วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ออกแบบปีม้า ดีไซน์อนาคต

เทรนด์ออกแบบในปี 2557 และอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร... นิทรรศการ “Hello World !” มีคำตอบจากการตั้งคำถาม และเต็มไปด้วยทางเลือกมากมาย

เทรนด์ออกแบบในปี 2557 และอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร... นิทรรศการ “Hello World !” มีคำตอบจากการตั้งคำถาม และเต็มไปด้วยทางเลือกมากมายจากตัวอย่างงานออกแบบระดับโลก

ในยุคที่เราเลือกใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ทุกการตัดสินใจมีส่วนกำหนดตัวตนของเราและความเป็นไปในอนาคต นั่นคือเหตุผลว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับ การคาดการณ์แนวโน้มการออกแบบหรือเทรนด์งานดีไซน์สินค้าและบริการ (Consumption Trend)

ชวนตั้งคำถามกับ โลก

พิชิต วีรังคบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายนิทรรศการและกิจกรรมสัมพันธ์ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) กล่าวว่า เทรนด์ไม่ใช่ข้อบังคับว่าต้องทำจึงจะสำเร็จ แต่คือการแนะนำและสร้างทางเลือกบนความน่าจะเป็นมากที่สุด โดยเล่นกับวิธีคิดและการรับรู้ของคน

เมื่อโลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน จึงอยากถามทั้งนักออกแบบและผู้บริโภคว่า เราจะเร่งรีบเพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลง หรือผ่อนจังหวะเพื่อใช้เวลาใคร่ครวญ ในขณะเดียวกันเราจะสร้างจังหวะใหม่ขึ้นมาเอง หรือเราจะผสาน “สินทรัพย์เดิม” กับ “ปัญญาใหม่” เพื่อสร้างคุณค่าและชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

อะไรคือสมดุลใหม่ในการอยู่กับความเหลือเฟือจากเทคโนโลยีและความขาดแคลนทรัพยากรโลก หรือแม้กระทั่งความหมายของสุนทรียภาพ ในยุคที่วิทยาศาสตร์เข้ามาทดแทนบทบาทการสร้างสรรค์ของมนุษย์

4 คำถามนั้นแปลงร่างเป็น 4 แนวคิดภายในนิทรรศการ “Hello World !”เราจะออกแบบอนาคตกันอย่างไร

แตกต่างเหมือนกัน

นันท์นรี พานิชกุล ภัณฑารักษ์ประจำนิทรรศการ เผยว่า แนวคิดแรกคือ เหมือนหรือต่าง สะท้อนผ่านโลโก้ ไอ เลิฟ เอ็นวาย ภาพลักษณ์ของมหานครนิวยอร์ก หม้อหลอมของความหลากหลายและพื้นที่แห่งอิสรภาพในการสร้างสรรค์และใช้ชีวิต (Global Citizen)

“อนาคตไม่ใช่การเลือกระหว่างความเหมือนหรือต่าง หากเป็นการทำงานร่วมกันของทั้งสองสิ่ง เพราะแต่ละที่ก็มีความแตกต่างเหมือนๆกัน ขณะเดียวกันเราก็มองว่าทุกๆที่มีความเหมือนที่แตกต่างกัน”

ภัณฑารักษ์สาว อธิบายว่าเราสามารถพิจารณาจากสไตล์การแต่งตัว แฟชั่น หรือสถาปัตยกรรมต่างๆในเมือง ซึ่งมาจากจิตวิญญาณของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ที่มารวมตัวกันอยู่ในนิวยอร์ก คนเอเชียมีสไตล์ของตัวเอง ทำให้เห็นความแตกต่างอันโดดเด่น แต่สไตล์ที่ไม่เหมือนกันนั้นกลับทำให้นิวยอร์กสร้างอัตลักษณ์ หรือเอกลักษณ์ให้เป็นที่จดจำของคนทั้งโลกได้

และเมื่อทลายกำแพงความต่างได้ สังคมทุกวันนี้จึงไม่มีเส้นคั่นและขีดจำกัดในการสร้างสรรค์สินค้าและบริการอีกต่อไป กลายเป็นแนวคิดที่สอง นั่นคือ บิด ปรับ แปลง

นันท์นรี กล่าวต่อว่า มนุษย์เลือกที่จะหยิบยืม และปรับทุกสิ่งอย่างให้เข้ากับความเชื่อและรสนิยมการใช้ชีวิต ส่งผลให้เกิดคุณค่าและนิยามใหม่ในสินค้าและบริการ ยกตัวอย่าง การบิดเพียงนิด เช่นช็อกโกแลตยี่ห้อคิทแคท ไม่ได้ขายแค่รสชาติ แต่ถือเป็นเครื่องรางอย่างหนึ่งของคนญี่ปุ่น เพราะเสียงพ้องกับคำว่า " คิตโตะ – คัตสึ ( Kitto -Katsu ) ซึ่งแปลว่า "ชนะแน่นอน"

ส่วนการปรับและแปลง อย่าง ป้ายคำขวัญในช่วงสงครามโลกของอังกฤษที่ว่า “KEEP CALM AND CARRY ON” ก็สามารถเปลี่ยนเป็นคำพูดหรือตัวอักษรอื่นทั้งในแง่บวกหรือเสียดสีสังคม รวมทั้งยังดัดแปลงให้มีรูปแบบ (Font) และดีไซน์ตามชอบ

“ที่สำคัญการปรับเปลี่ยนต้องดูบริบทและสิ่งรอบด้านด้วย ซึ่งเราก็สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านตัวอย่าง เทียนตู้เฉิง โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่จำลองสิ่งปลูกสร้างในปารีสมาไว้ที่หังโจว ประเทศจีน แต่ด้วยราคาสูงลิบและสถาปัตยกรรมที่ขัดแย้งกับวิถีชีวิตชาวจีน มันก็อาจจบลงด้วยการเป็นฉากหลังภาพถ่ายพรีเวดดิ้ง”

ผสมผสานอดีต-อนาคต

ส่วนแนวคิดที่สาม ของเก่าเท่ากับคุณค่าใหม่ นั้นต่อยอดจากความสงสัยที่ว่า การสร้างสรรค์อนาคตอาจเป็นไปได้ทั้งการกลับไปหาของเก่าและการสร้างของใหม่ เพราะคนเรายังคงบริโภคเพื่อตอบสนองอารมณ์ความรู้สึก พร้อมกับเรียกร้องชีวิตที่ดีกว่าเดิม

ผลงานโดดเด่นอย่าง เครื่องพิมพ์ดีดต่อสายยูเอสบีพร้อมที่วางไอแพดของแจ็ค ซิลกิน เขาต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่ายังคงมีที่ทางให้ของใช้จากยุคอนาล็อกอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัล จึงดัดแปลงแป้นเครื่องพิมพ์ดีดให้เป็นคีย์บอร์ดที่พิมพ์ได้ทั้งบนหน้าจอและกระดาษ

นันท์นรี กล่าวต่อว่า สุดท้ายแล้ว นอกจากความต่าง ความเหมือน จะบิดปรับเปลี่ยน หรือเติม “เหล่าเก่าในขวดใหม่” ก็ยังมีอีกหนทางหนึ่ง นั่นคือ การหลอมรวมทุกอย่างให้กลายเป็นหน้าตาเดียว A Unified World แล้วมันอาจสร้างโอกาสกำหนดรูปร่าง หน้าตาของตนเอง ท้องถิ่นและโลกของเราได้

“หลายชิ้นงานที่นำมาโชว์สะท้อนการยกระดับคุณภาพชีวิตและกระจายทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม เช่น ชุดปฐมพยาบาลอาการท้องร่วง “คิท ยาโมโยะ” ต้องการสื่อให้เห็นว่าในเมื่อโค้กคือการเข้าถึงอันไร้ขีดจำกัด ชุดพยาบาลนี้ก็จะถูกออกแบบให้วางตรงช่องว่างในลังบรรจุขวดโค้กได้พอดี เพื่อให้ง่ายต่อการขนส่ง หรือ บิทคอยน์ ที่จะเป็นระบบเงินตราใหม่สำหรับโลกดิจิทัล ที่ต้องการจำกัดคนกลางและอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น”

ผลงานทุกชิ้นล้วนสะท้อนเทรนด์ในอนาคตอันใกล้ แต่บางชิ้นทำหน้าที่เป็นแรงบันดาลใจให้นักออกแบบกำหนดความเป็นไปของโลกด้วย