รามาฯพัฒนาชุดตรวจและโปรแกรมแปลผลเชื้อเอดส์ดื้อยาไวกว่าเดิม100เท่าพร้อมบริการตรวจฟรีดีเดย์ 1 ธ.ค.วันเอดส์โลก
ศูนย์จีโนมทางแพทย์ รพ. รามาธิบดี ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และบริษัทโรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการตรวจเชื้อไวรัสเอชไอวีกลายพันธุ์และดื้อยาความไวสูงมากกว่าวิธีเดิมถึง 100 เท่า ประหยัดงบประมาณได้มหาศาล
ศ.ดร. วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ในการวิจัยและพัฒนาการเทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมสมัยใหม่ รวมทั้งการวิเคราะห์และการแปลผลเชื้อเอชไอวีดื้อต่อยาต้านไวรัสด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่อ้างอิงกับฐานข้อมูลเชื้อเอชไอวีที่ดื้อยาในประเทศไทยซึ่งรวบรวมจากผู้ติดเชื้อนับหมื่นราย มีความไวของการตรวจสูงกว่าการถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อหาเชื้อดื้อยาแบบดั้งเดิมถึง 100 เท่า สามารถตรวจจับเชื้อไวรัสเอชไอวีกลายพันธุ์ในกระแสเลือดปริมาณเล็กน้อยได้ ช่วยให้แพทย์สามารถปรับเปลี่ยนยาต้านไวรัสซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 25 รายการที่ผลิตได้ภายในประเทศได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังจะลดการเกิด Cross-resistance หรือการที่ไวรัสดื้อยาต้านตัวหนึ่งแล้วลามทำให้ดื้อยาต้านตัวอื่นในกลุ่มไปด้วยทั้งที่ผู้ติดเชื้อยังไม่ได้ใช้ยานั้นๆ ซึ่งมีสาเหตุมาจากเมื่อเกิดเชื้อดื้อยาแล้วมีความล่าช้าในปรับเปลี่ยนไปใช้ยาต้านตัวอื่นทดแทน
“แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้จะช่วยให้ตรวจพบไวรัสเอชไอวีกลายพันธุ์และดื้อต่อยาต้านไวรัสเร็วขึ้นกว่าวิธีเดิม ช่วยให้แพทย์มีข้อมูลปรับเปลี่ยนไปใช้ยาต้านสูตรพื้นฐานตัวอื่นทดแทนได้ทันท่วงที ทำให้ผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีส่วนใหญ่ไม่ต้องเปลี่ยนไปใช้ยาสูตรสำรองหรือยาสูตรสอง ซึ่งมีราคาแพงและส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อันจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของภาครัฐเป็นจำนวนมหาศาล” ศ.ดร.วสันต์ กล่าว
หัวหน้าศูนย์จีโนมทางแพทย์ กล่าวต่อว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย นับว่าโชคดีกว่าประเทศอื่นเนื่องจากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมารัฐบาลได้ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคนให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการและรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกัน โดยภาครัฐเป็นผู้รับภาระด้านค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทำให้โรคเอดส์ในประเทศไทยกลายเป็นโรคที่รักษาได้เพียงแต่ไม่หายขาด ปัจจุบันในปี 2556 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์สะสมประมาณ 1,166,543 คน ยังมีชีวิตอยู่จำนวน 447,640 คนในระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมาก และมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดจำนวนลงเหลือเพียง 8,959 คน แต่ปัญหาที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือเมื่อมีการใช้ยาต้านไวรัสก็จะการเกิดเชื้อดื้อยาติดตามมา การตรวจเชื้อเอชไอวีดื้อยาเพื่อปรับเปลี่ยนยาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในปัจจุบัน บางครั้งการตรวจหาเชื้อดื้อยาด้วยวิธีดั้งเดิมตรวจไม่พบตำแหน่งการกลายพันธุ์ใดๆ แต่ผู้ป่วยกลับดื้อต่อยาต้านไวรัสที่กำลังใช้อยู่ สังเกตได้จากการมีปริมาณไวรัสในกระแสเลือด (viral load) เพิ่มสูงขึ้น ในกรณีนี้แพทย์จะปรับเปลี่ยนยาให้ไม่ได้เพราะไม่มีข้อมูลการดื้อยา
อย่างไรก็ตาม ศ.ดร. วสันต์ กล่าวว่า ทางแก้มีอยู่สองประการคือทางแรกคือแพทย์จะเน้นย้ำเรื่องการรับประทานยาและให้ยาต้านเอชไอวีเดิมผู้ป่วยรับประทานต่อ 1-3 เดือน เพื่อเป็นการยืนยันว่าผู้ป่วยรับประทานยาต้านเอชไอวีจริง เนื่องจากผู้ป่วยอาจจะไม่ได้รับประทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอหรือหยุดยาไปนานกว่า 4 สัปดาห์ก่อนที่จะเจาะเลือดตรวจการดื้อยาในครั้งแรก หลังจากนั้นจะส่งตรวจ viral load เพื่อหาปริมาณไวรัสในเลือดและตามด้วยการส่งตรวจเชื้อดื้อยาซ้ำอีกครั้ง ซึ่งวิธีนี้เสียเวลาหลายเดือนและเสียค่าใช้จ่ายจำนวนหนึ่ง ทางแก้ที่สองคือการถอดรหัสพันธุ์กรรมเชื้อไวรัสเอชไอวีด้วยการตรวจ HIV-1 Deep sequencing ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่เพื่อหาเชื้อไวรัสเอชไอวีที่กลายพันธุ์และดื้อยาที่มีอยู่ในปริมาณน้อย ตรวจไม่พบด้วยวิธีการถอดรหัสพันธุ์กรรมแบบดั้งเดิม แม้การตรวจจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าในวิธีเดิม แต่แพทย์จะสามารถปรับยาได้ทันทีหลังการทราบผลการตรวจเชื้อดื้อยา เมื่อแพทย์สามารถปรับเปลี่ยนยาได้เร็วขึ้นก็จะช่วยลดการเกิด Cross- resistance ลงได้
ศ.ดร. วสันต์ กล่าวด้วยว่า เนื่องในวันเอดส์โลก ทางศูนย์จีโนมทางแพทย์ รพ. รามาธิบดี จะให้บริการการตรวจ HIV-1 deep sequencing พร้อมทั้งให้คำปรึกษาและแนะนำการอ่านผลการตรวจแก่แพทย์ผู้ทำการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้ เป็นต้นไป ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณการัญญูตา ห้องปฏิบัติการไวรัสวิทยา ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ. รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เบอร์โทรศัพท์ 02-201-1470 หรือ download ข้อมูลจาก http://sdrv.ms/1dGGRwy





