'เทคโนโลยีสะอาด โปรงใสและเปิดเผย' คัมภีร์แห่งความสำเร็จของโรงไฟฟ้าชีวมวล ทั้งการยอมรับจากชุมชนและโอกาสทางธุรกิจ
'เทคโนโลยีสะอาด โปรงใสและเปิดเผย' คัมภีร์แห่งความสำเร็จของโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 1 เมกะวัตต์ในอำเภอเมืองร้อยเอ็ด ทั้งการยอมรับจากชุมชนและโอกาสทางธุรกิจ แถมยังเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ ทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
หลังจากรัฐบาลประกาศสนับสนุนโรงไฟฟ้าชุมชนในรูปของโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็ก (VSPP) โดยให้ส่วนต่างค่าไฟหรือแอดเดอร์ ทำให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่หรือผู้ที่พอมีทุนตัดสินใจกระโดดเข้ามาจับธุรกิจโรงไฟฟ้ามาขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จทุกรายเสมอไป
พร้อมทั้งเทคโนโลยี-วัตถุดิบ
แต่มุมมองของ “สถิตชัยย์ ฉิมสา” กรรมการผู้จัดการบริษัท สลักเพชร รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จํากัด เจ้าของธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลจังหวัดร้อยเอ็ด บอกว่า เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าชีวมวลมีหลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับการลงทุน นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลเทคโนโลยีแก๊สซิฟิเคชั่นชีวมวล ที่เน้นผลิตพลังงานสะอาด ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม้จะมีต้นทุนที่สูงก็ตาม
ก่อนที่จะตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้าแก๊สซิฟิเคชั่นชีวมวล เขาได้เดินทางไปดูเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าที่ใช้งานจริงในหลายประเทศกระทั่งมั่นใจว่า โรงไฟฟ้าชีวมวล จะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับชุมชน ขณะที่จังหวัดร้อยเอ็ดมีวัตถุดิบชีวมวลเหลือทิ้งเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ต้นกระถิน ไม้ยูคาลิปตัสส่วนที่เหลือจากการคัดเกรดเข้าโรงงานผลิตกระดาษ และหญ้าอาหารสัตว์ที่รอการกำจัด
“แม้เทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าแก๊สซิฟิเคชั่นชีวมวลจะมีต้นทุนสูงถึง 90 ล้านบาท ต่างจากโรงไฟฟ้าชีวมวลพลังไอน้ำที่ใช้เงินลงทุนเพียง 50 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์ แต่ถ้ามั่นใจว่าจะไม่มีควันหรือน้ำเสียก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ในขณะที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่กล้าลงทุน และเลือกเทคโนโลยีราคาถูก ทำให้ภาพของระบบผลิตไฟฟ้าชีวมวลสะอาดยังมีอยู่จำกัด” สถิตชัยย์กล่าว
หลักการทำธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชุมชน มีการพูดคุยถึงข้อเท็จจริงของเทคโนโลยีการผลิตอย่างไม่ปิดบัง พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากคนส่วนใหญ่ นับเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้โรงไฟฟ้าแก๊สซิฟิเคชั่นชีวมวลแห่งนี้เดินหน้าต่อไปได้
ขายไฟเข้าระบบกริด
โรงไฟฟ้าแก๊สซิฟิเคชั่นชีวมวล สามารถผลิตไฟฟ้าจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่มีอยู่รอบโรงไฟฟ้า โดยนำมาผลิตก๊าซเชื้อเพลิงสังเคราะห์ ภายในติดตั้งระบบทำความสะอาด สามารถกำจัดฝุ่นละออง กรองน้ำมันดินและใช้ระบบแลกเปลี่ยนความร้อน ก่อนที่จะนำเชื้อเพลิงที่ได้ไปใช้กับเครื่องยนต์เพื่อผลิตไฟฟ้า
“ระบบดังกล่าวสามารถลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงได้อย่างน่าสนใจ จากเดิมที่ต้องใช้เศษไม้ถึง 1.5 กิโลกรัมต่อการผลิตไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์ ให้ลดลงเหลือเพียง 1 กิโลกรัม”
โรงไฟฟ้าแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนทุนโครงการนำร่องเพื่อผลิตพลังงานทดแทนจากชีวมวลระดับชุมชน 7.4 ล้านบาท จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่วนหนึ่งเก็บไว้ในใช้เอง และอีกส่วนหนึ่งได้ทำสัญญาขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อจ่ายคืนเข้าระบบ
สถิตชัยย์ บอกว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างทำตามเงื่อนไขของ กฟภ.ทั้งเรื่องของอุปกรณ์และขั้นตอนการขอใบอนุญาตที่ต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเริ่มจ่ายกระแสไฟเข้าสายส่งของ กฟภ.ได้ในเดือนมีนาคมนี้ ในราคาหน่วยละ 3.39 บาท
“หากเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าด้วยกำลังการผลิต 1,000 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง คาดว่าจะมีรายได้ราว 2.5 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 30 ล้านบาทต่อปี”
โรงไฟฟ้าต้นแบบ
ความสำเร็จดังกล่าวทำให้โรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งนี้ กลายเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งแรกของประเทศไทย ที่กำลังขยายไปติดตั้งยังจังหวัดอื่น เช่น ชัยภูมิ เชียงใหม่ อีกทั้งล่าสุดบริษัทเอกชนจากญี่ปุ่นได้ตัดสินใจซื้อเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าชีวมวลของคนไทยไปติดตั้ง โดยอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างที่เมืองเซนได จ.มิยากิ ด้วยเงินลงทุนมูลค่ากว่า 32 ล้านเยน หรือประมาณ 100 ล้านบาท
อำพล อาภาธนากร ผู้จัดการโครงการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า นอกจากญี่ปุ่นแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศให้ความสนใจในเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 1 เมกะวัตต์ อาทิ พม่า ฟิลิปปินส์ กัมพูชา แต่การลงทุนร่วมจำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก
ขณะที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติอยู่ระหว่างจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนการสร้างต้นแบบธุรกิจพลังงานทดแทนรูปแบบใหม่ ในลักษณะที่ปรึกษาทางธุรกิจ ตลอดจนดูแลระบบการบริหารจัดการในระยะ 1-2 ปีแรกของการลงทุน
"ปัจจุบันมีผู้ประกอบการหลายรายให้ความสนใจเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานสะอาด ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และในอนาคตคาดว่าพลังงานสะอาดจะได้รับการตอบรับที่ดีขึ้น เนื่องจากมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก" เขากล่าวทิ้งท้าย
รายงานโดย จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา





