"โนเกีย" รับสถานการณ์การเมืองกระทบยอดขายเล็กน้อย เชื่อเกิดแค่ระยะสั้น ล่าสุดส่งสมาร์ทโฟนใหม่ 2 รุ่นรวดเจาะตลาดล่าง
นางสาวนนทวัน สินธวานนท์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเมืองที่ผันผวนส่งผลกับบรรยากาศการซื้อขายโทรศัพท์มือถือเล็กน้อย โดยเฉพาะช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทว่ายอดที่หายไปยังไม่เกิน 10% บริษัทยังรอประเมินสถานการณ์และเชื่อว่าจะเป็นเพียงชั่วคราวระยะสั้นๆ เท่านั้น
โดยแผนการรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โนเกียเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่พร้อมเดินหน้าทำกิจกรรมทางการตลาดร่วมช่องทางค้าปลีกและคู่ค้าต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัวสมาร์ทโฟนใหม่ 2 รุ่น คือ"โนเกีย อาช่า 503" จอระบบสัมผัส 3 นิ้ว รองรับระบบ 3 จี ราคาเริ่มต้น 2,990 บาท และ "โนเกีย อาช่า 500" ไม่รองรับ 3 จี ขนาดจอ 2.8 นิ้ว ราคา 2,250 บาท
ทั้งนี้ มีให้เลือกหลายสีทั้งแดงสด เขียวสด เหลือง ฟ้า ขาวและดำ กลุ่มเป้าหมายที่โฟกัสคือตลาดล่างวัยรุ่นที่ไม่เคยใช้สมาร์ทโฟนมาก่อน คนชอบแชท เล่นโซเชียล โดยเปิดโอกาสให้ใช้สินค้าที่เป็นจอสัมผัสแต่ราคาไม่แพง ภายในเดือนธ.ค.นี้จะมีอีก 1 รุ่นคือ โนเกีย ลูเมีย 1520 สำหรับตลาดบนเข้ามาวางตลาด
อย่างไรก็ดี ภาพรวมแบ่งการวางตลาดผลิตภัณฑ์ออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1.สมาร์ทโฟนตลาดบนซีรีส์ลูเมียราคา 5 พันบาทขึ้นไป 2.สมาร์ทโฟนตลาดล่างราคาตั้งแต่ 4 พันบาทลงมา และ 3.ยังคงไม่ทิ้งฟีเจอร์โฟนโดยสินค้าที่นำเข้ามามีราคาต่ำกว่า 1 พันบาท
“เราพยายามนำสินค้าใหม่เข้ามาเปิดตลาดต่อเนื่อง มีครบทุกเซ็กเมนท์ เพิ่มความสำคัญกับสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ขึ้น ใช้กล้องคุณภาพสูง รวมถึงเมื่อพร้อมจะนำแทบเล็ตเข้ามาด้วย ทุกวันนี้โนเกียยังสามารถรักษาการเติบโตได้ดีในตลาดประเทศไทย ขณะเดียวกันครองอันดับท็อป 3 สมาร์ทโฟน”
ขณะที่ ผลการซื้อกิจการโดยไมโครซอฟท์ยังอยู่ระหว่างการจัดการองค์กรใหม่ของบริษัทแม่ ในไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง
พร้อมประเมินว่า จากปีที่ผ่านมาที่ราคาเฉลี่ยสมาร์ทโฟนอยู่ที่ประมาณ 4,500 บาท ขณะนี้ลดลงมาที่ราว 3,000 บาท คาดว่าปีหน้าจะได้เห็นหลัก 1 พันบาท การเติบโตที่ก้าวกระโดดของตลาดได้รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยี 3 จี และความนิยมการใช้งานแชทรวมถึงโซเชียล เน็ตเวิร์ค
ด้านนายพลณรงค์ วัฒนโพธิธร ผู้จัดการประจำเทศไทย บริษัท เอชทีซี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า ไทยยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตของผู้ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน ซึ่งเอชทีซีให้ความสำคัญตลาดในเอเชียใต้อยู่ 2 ประเทศ คือ ไทย และ อินโดนีเซีย สำหรับการกลับมาบุกตลาดไทยอีกครั้งนั้น บริษัทยังคงวางตำแหน่งของสินค้าเป็นพรีเมี่ยมโปรดักส์ เน้นจับกลุ่มลูกค้าที่คำนึงถึงความคงทน ดีไซน์สวยงาม และเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งตลาดที่เอชทีซีมีความเข้มแข็งคือ ตลาดมือถือระดับกลางถึงระดับบน ราคาตั้งแต่ 6,000 บาทขึ้นไป
ทั้งนี้ เป้าหมายของเอชทีซีในระยะสั้น คือ ต้องการมาร์เก็ตแชร์ในระบบปฏิบัติการแอนดรอย์ระดับกลาง-บนที่ 10% ซึ่งกลยุทธ์ที่จะเน้น คือ การเพิ่มช่องทางจำหน่าย และการเซอร์วิสลูกค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น
พร้อมกันนี้ เอชทีซีได้ร่วมกับบมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ในการเป็นพันธมิตรทำตลาด และวางช่องทางการจำหน่ายสมาร์ทโฟนเอชทีซี ตระกูล วัน เริ่มตั้งแต่ เอชทีซี วัน เอชทีซี วัน แม็กซ์ และ เอชทีซี วัน มินิ ในศูนย์บริการดีแทคทุกสาขาทั่วประเทศราว 280 แห่ง ซึ่งให้ดีแทคเป็นผู้จัดจำหน่ายหลักก่อนที่จะส่งไปยังดีลเลอร์อื่นๆ อาทิ ทีจีโฟน และ เจมาร์ท ซึ่งหากลูกค้าซื้อเอชทีซีในรุ่นดังกล่าว พร้อมเปิดแพ็กเกจกับดีแทคจะได้รับส่วนลดค่าเครื่องทันที 2,000 บาท
"เดิมใช้งบการตลาดประมาณ 8-10 ล้านบาทต่อปี แต่ในแคมเปญที่ร่วมกับดีแทคและโปรโมตเอชทีซีตระกูลวัน เราและดีแทคลงเงินถึง 70 ล้านบาท แบ่งคนละครึ่ง คือรายละ 35 ล้านบาทเพื่อใช้โฆษณาในช่วงนี้จนถึงไตรมาส 1/57 ซึ่งก็เป็นบ่งบอกว่าเราเอาจริงที่จะกลับมาทำตลาดในไทย" นายพลณรงค์ กล่าว





