แบล็คเบอร์รี่ประกาศยกเลิกแผนขายกิจการ ด้านหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารเตรียมอำลาตำแหน่ง ส่งผลให้หุ้นร่วงลง 16%
แบล็คเบอร์รี่ แถลงล้มเลิกแผนการขายกิจการ โดยเลือกที่จะออกหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม อันมีแฟร์แฟ็กซ์ ไฟแนนเชียล โฮลดิ้งส์ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในปัจจุบัน ภายหลังการทบทวนกลยุทธ์องค์กรเป็นเวลา 2 เดือนและพูดคุยเจรจากับกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพในการเข้าซื้อกิจการ ซึ่งมีทั้งเฟซบุ๊ค เลอโนโว และธุรกิจบริหารกองทุนส่วนบุคคล เซอเบอรัส แคปปิตัล แมแนจเม้นท์
แฟร์แฟ็กซ์เป็นผู้เสนอตัวเข้าซื้อกิจการบีบีอย่างเป็นทางการเพียงรายเดียว ด้วยมูลค่า 4,700 ล้านดอลลาร์ แต่มีรายงานว่าผู้บริหารแฟร์แฟ็กซ์ "นายเปรม วัตซา" ประสบปัญหากับการระดมเงินจำนวนดังกล่าว
แผนเสนอขายหุ้นกู้แปลงสภาพของแบล็คเบอร์รีครั้งนี้มีกำหนดเวลา 7 ปี ที่สามารถใช้สิทธิแปลงสภาพในราคาหุ้นละ 10 ดอลลาร์ และจะทำให้จำนวนหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นเกือบ 20% โดยสิทธิบางประการของหุ้นกู้จำนวนนี้มีเหนือหุ้นสามัญทั่วไป ส่งผลให้แฟร์แฟ็กซ์กลายเป็นผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิมีเสียงในกิจการผลิตสมาร์ทโฟนที่เคยรุ่งเรืองแห่งนี้
หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารหรือซีอีโอ ธอร์สเท่น ไฮน์ส ประกาศก้าวลงจากตำแหน่งภายใน 2 สัปดาห์ภายหลังการเสนอขายหุ้นกู้แปลงสภาพครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ โดยแบล็คเบอร์รีประกาศตั้งนายจอห์น เฉิน รักษาการแทน โดยนายเฉินมีประวัติการพลิกฟื้นกิจการผลิตซอฟต์แวร์องค์กร "ไซเบส" ได้เป็นผลสำเร็จในช่วงปลายทศวรรษปี 2533
ข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้นแบล็คเบอร์รีดิ่งลงถึง 16% ปิดตลาดที่หุ้นละ 6.50 ดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดตามราคาหุ้นของกิจการลดเหลือ 3,380 ล้านดอลลาร์ จากจุดสูงสุดที่เคยมีมูลค่าถึง 80,000 ล้านดอลลาร์





