ตรวจแถวกลยุทธ์ "รีเทลเลอร์" ปรับตัวรับยุคตลาดไอทีขาลง
ความร้อนแรงของอุปกรณ์โมบายทั้งสมาร์ทโฟนและแทบเล็ตกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ในตลาดไอทีที่ทำให้พระเอกหลักอย่าง "พีซี" ที่เคยสร้างยอดขายได้มากกว่าครึ่งของตลาดตกอยู่ในสภาวะขาลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ และยังเป็นแรงกระเพื่อมส่งต่อถึง "ผู้ค้าปลีกไอที" หรือรีเทลเลอร์ที่ถือว่าอยู่ในวงจรธุรกิจกลางน้ำที่เคยมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากพีซีก็จำต้องเข้าสู่โหมดตั้งหลักใหม่ที่นับเป็นภาคบังคับที่รายไหนไม่ปรับตัวอาจมีถึงขั้นต้องถอนตัว
แอดไวซ์บุกลาว
นายณัฏฐ์ ณัฐนิธิการัชต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดไวซ์ โฮลดิ้งส์ กรุ๊ป จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายสินค้าไอทีรายใหญ่ กล่าวว่า ตลาดไอทีปีนี้ภาพรวมไม่เติบโต โดยเฉพาะยอดขายจากฝั่งสินค้ากลุ่มไอที เช่น คอมพิวเตอร์ เพราะกระแสผู้ซื้อส่วนใหญ่หันไปให้ความสนใจกับสินค้าโมบาย เช่น สมาร์ทโฟนมากกว่า
ทั้งนี้ทำให้จำเป็นต้องปรับเป้าการเติบโตปีนี้จากคาดว่าจะมียอดขายรวม 14,000 ล้านบาท เหลือ 13,000 ล้านบาท แต่ยังคงแผนขยายจำนวนสาขาผ่านดีลเลอร์ทั่วประเทศให้ครบ 400 แห่ง จากปัจจุบัน 358 รายทั่วประเทศ และกระตุ้นให้ดีลเลอร์ปรับมาตรฐานจากปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นตัวแทนระดับ "แอส วัน (AS1)" ที่มีระบบร้านค้าของแอดไวซ์บริหารจัดการ
ส่วนระดับที่มีป้ายชื่อร้านติด หรือ "แอดไวซ์ ช็อป หรือแอดไวซ์ มินิ" มี 46 ราย และระดับที่เป็นศูนย์ขนาดใหญ่ครบวงจรทั้งการขายและศูนย์เซอร์วิส หรือ "แอดไวซ์ ดิสทริบิวชั่น" มี 130 ราย
นอกจากนั้น เร็วๆ นี้จะเริ่มขยายดีลเลอร์ในลาวให้มากขึ้น เช่น เมืองปากเซ เวียงจันทน์ และที่ติดกับจังหวัดมุกดาหาร ส่วนพม่ายังต้องชะลอไว้ก่อนเนื่องจากความไม่แน่นอนของกฎระเบียบการประกอบธุรกิจภายในประเทศ
"ตลาดปีนี้ตั้งแต่ต้นปีดูไม่ค่อยดี เราก็เลยปรับเป้าลงซึ่งคาดว่าปีนี้น่าจะหายไปราว 10% และก็เริ่มทำสินค้าสมาร์ทโฟนมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าแอดไวซ์มาจากฝั่งสินค้าไอที เพราะฉะนั้นการเข้าไปทำสมาร์ทโฟนไม่ใช่เรื่องง่าย"
ผู้บริหารแอดไวซ์ยังยอมรับว่า สภาพตลาดปัจจุบันเป็นช่วงโอเวอร์ซัพพลายที่ความต้องการสินค้า (ดีมานด์) ต่ำกว่าซัพพลาย ทำให้ร้านค้าที่แข็งแกร่งเท่านั้นจะอยู่รอดได้ ถือเป็นธรรมชาติของธุรกิจ แต่สำหรับแอดไวซ์ยังถือว่าอยู่ในกลุ่มเติบโตได้ และเป็นซัพพลายที่ไปกินส่วนแบ่งจากรายอื่น เพราะโมเดลธุรกิจที่เลือกเฉพาะผู้ที่พร้อมจะทำตลาดระดับหนึ่งอยู่แล้ว ประกอบกับอานิสงส์จากการได้เข้าไปเป็นศูนย์บริการในโครงการแทบเล็ตนักเรียนล็อตแรกทำให้แบรนด์แอดไวซ์เริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความไว้วางใจจากตลาดมากขึ้น
‘คอมเซเว่น’ จัดล้างสต็อก
นายสุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมเซเว่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตัวแทนจำหน่ายสินค้าไอทีภายใต้ชื่อบานาน่า ไอที และไอสตูดิโอ บาย คอมเซเว่น กล่าวว่า ฝั่งโมบายมีทิศทางดีมากจากปัจจัยที่มีสินค้าใหม่ค่ายดังเช่นแอ๊ปเปิ้ลทั้งไอโฟนและไอแพดเข้ามาจำหน่าย ส่วนพีซีเช่นโน้ตบุ๊คทรงตัวเนื่องจากเทคโนโลยีและระบบปฏิบัติการใหม่ยังสร้างกระแสได้ไม่มาก
สำหรับแนวทางการปรับตัว กลางเดือนพ.ย.เตรียมจัดงานอีเวนท์ “บาย บาย สินค้าไอที ปี 2013” นำสินค้าที่จำหน่ายของปีนี้ทั้งสมาร์ทโฟน แทบเล็ต และพีซี มาลดล้างสต็อกครั้งใหญ่ตั้งแต่ 10-70% มีทุกสาขา และใหญ่ที่สุดที่พระราม 4 หวังว่า ไตรมาสสุดท้ายซึ่งเป็นไฮซีซั่นผลจะออกมาดี เฉพาะโน้ตบุ๊คน่าจะทำยอดขายได้กว่า 5 หมื่นเครื่อง เฉลี่ยกันไปทุกๆ แบรนด์
เขากล่าวว่า ปี 2556 ได้ขยายสาขาเพิ่มอีก 45 แห่ง แบ่งเป็นเขตกทม. และปริมณฑล 7 สาขา ที่เหลือ 38 สาขา อยู่ต่างจังหวัด ทำให้ทั้งหมดรวมมี 270 สาขา ขณะนี้กำลังซื้อต่างจังหวัดดีกว่ากรุงเทพฯ อย่างมาก พื้นที่ที่บริษัทเน้นมากที่สุดคือภาคอีสานและใต้
“การแข่งขันเป็นไปตามกลไกตลาด บางพื้นที่ดีลเลอร์ท้องถิ่นแข่งขันรุนแรง แต่เราไม่เน้นด้านราคาและพยายามวางจำหน่ายสินค้าให้หลากหลาย รวมถึงพัฒนาบริการให้ดี มีมาตรฐาน ขณะเดียวกันประเมินศักยภาพของแต่ละสาขาแล้วนำสินค้าไปวางจำหน่ายให้เหมาะตามนั้น”
ก่อนหน้านี้ ตั้งเป้าการเติบโตของผลประกอบการไว้ที่ 25% แต่จากภาวะตลาดไม่แน่นอนคงทำได้ราว 15% หรือ 16,000 ล้านบาท จากปีก่อนหน้า 14,000 ล้านบาท สัดส่วนมาจากกลุ่มสินค้าไอที 85% โมบาย 15%
พร้อมระบุว่า กลุ่มที่ไม่อาจมองข้ามคืออุปกรณ์เสริม เพราะแม้ยอดขายยังไม่มากแต่มีส่วนต่างกำไรสูง กลยุทธ์ของบริษัทคือวางตลาดสินค้าที่เป็นแบรนด์ การออกแบบดี มีคอนเซ็ปต์ แปลกใหม่ เพื่อแข่งกับสินค้าจากประเทศจีน กลุ่มเป้าหมายหลักคือลูกค้าระดับกลางถึงบน
เจไอบียึดดีไอวายรักษาฐาน
นายสมยศ เชาวลิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.ไอ.บี.คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารร้านค้าปลีกสินค้าไอทีภายใต้ชื่อ "เจไอบี" กล่าวว่า กลุ่มสินค้าที่ทำยอดได้ดีต่อเนื่องคือคอมพิวเตอร์ประกอบ (ดีไอวาย) ขณะเดียวกันรับอานิสงส์จากที่ขยายสาขาเพิ่ม 40 สาขาในปีที่ผ่านมาทำให้ยอดขายพอชดเชยกันได้
“ปีนี้เราจะขยายสาขาเพิ่มอีกประมาณ 10 สาขา ขนาดไม่ใหญ่มาก เน้นหัวเมืองใหญ่ต่างจังหวัดและบริเวณห้างสรรพสินค้า พร้อมหันไปโฟกัสกับกลุ่มสินค้าสมาร์ทโฟนและแทบเล็ตเพื่อเพิ่มรายได้ และชดเชยยอดขายช่วง 3 ไตรมาสแรก คาดว่าตลาดรวมไอทีไทยน่าตกราว 15%”
เขายอมรับว่าผู้บริโภคยังไม่นิยมการซื้อโทรศัพท์มือถือในร้านค้าปลีกไอที ดังนั้นเตรียมพัฒนาแบรนด์ ปรับมุมขายสินค้า พร้อมเปิดช็อปขายสมาร์ทโฟนและแทบเล็ตโดยเฉพาะขนาด 150X200 ตารางเมตร คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเริ่มได้ 2 สาขา ทั้งเชื่อด้วยว่าสินค้าและแบรนด์ผู้ผลิตที่มีอยู่หลากหลายจะทำให้ตลาดมีช่องว่างให้เข้าไปได้อีก
นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนพ.ย.เป็นต้นไปจะมีโปรโมชั่นพิเศษเพื่อระบายสินค้าเก่าทุกกลุ่ม การทำตลาดเน้นต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพฯ ปัจจุบันสัดส่วนรายได้อยู่ในกรุงเทพฯ 45% ต่างจังหวัด 55%
ข้อมูลบริษัทวิจัยจีเอฟเคระบุว่า แต่ละเดือนสมาร์ทโฟนมียอดขายประมาณ 7 แสนเครื่อง ส่วนโน้ตบุ๊คเพียง 6 หมื่นเครื่อง จากนี้คงตั้งรอดูท่าทีของแต่ละแบรนด์ว่าจะมีไฮไลต์อะไรน่าสนใจออกมา
ซีเอสซีปรับวิธีขายไม่ฮาร์ดเซล
นายวงศ์สมรรถ สรรเพชุดาญาณ รองประธานบริหาร บริษัท คอมพิวเตอร์ ซิสเท็ม คอนเน็คชั่น อินเตอร์แนชชั่นแนล จำกัด (ซีเอสซี) กล่าวว่า ตลาดไอทีตั้งแต่ต้นปีตัวเลขดิ่งลงมาโดยตลอด ซึ่งบริษัทวิจัยตลาดก็ยังคาดว่าไตรมาสสุดท้ายปีนี้จะตกถึง 12%
แต่ซีเอสซีคาดว่าผู้ค้าจะต้องเร่งปรับตัวเพื่อกระตุ้นยอดขายกันอย่างหนัก มีทั้งการปรับตัวระดับแบรนด์ที่เตรียมลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ หรือในกลุ่มโน้ตบุ๊คก็เริ่มตัดจำนวนรุ่นให้น้อยลงเพื่อให้การทำตลาดชัดเจนได้มากขึ้นจากเดิมที่มีรุ่นให้เลือกจำนวนมากๆ แต่สเปคต่างกันเพียงเล็กน้อย
นอกจากนี้ยังจะเริ่มเห็นเทรนด์ของสินค้าที่หลอมรวมระหว่างไอทีและโมบาย เช่น สินค้าไฮบริด หรืออุปกรณ์ที่ทำงานได้แบบทรีอินวัน ทั้งโน้ตบุ๊ค แทบเล็ตและพีซีตั้งโต๊ะ ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้ทำให้ในฐานะผู้ค้าปลีกก็จำเป็นต้องปรับตัวด้วย โดยซีเอสซีได้เริ่มลงทุนทำหน้าร้านใหม่และจะเริ่มเปิดคอนเซปต์ ช็อป "คอนเวอร์เจนซ์" สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแห่งแรกที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว ซึ่งจะเน้นการนำสินค้ามาสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในการใช้งานและให้ลูกค้าได้ทดลองของจริง
"เราลงทุนต่างจังหวัดกับกรุงเทพฯ ไม่แตกต่างกัน โดยจะเน้นเปิดช็อปตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และโชคดีที่เราไม่ได้เริ่มเข้าตลาดโมบายจากศูนย์ แต่มีทีมงานที่เคยทำงานในธุรกิจนี้อยู่แล้วทำให้การปรับตัวจากไอทีเข้าสู่โมบายของเราง่ายขึ้น"





