นักเทคโนโลยีเนคเทคฉายแนวคิด Smart City ที่กำลังมาแรงในหลายเมืองใหญ่ เช่น ระบบการจัดการขยะอัจฉริยะ ระบบการจัดเก็บค่าไฟค่าน้ำแบบทางไกล
นักเทคโนโลยีเนคเทคฉายแนวคิด Smart Home ที่กำลังมาแรงในหลายเมืองใหญ่ เช่น ระบบการจัดการขยะอัจฉริยะ ระบบการจัดเก็บค่าไฟค่าน้ำแบบทางไกล ระบบรายงานข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์
เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) นอกจากมีแนวคิดเรื่อง Smart Home ซึ่งเชื่อมต่อระบบอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และแนวคิดเรื่อง Smart Car หรือ Connected Car ซึ่งหมายถึงรถยนต์ของเราจะสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และสามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ต่างๆ รอบๆ ตัวเรา
มีระบบบนมือถือที่สามารถ “คุย” หรือสื่อสารกับรถยนต์ผ่านหน้าปัดบนรถยนต์ได้แล้ว เทคโนโลยี Internet of Things คงไม่จำกัดอยู่แค่นั้น และมันถูกนำไปขยายผลกว้างขวางมากกว่านั้น มันอยู่ทุกหนทุกแห่งจริงๆ เรากำลังหมายถึง เมือง (City) ที่เราอาศัยอยู่นั่นเอง
จากสถิติมีการคาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีคนย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ เพิ่มมากขึ้นทุกปี ปีละมากกว่า 60 ล้านคน และในปี ค.ศ. 2050 ประชากรโลกจะอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ถึงร้อยละ 60 คำว่า เมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City เราคงไม่ได้หมายถึงเมืองที่มีบริการ WiFi ให้เชื่อมต่อฟรีทุกหนทุกแห่งเท่านั้น (แต่ความเป็นจริง Free Wi-Fi ผมไม่เคยใช้ได้เลยอย่างกรุงเทพฯ) แต่เป็นแนวความคิดที่นำเทคโนโลยี Internet of Things มาใช้เพื่อสร้างบริการใหม่ๆ หรือเพิ่มขีดความสามารถของบริการใหม่ๆ ที่เป็นบริการจากภาครัฐฯ หรือองค์กรที่บริหารเมืองนั้นๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีเซ็นเซอร์และการเชื่อมต่อกับโลกอินเทอร์เน็ตทั้งแบบมีสายและไร้สาย และเน้นเรื่อง Sustainability ของระบบบริการ
แนวคิดเรื่อง Smart City นี้กำลังเป็นแนวคิดที่มาแรงและหลายเมืองใหญ่ๆ ในโลกนี้ ตัวอย่างเช่น Barcelona ประเทศสเปน Amsterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์ และ Busan ประเทศเกาหลี ฯลฯ นำไปลงมือทำ มีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง IBM, CISCO, AT&T ฯลฯ เป็นหัวหอกและแน่นอนเข้ามาจับมือกันเพราะเป็นธุรกิจที่จะทำเงินในอนาคตของบริษัท
ตัวอย่างเช่น Cisco จับมือกับ Philips เข้าไปช่วยเมือง Amsterdam พัฒนาระบบไฟส่องสว่างของถนนและทางเดินให้เชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตและควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ด้วยการเปลี่ยนจากหลอดไฟมาเป็นแบบหลอด LED จะสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ถึงร้อยละ 50-70 แต่ถ้ามีระบบควบคุมที่อัจฉริยะ เมือง Amsterdam สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง ร้อยละ 80 ระบบไฟส่องสว่างอัจฉริยะดังกล่าวมีความสามารถในการแจ้งศูนย์ควบคุมว่าเกิดการชำรุด ต้องเปลี่ยนหลอด และคำนวณเส้นทางการทำงานของช่าง ลดปัญหาการจราจรติดขัด สามารถหรี่หรือลดความสว่างลงในยามที่การจราจรเบาบาง และสว่างมากในบางบริเวณที่ต้องการเพิ่มความปลอดภัย เช่น บริเวณจุดตัด ทางแยก เป็นต้น
ล่าสุด IBM และ AT&T ก็ประกาศร่วมมือกันโดยนำข้อมูล ที่ได้จากผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในเมือง เรียกว่า Crowdsourcing เพื่อนำไปจัดการโดยศูนย์ข้อมูลกลางขนาดใหญ่ของ IBM เช่น ติดตามการใช้บริการต่างๆ ของเมืองโดยผู้ใช้บริการแต่ละราย นอกเหนือจากระบบอื่นๆ เช่น ระบบการจัดการขยะอัจฉริยะ ระบบการจัดเก็บค่าไฟ ค่าน้ำแบบทางไกล ระบบรายงานข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์ ระบบเซ็นเซอร์ที่จอดรถว่างในเมืองเพื่อการวางแผนการเดินทาง
ตัวอย่างเรื่องจราจรนี้ในกรุงเทพฯ จะเห็นได้ชัดเจนว่าเรามีระบบรายงานการจราจรทางแอพลิเคชั่นมือถือ Traffy สร้างโดยทีมจากเนคเทค ช่วยทำให้ผมวางแผนการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะช่วงที่มีการปิดกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา เมื่อจบงานนี้ ขอให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่นอกจากจะน่าอยู่แล้วจะเป็นเมืองอัจฉริยะจริงๆ ด้วยทีเถอะ
*บทความโดย ดร. อดิสร เตือนตรานนท์
ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ





