สวทช.ดันนาโนเทคโนโลยี เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำอาเซียน
ระบบนำส่งยาแบบตรงเป้า วงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก เสื้อผ้าต้านเชื้อแบคทีเรีย เสื้อกันยูวี เสื้อผ้ากลิ่นผลไม้ เป็นตัวอย่างผลงานวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีของไทยที่ผ่านมา ซึ่งจะผลักดันให้การเป็นผู้นำอาเซียนด้านงานวิจัยนาโนในอีก 2 ปีข้างหน้าใกล้แค่เอื้อม
:เสริมแกร่งรับมืออาเซียน
ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (ศูนย์นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทข.)กล่าวว่า สถานการณ์นาโนเทคโนโลยีในตอนนี้เปลี่ยนไปจากภาพเมื่อ 10 ปีก่อน จากที่ตอนนั้นหลายคนคาดหวังว่า นาโนจะเป็นเทคโนโลยีเชิงเดี่ยวที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตคนเรา ไม่ต่างไปจากระบบอินเทอร์เน็ตหรือคอมพิวเตอร์ ที่ปัจจุบันนี้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดตลาดหรืออุตสาหกรรมใหม่มูลค่ามหาศาล
“ปัจจุบันนาโนเทคโนโลยีกลับเป็นนวัตกรรมที่แฝงอยู่ในชีวิตประจำวันและขับเคลื่อนธุรกิจจำนวนมากอย่างแยกไม่ออก ไม่ว่าจะในบริษัทยา อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เครื่องนุ่งห่ม หรือแม้แต่ข้าวของเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนเองก็ตาม ซึ่งถึงแม้ไม่เกิดตลาดใหม่ที่ใหญ่โตแบบเชิงเดี่ยวที่ชัดเจนอย่างที่หลายคนหวังไว้ แต่ก็ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มของสินค้าประเภทต่างๆ ที่นำนาโนเทคโนโลยีเข้าไปประยุกต์ใช้หลายเท่าตัวทีเดียว”ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทค กล่าว
ตัวอย่างผลงานวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีของไทยที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เช่น เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่นำนาโนเทคโนโลยีเข้าไปใช้เพื่อให้เกิดคุณสมบัติพิเศษ เช่น เสื้อกันยูวี เสื้อผ้ามีกลิ่นผลไม้ เสื้อผ้าต้านเชื้อแบคทีเรีย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการพัฒนาให้มีขนาดเล็กระดับนาโน หรือชิ้นส่วนยานยนต์ หรือแม้แต่หุ่นยนต์ เพื่อให้การใช้งานสะดวก พกพาสบายยิ่งขึ้น เป็นต้น
ปีที่ผ่านมาศูนย์นาโนเทคได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) จัดทำกรอบนโยบายการพัฒนานาโนเทคโนโลยีของประเทศ (พ.ศ.2555-2564) เป็นฉบับแรก รวมถึงผลักดันให้มีแผนยุทธศาสตร์ด้านความปลอดภัยและจริยธรรมนาโนเทคโนโลยี (พ.ศ.2555-2559) เพื่อกระตุ้นให้สังคมไทยเกิดงานวิจัยและพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศ
เป้าหมายของกรอบนโยบายฯดังกล่าว จะใช้นาโนเทคโนโลยีขับเคลื่อนประเทศใน 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การยกระดับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการเป็นผู้นำด้านการศึกษาและการวิจัยในด้านนาโนเทคโนโลยีของภูมิภาคอาเซียน
ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทค กล่าวต่อว่า แผนที่วางไว้ตอนนี้คือ จะใช้ 5 ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนนโยบายฯ โดยเน้นไปที่ 1.การยกระดับคุณภาพชีวิต สุขภาพ การแพทย์ และสาธารณสุข 2.ด้านการเพิ่มขีดความสามารถของภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมการผลิต 3.การเสริมความมั่นคงทางพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 4.การพัฒนาด้านกำลังคนที่มีความรู้เกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยีโดยตรง และ 5.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยอื่นๆ ที่เอื้อต่อการนำนาโนเทคโนโลยีไปใช้ระดับประเทศได้สำเร็จ
:นาโนเรื่องใกล้ตัว
ศ.ดร.วัลลภ สุระกำพลธร ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาสวทน.ได้สนับสนุนให้มีการพัฒนากำลังคนใน 4 สาขาเพื่อปูทางงานวิจัยและพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีบ้างแล้ว อาทิ บุคลากรที่มีความชำนาญด้านระบบราง ด้านเวชสำอาง ด้านระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์ และนวัตกรรมด้านการเกษตร เช่น การปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้อยู่รอดภายใต้สภาวะต่างๆ เป็นต้น
การจะปลูกฝังให้ทุกคนหันมาตระหนักรู้เรื่องนาโนเทคโนโลยีทำไม่ยาก โดยเริ่มตั้งแต่เยาวชนด้วยการพัฒนาหลักสูตรที่ใช้ในการสอนและสร้างกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ได้เข้าใจง่าย เพราะทุกวันนี้นาโนเข้าไปมีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมพลาสติก เคมี ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม เซรามิกส์ โลหะ ยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง งานเภสัชกรรม ทำให้การใช้ชีวิตท่ามกลางนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ดร.วิไลพร เจตนจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานเทคโนโลยี บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่เอสซีจีมีการนำเทคโนโลยีนาโนเข้ามาใช้ในการพัฒนาสินค้าและบริการมานานแล้ว เช่น เทคนิคการผลิตกระดาษให้ลื่น บาง เหนียว พิมพ์ออกมาแล้วสีสันติดกระดาษสวยงาม เทคนิคการผลิตผงซีเมนต์ที่มีอนุภาคขนาดเล็กเพื่อให้การยึดเกาะกันมีประสิทธิภาพดี เพื่อให้สินค้าต่างไปจากคู่แข่ง และมีโอกาสทางการตลาด
“การทำแผนนโยบายฯ จะทำให้งานวิจัยและพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นระดับชาติในอนาคต ไม่ว่าจะจากหน่วยงานรัฐหรือเอกชนก็ดี มีทิศทางการวิจัยในทิศทางเดียวกันไม่ซ้ำซ้อน รวมถึงมีการสื่อสารด้วยคำศัพท์ที่เข้าใจตรงกันและการทำงานร่วมกันง่ายกว่าที่ผ่านมา”ผู้อำนวยการสำนักงานเทคโนโลยี บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าว
อุปสรรคที่ผ่านมาของผลงานวิจัยจำนวนมากคือ ผู้วิจัยสื่อสารกับผู้บริโภคไม่รู้เรื่อง อีกทั้งต่างคนก็จบมากันคนละที่ ใช้ศัพท์เทคนิคเฉพาะตัวติดปากก็ต่างกัน ทำให้การเผยแพร่ยิ่งสำเร็จได้ยาก แต่หากมีการสร้างมาตรฐานการวิจัย และการสื่อสารที่มีพื้นฐานมาจากความเข้าใจเดียวกัน งานทุกอย่างก็จะสำเร็จได้ไม่ยาก และความหวังที่จะเป็นผู้นำอาเซียนก็อยู่ใกล้แค่เอื้อมเช่นกัน
เรื่องโดย : กานต์ดา บุญเถื่อน





