Jita Puangkham Fashion Atelier ขอฉีกภาพลักษณ์ ราวแขวนและหุ่นโชว์ จัดภาพศิลปะให้เสพ กระตุ้นไอเดียออกแบบคอลเลคชั่นใหม่
ตลาดแฟชั่นเสื้อผ้าแข่งขันสูง Jita Puangkham Fashion Atelier ขอฉีกภาพลักษณ์ “ราวแขวนและหุ่นโชว์” แล้วพลิกวงการแฟชั่นไทย สร้างจุดขายสุดฮิป จัดภาพศิลปะให้เสพ พร้อมกระตุ้นแรงบันดาลใจออกแบบคอลเลคชั่นใหม่
จุดสตาร์ทร้านเสื้อ
จีต้า-สุจิตรา พวกคำ ดีไซเนอร์และผู้บริหารร้าน เผยที่มาธุรกิจว่า จากประสบการณ์ทำงานเป็นซัพพลายเออร์ให้กับผู้ผลิตชุดชั้นในแบรนด์ดัง และอยู่เบื้องหลังร่วมเป็นผู้ออกแบบและการผลิตด้วยกว่า 2 ปี จึงตัดสินใจเปิดร้านกับเพื่อนเพราะมีอาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นที่พักอาศัยอยู่แล้ว จึงตั้งใจจะเปิดชั้นล่างให้เป็นร้านค้าแล้วพักอาศัยชั้นบน บวกกับได้ทำเลย่านแฟชั่น เอกมัย 21 ด้วย
“เดิมตั้งชื่อร้านว่า SuperJita เพราะอยากสื่อกับตัวเองว่าต้องเข้มแข็งนะ ตอนนั้นก็ยังไม่ได้สนใจเรื่องแบรนดิ้งนัก เพราะเราเป็นเจ้าของกิจการเอง เราแค่ต้องการทำงานให้ออกมาดี ยังไม่รู้เรื่องการตลาดจึงเริ่มต้นผลงานจากสไตล์ที่ชอบก่อน”
จีต้า เล่าต่อว่า เดิมเน้นเสื้อผ้าสไตล์ค่อนข้างหรูหรา ไม่ฟุ้งแต่ดูหรู เช่นชุดออกงานการ์ล่าดินเนอร์ โดยเธอจะเลือกโทนสีที่ออกมาจากตัวตนของเธอเป็นหลัก รวมถึงเทคนิคผสมผสานสีสันใหม่ในแบบฉบับของเธอเอง รวมทั้งลวดลายบนผ้า และการออกแบบแพทเทิร์นสำหรับตัดเย็บ
“เราไม่ได้ตามเทรนด์ แต่ดูกระแสโดยรวม อย่าง กรอบนอกของเค้าโครง เช่นเน้นเส้นสาย เล่นลายบ้าง แต่ก็จะนำมาแมชกับสิ่งอื่น เราชอบสีคลาสสิกโทนเข้ม มีทั้งเลเยอร์ ทำให้ชิ้นงานดูสนุกสนานขึ้น ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเรียบเท่ ไม่ได้ชิค แต่มีสไตล์”
ศิลปะสวมใส่ได้
ก้าวสู่ปีที่ 2 ด้วยความที่สุจิตราทำได้ทุกอย่างในแวดวงแฟชั่น นอกจากจะเป็นดีไซเนอร์แล้ว ยังครีเอทีฟถ่ายภาพได้ เป็นเมคอัพและแฮร์สไตลิสต์ได้อีก
เธอจึงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจใหม่ ขอเปลี่ยนสิ่งที่ลูกค้าคุ้นเคยให้ได้รู้จักสิ่งใหม่ เธอรู้ความต้องการลูกค้า รู้ทิศทางที่แตกต่าง จึงเกิดเป็น Slow Fashion ใส่ใจผู้ที่สวมใส่ เรื่องธุรกิจไม่ได้มาเป็นอันดับแรก แต่ขอเลือกเนื้อผ้าและสีที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละคน
ชุดนั้นเมื่อใส่แล้วต้องเป็นตัวตนของผู้สวมใส่จริงๆ โดยแก้ไขส่วนที่บกพร่องเฉพาะคน เหมือนเป็นห้องเสื้อส่วนตัวของลูกค้า หากลูกค้าชอบอินแฟชั่น ก็จะเลือกเนื้อผ้าให้แตกต่าง แม้จะตั้งราคาตามท้องตลาด แต่ใส่แล้วดูแพง
“ลูกค้ามีอัตลักษณ์ เขาต้องการ Unique ต้องการความพิเศษ ลูกค้าส่วนมากเป็นเจ้าของกิจการ ทำให้ไม่มีเวลาเลือกสรรมากนัก อีกด้านหนึ่งก็มั่นใจว่าเราเป็น “ดีไซเนอร์ส่วนตัว” ให้เขาได้ คนจะรู้สึกดีมากๆที่จะมีคนดีไซน์เสื้อผ้าให้เหมาะกับตัวของเขาแต่เราก็ต้องใส่ลักษณะนิสัยของตัวเราเองที่โดดเด่นเฉพาะเข้าไปด้วย เพื่อสร้างความพิเศษให้ลูกค้าพร้อมจ่าย” สุจิตรา กล่าว และว่า
ความยากของแนวคิดนี้ นอกจากจะผลิตให้เฉพาะบุคคลแล้ว ก็ต้องผลิตชิ้นหนึ่งแล้วเป็นแบบที่เหมาะกับคนทุกคนทุกวัยด้วย เนื่องจากไม่ได้เป็นห้องเสื้อตัดชุดสำเร็จแล้วขาย แต่ร้านของเธอเป็นชอป มีหน้าร้านสำหรับจำหน่ายปลีกด้วย จึงต้องใส่ไอเดียเข้าไปว่าจะออกแบบอย่างไรให้เหมาะกับทุกๆคน
แฟชั่นแกลอรี
สำหรับปี 2557 นี้ จีต้าเผยว่า เธออยากเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของร้านเสื้อให้กลายเป็นร้านที่ทรงคุณค่าโดยใส่ความชื่นชมศิลปะเข้าไปด้วย
“เมื่อก่อนจะคุ้นว่าร้านเสื้อต้องมีหุ่นโชว์ ราวแขวนเสื้อ อาจมีแอสเซสเซอรี่เครื่องประดับต่างๆ วางเสริมให้ลูกค้าเลือกนำไปใช้ แต่พอเราเริ่มมีหุ้นส่วนธุรกิจก็ช่วยกันคิดว่าจะทำร้านให้แตกต่างได้อย่างไรแล้วจุดขายใหม่ของเราคืออะไร เราก็คิดได้ว่า หัวใจของการทำธุรกิจ เราอยากให้ลูกค้ามีความสุขทุกวัน”
ซูเปอร์จีต้านิวลุค เปลี่ยนทั้งชื่อและภาพลักษณ์ เป็น Jita Puangkham Fashion Atelier นำภาพและผลงานศิลปะ โดยสื่อที่มาที่ไป ยกงานประติมากรรม หรือพวกงานแฮนดิคราฟท์มาตกแต่งร้านเช่นเดียวกับงานแสดงศิลปะ เพื่อให้เกิดความรู้สึกพิเศษ และต้องการสื่อสารว่า งานแฟชั่นก็คืองานศิลปะแขนงหนึ่ง
“เราอยากให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษเกิดการบอกต่อสร้างความภูมิใจให้ร้านเป็นแกลอรีเข้ามาแล้วได้ไอเดีย ได้แรงบันดาลใจ ต่อไปเราจะขายรูปภาพด้วย สิ่งที่เราปรับขึ้นใหม่นี้เราอยากบอกทุกคนว่าแฟชั่นต้องอยู่ในทุกที่ทุกเรื่อง”
ทั้งนี้ ผลงานศิลปะช่วงแรกจะถูกรังสรรค์โดยศิลปินต่างชาติ ชาวเยอรมัน ซึ่งเคยเป็นช่างภาพให้กับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอใช้กล้องรุ่นโบราณลักษณะภาพขาวดำตั้งแต่ยุค 60
“เราสามารถเอามาตกแต่งร้านได้ให้ความเพลิดเพลิน ชมรูป ชมเสื้อผ้า ลูกค้าไม่ต้องตั้งใจมาซื้อ ไม่ตีกรอบลูกค้า ไม่อยากให้ลูกค้าต้องอึดอัด แต่อยากให้ทุกคนได้เปิดหูเปิดตาและยิ้มได้ ในขณะที่เราก็อาจจะขายได้ด้วย หรือจะเช่าภาพนั้นไปตกแต่งก็ได้ เราเคยสงสัยว่าทำไมผลงานศิลปะดีๆ จึงต้องถูกครอบครองโดยคนๆเดียว หากเราเปิดให้เช่างานศิลปะได้ด้วย เช่นเอาไปตกแต่งในงานอีเว้นต์หรือขายสินค้า คนจำนวนมากก็จะได้ชื่นชมด้วย“
จีต้า เผยต่อว่า ในอนาคตผลงานศิลปะจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่กระดาษ แต่มันอาจถูกสกรีนลงบนเสื้อเพื่อให้เสื้อผ้ากลายเป็นงานศิลปะได้ และอาจเปิดเป็น Open Gallery เป็นพื้นที่โชว์ผลงานของศิลปินไทยด้วย รวมทั้งผลิตงานแฮนด์เมดหรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กๆ เป็นเอกลักษณ์ของร้านต่อไป
รายงานโดย ชฎาพร นาวัลย์





