เปิดกลยุทธ์ผู้บริหาร กสท หลังหมดยุคสัมปทาน
16 ก.ย.นี้แล้วที่แหล่งรายได้สำคัญมาตลอด 20 ปีของบมจ.กสท โทรคมนาคม จะต้องยุติลงเมื่อหมดสัญญาสัมปทานกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่นำส่งส่วนแบ่งรายได้ให้ปีๆ หนึ่ง หลายหมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 60% ของรายได้รวมทั้งบริษัท
การวางแผนงานในอนาคตของ กสท ต่อยอดจากธุรกิจที่ถนัด และทรัพย์สินที่มี เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจ และดึงศักยภาพของตัวเองออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการวางกลยุทธ์ของ "ดนันท์ สุภัทรพันธุ์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์
รั้งผู้นำโครงข่าย"ฮับอินโดไชน่า"
เขา อธิบายแผนงานในปี 2557 ของ กสท โทรคมนาคม หลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานว่า กสท ได้เตรียมความพร้อมที่จะทำตลาดในรูปแบบของธุรกิจที่หลากหลาย พร้อมภาพลักษณ์ใหม่ เน้นการให้บริการแบบฉับไว และยังคงความเป็นผู้นำด้านโครงข่ายระดับภูมิภาคที่พร้อมเป็นฮับในอินโดจีน ซึ่งมีทั้งความพร้อมของโครงข่ายภายในและระหว่างประเทศ ตลอดจนการเชื่อมโยงให้บริการร่วมกับพันธมิตรชั้นนำทั่วโลก
"จากประสบการณ์ที่ยาวนานของเราในตลาด ทำให้เรารู้ว่า การให้บริการด้วยเสถียรภาพโครงข่าย และศักยภาพการดูแลให้บริการเป็นความสำคัญสูงสุด ที่จะทำให้เน็ตเวิร์ค โพรไวเดอร์อยู่ในธุรกิจนี้ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งทั้งสองอย่างก็เป็นความสามารถหลักของ กสท ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญในการออกแบบโครงข่าย ศักยภาพในการลงทุนและขยายโครงข่าย"
ส่วนโครงข่ายหลัก กสท มีระบบเคเบิ้ลใต้น้ำระหว่างประเทศเชื่อมโยงในกลุ่มประเทศอาเซียนถึง 4 ระบบ รวมไปถึงการพัฒนาโครงข่ายภาคพื้นดินตามเขตแนวชายแดนกับลาว กัมพูชา พม่า และมาเลเซีย อีกทั้งการสร้างศักยภาพในกลุ่มประเทศอินโดจีนระหว่างรัฐบาล (จีทูจี) ทั้งใน ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม และจีน
สร้างรายได้หลักจากกลุ่มดาต้าคอม
ปัจจุบันรายได้เฉพาะจากธุรกิจที่ กสท ดำเนินการเองมาจากดาต้าคอม ราว 45-50% คิดเป็นมูลค่าปีละ 5,700 ล้านบาท ธุรกิจโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ (ไอดีดี) ราว 4,000 ล้านบาท หรือ 35% ธุรกิจโมบาย 20% คิดเป็น 2,000 ล้านบาท ดังนั้นการวางแผนธุรกิจในอนาคตจึงให้ความสำคัญกับดาต้าคอมมากที่สุด
นายดนันท์ เล่าว่า ศักยภาพการสร้างรายได้และโอกาสในการเติบโตของธุรกิจกลุ่มบริการสื่อสารข้อมูล จะได้รับแรงผลักดันจากการเติบโตของธุรกิจอินเทอร์เน็ตเกตเวย์และวงจรสื่อสารข้อมูลในประเทศของ กสท ซึ่งรองรับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งอินเทอร์เน็ต เซอร์วิส โพรไวเดอร์ และโมบาย โอเปอเรเตอร์
ทั้งนี้ กสท มีความพร้อมในการพัฒนาบริการที่หลากหลาย เช่น การเปลี่ยนผ่านระบบทีวีอนาล็อกเป็นดิจิทัล เป็นโอกาสที่ กสท ได้เปิดบริการใหม่สำหรับลูกค้ากลุ่มคอนเทนท์ โพรไวเดอร์ผ่านระบบดาวเทียมออกอากาศในระบบดิจิทัล
ความหวังที่เอพีจี(เคเบิลใต้น้ำ)
การก้าวเข้าสู่เออีซี เป็นโอกาสทางธุรกิจของบริการวงจรสื่อสารข้อมูลระหว่างประเทศ โดย กสท สามารถเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อระบบโทรคมนาคมของเออีซี และทุกภูมิภาคทั่วโลก จากความได้เปรียบของพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของไทยประกอบกับความพร้อมของ กสท ได้แก่ ระบบเคเบิลใต้น้ำ 4 ระบบเชื่อมโยงทั่วโลก ความพร้อมให้บริการดาต้า เซ็นเตอร์ 25 แห่งในภูมิภาคอาเซียนรวมถึงฮ่องกง ความพร้อมด้านจุดเชื่อมต่อโครงข่ายกับประเทศเพื่อนบ้าน ลาว กัมพูชา พม่า และมาเลเซีย รวม 10 จุด
อีกทั้งมีความพร้อมในการให้บริการสื่อสารข้อมูลในกลุ่มอินโดจีนด้วยประสบการณ์ให้บริการมาเป็นเวลายาวนานร่วมกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลก โดยปัจจุบัน กสท ได้ให้บริการลูกค้าในประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ได้แก่ ลูกค้าสถาบันการเงิน อุตสาหกรรมการบิน และอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ทั้งในประเทศลาวและพม่า
"เน้นลงทุนระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศหวังสร้างเป็นรายได้หลักระยะยาว มองโอกาสดาต้าคอม วงจรสื่อสารข้อมูล อินเทอร์เน็ตเกตเวย์ และต้องการจะขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านรับการเปิดเออีซีด้วย"
เขา กล่าวว่า ขณะนี้ ได้ลงทุนในระบบเคเบิลใต้น้ำระบบใหม่คือ ระบบเอเชียแปซิฟิก เกตเวย์ (เอพีจี) ซึ่งจะเสร็จในปี 2558 นับเป็นการลงทุนเริ่มต้นที่มีมูลค่าสูงราว 1,500 ล้านบาท แต่จะสร้างรายได้ระยะยาวโดยจะรองรับความต้องการในอาเซียน และประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมถึงจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี ระบบนี้รองรับความจุกว่า 55 เทราบิต
เอฟทีทีเอ็กซ์แข่งตลาดเน็ต
สำหรับแผนพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยเทคโนโลยีไฟเบอร์ ออพติก ทู ดิ เอ็กซ์ (เอฟทีทีเอ็กซ์) ในปีหน้านั้น หากผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวงเงินที่ขอดำเนินการ 4,500 ล้านบาท กสท จะเร่งปรับปรุงจากสายทองแดง (Co-axial) เป็นไฟเบอร์ออพติก หรือเคเบิลใยแก้วทั้งหมด รวมถึงสร้างโครงข่ายเพิ่มเพื่อให้บริการครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อยและองค์กรธุรกิจและภาครัฐ
การปรับปรุงและขยายโครงข่ายเอฟทีทีเอ็กซ์ นอกจากเพิ่มประสิทธิภาพบริการให้ความเร็วในการอัพโหลดดาวน์โหลดมากกว่า 20 เมกะบิต ยังเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดให้ กสท รองรับความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตของลูกค้าทั้งรายย่อยและธุรกิจได้อย่างสะดวกรวดเร็ว บริการของ กสท จะเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นในระดับเอ็นด์ ยูสเซอร์ ทั้งหมู่บ้าน คอนโดมิเนียม ศูนย์การค้าขนาดกลาง
แผนงานหลักของ กสท นอกจากโครงการเอชเอสพีเอแล้ว ยังมีโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (เอฟทีทีเอ็กซ์) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะนำมาชดเชยรายได้จากสัญญาสัมปทานที่จะสิ้นสุดในเดือนก.ย.นี้ โดยโครงการเอฟทีทีเอ็กซ์ได้เสนอแผนงานเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว มูลค่าโครงการ 4,500 ล้านบาท
"เรามองว่าบรอดแบรนด์มีการเติบโต และเทคโนโลยีใหม่คาดว่าจะสนองความต้องการของลูกค้า และเอชเอสพีเอ ถ้าเราไม่ได้ทั้ง 2 โครงการนี้ภายในปีหน้า เรามองว่าอาจจะนำทรัพย์สินสัมปทานที่มีอยู่ ออกมาหารายได้ โดยการให้เช่า ให้ผู้ให้บริการทั้งผู้ให้บริการ 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์และลูกค้ารายอื่นที่มีคลื่นความถี่ใกล้เคียงกันและต้องการใช้"





