วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ฑีตา'ติดปีกฝ้ายย้อมคราม

ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์สิ่งทอแบรนด์ "ฑีตา" มีจุดเริ่มต้นจากการตัดสินใจนำภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดสกลนคร "เทคนิคการย้อมคราม" มาเป็นจุดขาย

ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์สิ่งทอแบรนด์ "ฑีตา" มีจุดเริ่มต้นจากการตัดสินใจนำภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดสกลนคร "เทคนิคการย้อมคราม" มาเป็นจุดแข็งต่อยอดธุรกิจขานรับเทรนด์รักษ์โลกหรืออีโค ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มีหัวใจสีเขียว

จุดเด่นของแบรนด์ฑีตาคือการย้อมสีใยฝ้ายด้วย“คราม” ซึ่งเป็นพืชที่มีกระบวนการย้อมยากที่สุด ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเริ่มตั้งแต่การเพาะพันธุ์ การเก็บเกี่ยว การมัดไปจนถึงการหมักให้ได้เนื้อคราม แล้วนำฝ้ายมาย้อม ทุกขั้นตอนต้องอาศัยความละเมียดละไม

การย้อมครามของแบรนด์ฑีตา มีความพิเศษตรงที่เปิดโอกาสให้ธรรมชาติมีส่วนร่วมในการรังสรรค์ลวดลายด้วย เช่น ผ้าย้อมในครั้งแรกจะเป็นสีเขียว แต่เมื่อสัมผัสกับออกซิเจนจะกลายเป็นสีฟ้ามากขึ้น นอกจากนี้มะเกลือยังเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากพืช 2 ชนิดนี้ สามารถย้อมเย็นได้ทั้งยังทนทานมากกว่าและไม่สิ้นเปลืองพลังงานเท่ากับการย้อมร้อนหรือต้ม

การย้อมครามใช้เวลามากกว่าจะได้มาเป็นผ้าหนึ่งผืน ผ้าย้อมครามจึงมีราคาสูงกว่าผ้าย้อมสีธรรมชาติอื่นๆ ถึง 5 เท่า เป็นเหตุให้มีผู้ผลิตจำนวนไม่น้อยที่ทำการ "ย้อมแมว" โดยใช้วิธีย้อมสีเคมีไว้เป็นพื้นแล้วนำไปแช่ครามให้มีกลิ่นหอม ทั้งนี้ ผ้าย้อมครามของแท้นั้น เมื่อสีครามจับติดผ้าแล้วจะกลายเป็นสีที่มีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำหรือสีไม่ตก อีกทั้งสีจะติดแน่นจนหมดอายุของผ้า สีที่ปรากฏจะต้องสดใส สะอาด ไม่ดูขมุกขมอมหรือสีตุ่น ส่วนเฉดสีที่ได้นั้นมีตั้งแต่สีฟ้าอ่อนจนถึงน้ำเงินเข้ม ขึ้นอยู่กับจำนวนรอบของการย้อม

ตอบโจทย์ใจสีเขียว

สุขจิต แดงใจ ตัดสินใจสานต่อกิจการผ้าย้อมครามของครอบครัว จึงเรียนต่อด้านออกแบบจากสถาบันชนาพัฒน์เพื่อเรียนรู้วิธีการออกแบบ ทันทีที่สำเร็จปริญญาตรีด้านการบริหารจัดการ โดยได้รับโอกาสให้ออกแบบสินค้าสำหรับวัยรุ่นและวัยทำงานจากคุณแม่ประไพพันธุ์ แดงใจ ซึ่งจะดูแลการออกแบบลายทอและสิ่งทอสำหรับผู้ใหญ่ เพราะเชื่อว่าแนวคิดในการออกแบบของคนแต่ละวัยแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ ฉะนั้น หากจะออกแบบให้วัยรุ่นก็ควรจะให้ผู้ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเป็นคนออกแบบ ซึ่งจะเข้าใจความต้องการและสามารถลงลายละเอียดได้ชัดเจน

"จากที่ได้สัมผัสลูกค้าพบว่า ไลฟ์สไตล์ของเด็กรุ่นใหม่จะมองหาเสื้อผ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น กระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม รูปแบบการดีไซน์จะเน้นไปที่เครื่องแต่งกายของคนวัยทำงานโดยออกแบบให้ทันสมัยขึ้น ยกตัวอย่างเสื้อผู้หญิงก็ได้ดีไซน์ให้ประยุกต์ใช้ได้หลายรูปแบบทั้งสวมใส่ ห่มและพันคอ" สุขจิต กล่าว

เธอยังมีแนวคิดออกแบบสิ่งของตกแต่งบ้านในสไตล์รักษ์โลก คู่แข่งในตลาดมีน้อย ถือเป็นโอกาสทางการตลาดที่แบรนด์ฑีตาจะเข้าไปแทรกตลาดเซกเมนต์นี้ รวมทั้งการแตกไลน์ไปในกลุ่มรองเท้า เครื่องประดับสำหรับวัยรุ่นซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้ทุกวัน จะมีผลให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น

"กลุ่มเป้าหมายมีอายุตั้งแต่18 ปีจนถึงเกือบ 70 ปี จากการสำรวจพบว่า กลุ่มวัยทำงานที่มีอายุตั้งแต่ 25-30 ปียังเป็นกลุ่มที่เป็นจุดอ่อนของแบรนด์ฑีตา โดยมองว่าผ้าทอเหมาะที่จะเป็นเสื้อผ้าลำลองมากกว่าที่จะสวมใส่เป็นทางการ จึงไม่นิยมผ้าทอ ตรงข้ามกับกลุ่มวัยรุ่น 18-20 ปีถ้าชอบแล้วก็ชอบเลย"

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

สุขจิต กล่าวอีกว่า ช่องทางการประชาสัมพันธ์ชื่อแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ยังเน้นทางโซเชียลมีเดียผ่านทางเฟซบุ๊คและเว็บไซต์ ที่ใช้เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างเจ้าของแบรนด์กับลูกค้า โดยดำเนินการมาได้ 2-3 ปีแล้ว ในปีนี้เตรียมที่จะเปิดบูธที่ MRT จตุจักร โซนคอมแพล็กซ์ เพื่อเป็นหน้าร้านแนะนำผลิตภัณฑ์ ส่วนที่จังหวัดสกลนครได้ลงทุนเปิดร้านเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้วิธีการทอผ้า ย้อมคราม ในรูปแบบของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรรม พร้อมกับเป็นที่ขายสินค้าอีกด้วย คาดจะเสร็จปี 2558

"เราอยากให้วิธีการย้อมครามยังคงอยู่ต่อไป จึงต้องทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากครามสามารถอยู่ในวิถีคนรุ่นใหม่ ด้วยการออกแบบเสื้อผ้า สิ่งของเครื่องใช้ เสมือนการนำโลกยุคเก่าและโลกยุคใหม่มาเจอกัน กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้คนรุ่นใหม่กลับมาหาคุณค่าของวัฒนธรรมไทย” สุขจิต กล่าวทิ้งท้าย