วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นวัตกรรมส่งตรงจากสวน

กระดานโต้คลื่นเสริมกาบมะพร้าว ผลผลิตกลิ่นอายของสินค้ากลุ่มอีโค ล้อไปกับกระแสตลาด เพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งจากภาคการเกษตรด้วยความคิดสร้างสรรค์

สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน

กระดานโต้คลื่นเสริมกาบมะพร้าว ผลผลิตกลิ่นอายของสินค้ากลุ่มอีโค ล้อไปกับกระแสตลาด เพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งจากภาคการเกษตรด้วยความคิดสร้างสรรค์ สร้างการส่งออกกว่า 2 พันล้านบาท

“การตอบรับดีมากสำหรับกระดานโต้คลื่นใยกาบมะพร้าวไซส์ใหญ่ นอกจากขายความเป็นอีโคแล้ว ยังเด่นด้านคุณสมบัติที่น้ำหนักเบาและความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น” นายดนู โชติกพนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คอบร้า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าว

: จากสวนมะพร้าวสู่ทะเล

ในช่วงที่เทรนด์อีโคกำลังมา คอบร้า อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งผลิตกระดานโต้คลื่นสำหรับส่งออก ตั้งใจจะพัฒนากระดานโต้คลื่นรุ่นใหม่ที่มีกลิ่นอายของสินค้าสีเขียว แม้จะต้องเสี่ยงกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ยังไม่พร้อมจ่ายแพงอีก 10% ให้กับสินค้าอีโค

ดนูพบว่า การพัฒนาสินค้าอีโคควรจะมี 2 แนวทางคือ ลดต้นทุนให้ใกล้กับสินค้าทั่วไป หรือเพิ่มมูลค่าของสินค้านั้น

“เราเลือกใช้ใยกาบมะพร้าวที่หาซื้อง่าย ราคาถูก มาทดลองผลิต แต่ต้นทุนเพิ่มเพราะต้องใช้แรงงานคนทำในส่วนของใยกาบมะพร้าว จึงปรับมุมมอง เพราะเมื่อไม่ สามารถควบคุมต้นทุนให้เท่ากับของที่มีอยู่แล้วในตลาด ก็ต้องเพิ่มมูลค่าให้สูงกว่า”

เฟสแรกของการทดลอง ใยกาบมะพร้าวถูกนำมาทดแทนเส้นใยแก้วสำหรับผิวกระดานโต้คลื่น แต่กาบมะพร้าวไม่แข็งแรงเหมือนเส้นใยแก้ว จึงต้องคิดเพิ่มขึ้นออกมาเป็นเฟส 2 โดยใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติความ ยืดหยุ่นสูงของเส้นใยกาบมะพร้าว

กระดานโต้คลื่นกาบมะพร้าวที่ยืดหยุ่น นั้น ทำให้การเหยียบ ล้ม กระแทกของผู้เล่น ไม่ทำให้ตัวกระดานบุบมากเหมือน กระดานโต้คลื่นปกติ ยิ่งพัฒนาเพิ่มอัตราส่วนของเส้นใยกาบมะพร้าว ลดการใช้เส้นใยแก้ว คุณสมบัติต่างๆ ที่จำเป็นก็คงเดิม ยิ่งเพิ่มความยืดหยุ่นและน้ำหนักเบา

“ใยกาบมะพร้าวสามารถเพิ่มมูลค่า ทำให้ราคาแพงกว่ากระดานโต้คลื่นทั่วไป 10% โดยรายได้สำหรับตลาดส่งออกของบริษัทอยู่ที่ 2 พันล้านบาท” ดนู กล่าว

: สิ่งทอจากใบและเปลือก

“ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมาก ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวให้ทันกระแส ทั้งวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดการของเสียหรือของเหลือทิ้งที่ไม่ทำให้เกิดมลภาวะ หรือนำกลับมาใช้ใหม่” สุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอกล่าว

สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอเริ่มผลักดันแนวทางการพัฒนาเส้นใยธรรมชาติ สู่อุตสาหกรรมในปี 2557 จำนวน 2 โครงการ คือ โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่ง ทอด้วยเส้นใยต้นแบบและการออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอเทคนิค และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบภาคการเกษตรด้วยการพัฒนาเส้นใยธรรมชาติสู่อุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) และสำนักปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โครงการแรกมุ่งพัฒนาบุคลากร สร้างองค์ความรู้ พัฒนาเครื่องจักร และวิจัย สร้างต้นแบบสินค้าสิ่งทอเทคนิคสู่อุตสาหกรรม เช่น สิ่งทอเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ (Mobiltech) สิ่งทอเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง (Buildtech) สิ่งทอเพื่อการแพทย์ (Medtech) และสิ่งทอเสื้อผ้า (Clothtech) โดยใช้วัสดุที่เหลือจากอุตสาหกรรมเกษตร เช่น ใบสับปะรด เปลือกลูกตาล เปลือกหมาก

: ทองในถังขยะ

ภัทร ตะนังสูงเนิน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานซัพพลายเชน บริษัท มาลี สามพราน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีเส้นใยธรรมชาติเหลือใช้จำนวนมาก โดยเฉพาะกาบและเส้นใยมะพร้าว ประมาณ 1.2 หมื่นตันต่อปี คิดเป็นประมาณ 40% ของวัตถุดิบที่นำมาใช้ จึงมีโครงการนำวัตถุดิบเหลือใช้ต่างๆ มาใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน เช่น เปลือกและเศษผักผลไม้มาใช้ผลิตพลังงานชีวมวล กะลามะพร้าวใช้ผลิตพลังงาน ซึ่งช่วยประหยัดการใช้พลังงานได้ 5-10%

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีวัตถุดิบทางการเกษตรอีกเป็นจำนวนมากที่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะเปลือก หรือกาบ เช่น ใบสับปะรด ใยจากผลลูกตาล ใบ กาบและขุยของมะพร้าว เป็นต้น จึงลงนามความร่วมมือกับสถาบันฯ เพื่อพัฒนาสิ่งทอจากเส้นใยธรรมชาติ

ทุกโครงการก็เพื่อให้เส้นใยธรรมชาติถูกพัฒนาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบ สร้างมูลค่าเพิ่ม ลดการสูญเสียวัตถุดิบเหลือทิ้งจากภาคการเกษตร สร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยมากขึ้น