วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมืองน่าอยู่ต้องอัจฉริยะ จริงหรือ?

นักเทคโนโลยีเนคเทคฉายแนวคิด Smart City ที่กำลังมาแรงในหลายเมืองใหญ่ เช่น ระบบการจัดการขยะอัจฉริยะ ระบบการจัดเก็บค่าไฟค่าน้ำแบบทางไกล

นักเทคโนโลยีเนคเทคฉายแนวคิด Smart Home ที่กำลังมาแรงในหลายเมืองใหญ่ เช่น ระบบการจัดการขยะอัจฉริยะ ระบบการจัดเก็บค่าไฟค่าน้ำแบบทางไกล ระบบรายงานข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์

เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) นอกจากมีแนวคิดเรื่อง Smart Home ซึ่งเชื่อมต่อระบบอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และแนวคิดเรื่อง Smart Car หรือ Connected Car ซึ่งหมายถึงรถยนต์ของเราจะสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และสามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ต่างๆ รอบๆ ตัวเรา

มีระบบบนมือถือที่สามารถ “คุย” หรือสื่อสารกับรถยนต์ผ่านหน้าปัดบนรถยนต์ได้แล้ว เทคโนโลยี Internet of Things คงไม่จำกัดอยู่แค่นั้น และมันถูกนำไปขยายผลกว้างขวางมากกว่านั้น มันอยู่ทุกหนทุกแห่งจริงๆ เรากำลังหมายถึง เมือง (City) ที่เราอาศัยอยู่นั่นเอง

จากสถิติมีการคาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีคนย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ เพิ่มมากขึ้นทุกปี ปีละมากกว่า 60 ล้านคน และในปี ค.ศ. 2050 ประชากรโลกจะอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ถึงร้อยละ 60 คำว่า เมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City เราคงไม่ได้หมายถึงเมืองที่มีบริการ WiFi ให้เชื่อมต่อฟรีทุกหนทุกแห่งเท่านั้น (แต่ความเป็นจริง Free Wi-Fi ผมไม่เคยใช้ได้เลยอย่างกรุงเทพฯ) แต่เป็นแนวความคิดที่นำเทคโนโลยี Internet of Things มาใช้เพื่อสร้างบริการใหม่ๆ หรือเพิ่มขีดความสามารถของบริการใหม่ๆ ที่เป็นบริการจากภาครัฐฯ หรือองค์กรที่บริหารเมืองนั้นๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีเซ็นเซอร์และการเชื่อมต่อกับโลกอินเทอร์เน็ตทั้งแบบมีสายและไร้สาย และเน้นเรื่อง Sustainability ของระบบบริการ

แนวคิดเรื่อง Smart City นี้กำลังเป็นแนวคิดที่มาแรงและหลายเมืองใหญ่ๆ ในโลกนี้ ตัวอย่างเช่น Barcelona ประเทศสเปน Amsterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์ และ Busan ประเทศเกาหลี ฯลฯ นำไปลงมือทำ มีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง IBM, CISCO, AT&T ฯลฯ เป็นหัวหอกและแน่นอนเข้ามาจับมือกันเพราะเป็นธุรกิจที่จะทำเงินในอนาคตของบริษัท

ตัวอย่างเช่น Cisco จับมือกับ Philips เข้าไปช่วยเมือง Amsterdam พัฒนาระบบไฟส่องสว่างของถนนและทางเดินให้เชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตและควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ด้วยการเปลี่ยนจากหลอดไฟมาเป็นแบบหลอด LED จะสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ถึงร้อยละ 50-70 แต่ถ้ามีระบบควบคุมที่อัจฉริยะ เมือง Amsterdam สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง ร้อยละ 80 ระบบไฟส่องสว่างอัจฉริยะดังกล่าวมีความสามารถในการแจ้งศูนย์ควบคุมว่าเกิดการชำรุด ต้องเปลี่ยนหลอด และคำนวณเส้นทางการทำงานของช่าง ลดปัญหาการจราจรติดขัด สามารถหรี่หรือลดความสว่างลงในยามที่การจราจรเบาบาง และสว่างมากในบางบริเวณที่ต้องการเพิ่มความปลอดภัย เช่น บริเวณจุดตัด ทางแยก เป็นต้น

ล่าสุด IBM และ AT&T ก็ประกาศร่วมมือกันโดยนำข้อมูล ที่ได้จากผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในเมือง เรียกว่า Crowdsourcing เพื่อนำไปจัดการโดยศูนย์ข้อมูลกลางขนาดใหญ่ของ IBM เช่น ติดตามการใช้บริการต่างๆ ของเมืองโดยผู้ใช้บริการแต่ละราย นอกเหนือจากระบบอื่นๆ เช่น ระบบการจัดการขยะอัจฉริยะ ระบบการจัดเก็บค่าไฟ ค่าน้ำแบบทางไกล ระบบรายงานข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์ ระบบเซ็นเซอร์ที่จอดรถว่างในเมืองเพื่อการวางแผนการเดินทาง

ตัวอย่างเรื่องจราจรนี้ในกรุงเทพฯ จะเห็นได้ชัดเจนว่าเรามีระบบรายงานการจราจรทางแอพลิเคชั่นมือถือ Traffy สร้างโดยทีมจากเนคเทค ช่วยทำให้ผมวางแผนการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะช่วงที่มีการปิดกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา เมื่อจบงานนี้ ขอให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่นอกจากจะน่าอยู่แล้วจะเป็นเมืองอัจฉริยะจริงๆ ด้วยทีเถอะ

*บทความโดย ดร. อดิสร เตือนตรานนท์

ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

[email protected]