ทุนเซเรบอส อีกหนึ่งการสนับสนุนนักวิจัยไทยในการขยายผลงาน เพื่อความเป็นอยู่ของคนไทยที่ดีกว่าเมื่อวาน
เมื่อเร็วๆ นี้ ในงานประชุมวิชาการ “อาหาร และโภชนาการส่งเสริมสุขภาพสมอง” 3 นักวิจัยไทย คว้ารางวัลนักวิจัยดีเด่นด้านโภชนศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง จากโครงการ “ทุนวิจัยเซเรบอส อวอร์ด” ประจำปี 2013 ซึ่งจัดโดยบริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ชมรมโภชนวิทยามหิดล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก คณะการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต และมูลนิธิเซเรบอส
โครงการ “ทุนวิจัยเซเรบอสอวอร์ด” เป็นโครงการสนับสนุนให้นักวิจัยไทย ร่วมส่งผลงานเพื่อขอรับทุนที่เกี่ยวข้องกับด้านโภชนศาสตร์ เภสัชศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางวิชาการของไทย และส่งเสริมด้านโภชนการ และสุขภาพให้กับคนไทย ซึ่งได้จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 13 ได้มอบทุนวิจัยเป็นจำนวนเงินปีละ 500,000 บาท โดยไม่มีข้อผูกพันใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งที่ผ่านมามีนักวิจัยได้รับทุนจากโครงการไปแล้วกว่า 37 ผลงาน
ในปีนี้มี 3 นักวิจัยดีเด่นที่ได้รับทุน ได้แก่ นพ.พัฒน์ศมา วิจินศาสตร์วิจัย หน่วยเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ภาควิชาสูตินรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล กับผลงานวิจัยเรื่อง การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม และมีกลุ่มควบคุมเพื่อศึกษาสารสกัดจากรากและเหง้าของต้นแบลกโคฮอสในการรักษาอาการสัมพันธ์กับวัยหมดระดูระดับปานกลางถึงรุนแรงในสตรีไทย
อาการสัมพันธ์กับวันหมดระดู (Menopausal Symptoms) เช่น อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน เป็นอาการที่พบบ่อยในสตรีวัยใกล้หมดระดู และวัยหมดระดู ในสตรีไทยพบว่าความชุกของอาการสัมพันธ์กับวัยใกล้หมดระดูและวัยหมดระดูได้สูงถึงร้อยละ 40 ซึ่งอาการเหล่านี้หากไม่ได้รักษาย่อมส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย รบกวนอาการนอนหลับ ผลเสียต่ออารมณ์ ความจำและความรู้ความเข้าใจ
นอกจากนี้อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยในปัจจุบันการรักษาอาการดังกล่าวมีหลายวิธี แม้ว่าการรักษาด้วยฮอร์โมนยังเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่พบว่าอาจเพิ่มอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งเต้านม โรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือด ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ
ในปัจจุบันมีหลายการศึกษาที่ประเมินประสิทธิภาพของสารสกัดจากรากและเหง้าของ Cimicifuga Racemosa ในการรักษาอาการสัมพันธ์กับวัยหมดระดู โดยพบว่าในแต่ละการศึกษามีความแตกต่างกันของกลุ่มคนไข้ที่นำมาศึกษา หรือปริมาณยาที่ได้รับในแต่ละวัน และวิธีการสกัดยา
ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาประสิทธิภาพในการรักษาอาการสัมพันธ์กับวันหมดระดูระดับปานกลางถึงรุนแรง ด้านสารสกัดจากรากและเหง้าของ Cimicifuga Racemosa และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น ตลอดจนผลการรักษาต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และเปรียบเทียบความพึงพอใจโดยรวมหลังได้รับการรักษา
ดร.วรรณวิมล คล้ายประดิษฐ์ ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับผลงานวิจัยเรื่อง การใช้เทคโนโลยีเอ็นแคปซูเลชันในการเพิ่มความคงตัวให้กับแอสตาแซนธินธรรมชาติ สำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร
สำหรับการวิจัยนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาความไม่คงตัวของแอสตาแซนธิน เมื่อมีการประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เนื่องจากแอสตาแซนธินมีโครงสร้างแบบโพลิอีน ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ช่วยในการเกิดปฏิกิริยาเคมี และทำให้โครงสร้างของแอสตาแซนธินมีลักษณะไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แอสตาแซนธินเกิดการเสียสภาพได้ง่ายจากสภาพแวดล้อม
เช่น แสง ความร้อน ออกซิเจน เป็นต้น ทั้งในกระบวนการผลิต หรือการเก็บรักษา ซึ่งทำให้เป็นสาเหตุที่ทำให้สูญเสียคุณค่าทางโภชนาการ และสมบัติเชิงหน้าที่
ทั้งนี้การวิจัยที่เน้นการเพิ่มความคงตัวให้กับแอสตาแซนธิน ส่วนหนึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีเอ็นแคปซูเลชัน (Encapsulation Technology) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงในการช่วยกักเก็บสารต่างๆ ทั้งที่อยู่ในสภาวะที่เป็นของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ให้อยู่ภายในสิ่งห่อหุ้มที่มีลักษณะคล้ายแคปซูลที่มีขนาดเล็ก ทั้งระดับไมโครเมตร และนาโนเมตร
นอกจากนี้ยังช่วยควบคุมอัตราการปลดปล่อยของสารออกจากแคปซูล และช่วยรักษาสมบัติของสารภายในแคปซูลให้คงทนและมีประสิทธิภาพภายใต้สภาวะที่กำหนด
"ทุนวิจัยเซเรบอส อวอร์ดในครั้งนี้ นับเป็นเงินทุนที่สำคัญที่ทำให้การวิจัยสามารถดำเนินไปได้ และเป็นการสนับสนุนที่มีค่าสำหรับนักวิจัยที่มีความสามารถสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีประโยชน์ ซึ่งในอนาคตอันใกล้ประเทศไทยของเราจะมีการส่งเสริมให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชนคนไทยอย่างแน่นอน"นักวิจัย กล่าว
นักเรียนพยาบาล เครือวัลย์ พิรักษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก กับผลงานวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เป็นเบาหวานชนิดที่สอง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
นักวิจัย กล่าวว่า รางวัลดังกล่าวทำให้งานวิจัยเกี่ยวกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สอง มีทุนวิจัยเพิ่มเติมเพื่อต่อยอดงานวิจัยได้สำเร็จ ซึ่งงานวิจัยนี้จะเอื้อประโยชน์อย่างยิ่งแก่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองที่มีจำนวนมากในประเทศไทย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
โรคเบาหวาเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2554 มีผู้เป็นเบาหวานทั่วโลกที่มีอายุ 20-79 ปี จำนวน 366 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 8.3 ของประชากรโลก
จากการประมาณจำนวนผู้เป็นเบาหวานทั่วโลก พบว่าจะมีผู้เป็นเบาหวานอย่างน้อย 552 ล้านคนในปี พ.ศ. 2573 โดยพบว่าผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งพบว่าสอดคล้องกับข้อมูลในประเทศไทยที่พบว่าจำนวนผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นตามอายุประชากร และพบมากที่สุดในกลุ่มอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
จะเห็นได้ว่าแนวโน้มของโรคเบาหวานมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเป็นผลมาจากประชากรของประเทศมีอายุยืนขึ้น และมีการบริโภคอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล และพลังงานสูงร่วมกับการออกกำลังกาย และเคลื่อนไหวร่างกายน้อย สาเหตุเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถปรับเปลี่ยนได้โดยจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยเบาหวานมีส่วนร่วมในการควบคุมและดูแลอาการเจ็บป่วยของตนเอง
ดังนั้นจากความสำคัญของปัญหาดังกล่าว คณะผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการควบคุมเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งผลที่ได้จากการศึกษาจะใช้เป็นแนวทางในการให้ความรู้ การแนะนำการปฎิบัติตนแก่ผู้เป็นเบาหวานในส่วนที่ยังปฎิบัติตนไม่ถูกต้อง
เพื่อช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และนำไปสู่การลดลงของอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน เพื่อให้ผู้เป็นเบาหวานเดิมอยู่แล้วมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถปฎิบัติตนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ตลอดจนเป็นประโยชน์แก่บุคคลากรทางการแพทย์ที่จะนำไปใช้ในการวางแผนและพัฒนารูปแบบการดูแลผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ บริษัท เซเรบอสฯ จะยังคงมุ่งมั่นสนับผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโภชนศาสตร์ เภสัชศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ และสาขาอื่นๆ เพื่อสนับสนุนให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย นักวิชาการ และบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งในด้านการรักษา หรือการนำไปประยุกต์เพื่อศึกษาในเบื้องลึกต่อไป ซึ่งทั้ง 3 ผลงานวิจัยข้างต้นนี้ จะเป็นอีกแรกผลักดันและยกระดับสาธารณสุขไทย ในการที่จะช่วยตอบโจทย์ปัญหาด้านสาธารณสุขของไทย และเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยจำนวนมากอีกด้วย





