผู้ผลิต เพราะกำหนดราคาคูปองเท่ากับเป็นการกำหนด “ราคาขั้นต่ำ” ของราคากล่องรับสัญญาณ อาจทำให้ไม่เกิดการแข่งขันของตลาด และการลดราคากล่อง ที่ต่ำกว่าราคาคูปอง
เร่งประชาสัมพันธ์-เคาะยุติอนาล็อก
นายวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง นักวิจัยโครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม กล่าวว่า แนวทางการประชาสัมพันธ์ทีวีดิจิทัล จากผลการสำรวจของโพลล์ต่างๆ พบว่าประชาชนส่วนมาก ยังไม่รับรู้ถึงการเปลี่ยนผ่านและสับสนถึงวิธีการรับสัญญาณทีวีดิจิทัล ซึ่งการประชาสัมพันธ์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้รับชม ถือเป็นปัจจัยกำหนดความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านของหลายประเทศ
แม้ กสทช. จะจัดช่องทางประชาสัมพันธ์อยู่บ้าง แต่ปัญหาคือ กสทช. ยังไม่มีแผนประชาสัมพันธ์ที่ชัดเจน และเป็นขั้นตอนเชิงรูปธรรม อีกทั้งการประชาสัมพันธ์ที่ผ่านมา ก็ยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ จากปัจจุบันโครงข่าย (Mux) รวมทั้งแพลตฟอร์มดาวเทียมและเคเบิล ได้เริ่มทดลองส่งสัญญาณทีวีดิจิทัลตั้งแต่เดือนเม.ย. ที่ผ่านมา
ดังนั้น กสทช. ควรจัดทำและประกาศแผนการประชาสัมพันธ์ที่มีขั้นตอนชัดเจน คำนึงถึงช่วงเวลาในการเปลี่ยนผ่าน เร่งประชาสัมพันธ์ประเด็นเฉพาะ เช่น การแจกคูปอง การขยายความครอบคลุมสัญญาณในแต่ละช่วง และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงโรดแมพ ทีวีดิจิทัล โดยเฉพาะช่วงเวลายุติการออกอากาศในระบบอนาล็อก
วางกลไกกำกับเนื้อหาทีวีดิจิทัล
สำหรับแนวทางการกำกับดูแลเนื้อหา กสทช. จะต้องกำหนดกลไกการกำกับดูแลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเงื่อนไขข้อบังคับของใบอนุญาตในแต่ละหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นช่องเด็ก ข่าวสาระ และวาไรตี้ และประเภทบริการทั้ง ธุรกิจ สาธารณะ และชุมชน เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมและปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ รวมถึงกำหนดรูปแบบการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ทำให้เกิดการแตกตัวของช่องเพิ่มขึ้น
ข้อเสนอแนะของโครงการ คือ กสทช. ควรมีหลักเกณฑ์ให้ “คำนิยาม” ที่ชัดเจนถึงประเภทรายการเพื่อใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบ จัดตั้งกลไกในการตรวจสอบเนื้อหาเชิงรุกเพื่อตรวจสอบเนื้อหาและสัดส่วนของรายการว่าตรงกับเงื่อนไขใบอนุญาตหรือไม่ ออกหลักเกณฑ์ประกวดคุณสมบัติที่ใช้ในการคัดเลือกผู้ได้ใบอนุญาตทีวีบริการสาธารณะโดยคำนึงถึงพันธกิจสาธารณะ
พร้อมทั้งกำหนดขอบเขตการหา “รายได้” ของทีวีสาธารณะประเภทสอง ความมั่นคง ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการแข่งขันกับทีวีธุรกิจภายใต้ชื่อของทีวีสาธารณะ เร่งออกประกาศที่ใช้ในการกำกับดูแลเนื้อหาโฆษณาที่เกี่ยวข้อง และเร่งส่งเสริมกลไกการกำกับดูแลกันเองผ่านเครื่องมือการกำกับดูแลของรัฐ หรือ การกำกับดูแลร่วม
“หากไม่สามารถกำกับดูแลทีวีดิจิทัลแต่ละประเภทได้ อาจส่งผลต่อสนามแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม ระหว่างทีวีธุรกิจและทีวีสาธารณะ ประเภทความมั่นคง ที่กำหนดให้หารายได้แบบพอเพียง”
ชูโมเดลจัดทำ“เรทติ้ง”ร่วมกัน
ขณะที่แนวทางการกำกับดูแลการวัดเรทติ้งทีวี ในไทยยังมีปัญหาที่เกิดจากการ “ผูกขาด” โดยบริษัท นีลเส็น (ประเทศไทย) จำกัด อยู่หลายด้าน เช่น กลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนครัวเรือนไทย การกระจายตัวของกลุ่มตัวอย่างไม่สะท้อนช่องทางการรับชมที่หลากหลายทั้งทีวีอนาล็อก ทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี อีกทั้งขาดความเป็นกลางทางเทคโนโลยี สุ่มเสี่ยงต่อผลประโยชน์ทับซ้อน
“การวัดเรทติ้งที่อาจจะไม่ได้มาตรฐานและเป็นธรรม อาจส่งผลต่อการอยู่รอดของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล รวมถึงคุณภาพและความหลากหลายของประเภทรายการในช่องทีวีดิจิทัล”
จากการพิจารณารูปแบบการวัดเรทติ้งผู้ชมในต่างประเทศเปรียบเทียบกับโครงสร้างของอุตสาหกรรมทีวีในไทย โครงการฯ มีข้อเสนอแนะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ระยะแรก กสทช. ควรใช้โมเดลการกำกับดูแลร่วมด้วยการออกแบบแรงจูงใจให้เกิดการรวมตัวในภาคอุตสาหกรรม เพื่อกำกับดูแลบริษัทวัดเรทติ้งหรือจัดทำเรทติ้งด้วยตนเอง
ส่วนระยะที่สอง หากจัดตั้งองค์กรวิชาชีพไม่สำเร็จ หรือองค์กรวิชาชีพไม่สามารถทำงานได้จริง กสทช. ควรจัดตั้งกระบวนการในการร่างแนวปฏิบัติขึ้นมาให้ชัดเจน โปร่งใส และดึงการมีส่วนร่วม และทำหน้าที่กำกับดูแลผ่านแนวปฏิบัตินั้น
ลดเงื่อนไขรายเล็กมัสต์แครี
นายพรเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่ากรณีศึกษาหลักเกณฑ์ must carry โดยรวม ถือว่ามีส่วนช่วยให้การเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิทัลอย่างราบรื่น อย่างไรก็ดี กสทช. ควรพิจารณาบังคับใช้เกณฑ์มัสต์ แครี ตามสัดส่วนและความเหมาะสม โดยพิจารณาเงื่อนไขเพื่อยกเว้นภาระมัสต์ แครี ให้กับผู้ประกอบการแพลตฟอร์มรายเล็กบางรายที่ให้บริการประชากรในสัดส่วนน้อย ในพื้นที่ที่ผู้ประกอบการรายอื่นทำหน้าที่ มัสต์ แครี อยู่แล้ว เนื่องจากอาจประสบปัญหาทางด้านเทคโนโลยีและต้นทุนในการปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว
นอกจากนี้ เกณฑ์มัสต์ แครี ถือเป็นการแทรกแซงโดยผู้กำกับดูแล เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์บางประการที่กลไกตลาดไม่สามารถบรรลุได้ ดังนั้นสถานะมัสต์ แครี แต่ละช่องได้รับ “ไม่ควร” เป็นสถานะถาวรแต่ควรจะต้องถูกพิจารณาอยู่เสมอให้เหมาะสม สอดคล้องกับภารกิจการบริการสังคมที่แต่ละช่องมีหน้าที่
แนะจัดประมูลช่องพร้อมกัน
สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ทีวีดิจิทัล ที่ผ่านมา กสทช.ประสบความสำเร็จในด้านของการแข่งขัน โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมประมูลมากกว่าจำนวนช่องรายการที่ถูกประมูล รวมมูลค่าประมูล 24 ช่องอยู่ที่ 50,862 ล้านบาท โดยราคาประมูลสุดท้ายสูงกว่าราคาตั้งต้นการประมูลในอัตราสูง
รูปแบบการประมูลที่การเสนอราคาไม่ถูกกำหนดเป็นรอบแต่ผู้เข้าร่วมสามารถเสนอราคาได้ตลอดเวลา ได้สร้างแรงจูงใจให้ผู้เข้าร่วมประมูลลดจำนวนการเสนอราคาลงในช่วงกลางและทุ่มการเสนอราคาอีกครั้งในช่วงท้ายก่อนจบการประมูล
การจัดการประมูลช่องรายการแต่ละประเภทที่ไม่พร้อมกัน ส่งผลต่อความสามารถในการทดแทนกันของช่องรายการแต่ละประเภท และเป็นอุปสรรคต่อผู้เข้าประมูลในการสร้างกลุ่มช่องรายการที่ตนเองต้องการเป็นเจ้าของ โดยผู้ประมูลระบุว่ารูปแบบดังกล่าวสร้างแรงจูงใจให้มีการเสนอราคาที่ไม่จริงจัง โดยผู้ประมูลที่ต้องการช่องรายการที่ประมูลในลำดับหลังๆ มีแรงจูงใจที่จะเสนอราคาสำหรับช่องรายการที่ประมูลก่อนให้สูง เพื่อลดการแข่งขันในช่องรายการที่ตนเองจะประมูลในภายหลัง
ในอนาคต กสทช. อาจพิจารณาใช้การประมูลในรูปแบบที่มีหลายรอบ และประมูลช่องรายการทั้งหมดพร้อมกัน





