วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สงครามสมาร์ทโฟนระอุ กดดัน 'แบล็คเบอร์รี' ชี้ชะตาอนาคต

เกาะติดสงครามเดือดตลาดสมาร์ทโฟนหลังดีลใหญ่ "ไมโครซอฟท์-โนเกีย" บีบ "แบล็คเบอร์รี" เร่งสรุปอนาคตอยู่หรือไปภายใน 2 เดือน

หลังดีลควบรวมกิจการครั้งใหญ่ระหว่าง "ไมโครซอฟท์" และกลุ่มมือถือของ "โนเกีย" ถูกเปิดเผย ปฏิกิริยาในตลาดสมาร์ทโฟนก็ยิ่งทวีความดุเดือดมากขึ้นอีก โดยเฉพาะ "แบล็กเบอร์รี่" ที่มีแนวโน้มจะเดินหน้ากระบวนการขายบริษัทให้เร็วขึ้นซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือน พ.ย.นี้

โดยรายงานจากแหล่งข่าววงในของแบล็กเบอร์รี่เผยว่านับตั้งแต่ประกาศตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อหากลยุทธ์ทางเลือกให้กับธุรกิจเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัทก็เริ่มเจรจากับผู้สนใจที่จะซื้อธุรกิจทั้งแบบบางส่วนหรือซื้อทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะมีลิสต์รายชื่อผู้มีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องในกระบวนการซื้อขายออกมาในไม่ช้านี้

ทั้งยังมีข้อมูลระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่บริษัทด้านการเงิน เช่น คณะวางแผนเงินลงทุนเบี้ยบำนาญของแคนาดา และเบน แคปิตอลจะสนใจเข้าร่วมดีลครั้งนี้ รวมถึงบริษัทไอทีเอเชียบางรายอย่างเช่น เลอโนโว กรุ๊ป

แต่ทั้งนี้ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่ผู้ซื้ออาจมีมากกว่าหนึ่งราย หรือปรับตัวเป็นบริษัทที่เจาะจงตลาดในกลุ่มเฉพาะ เช่น แยกส่วนบริการแมสเสจจิ้งออกมา

ดีลใหญ่กดดันบีบี

นักวิเคราะห์มองว่า การเร่งหาผู้ซื้อครั้งนี้เกิดขึ้นหลังหนึ่งในผู้ที่มีความเป็นไปได้ที่จะซื้อกิจการแบล็กเบอร์รี่อย่าง "ไมโครซอฟท์" ตัดสินใจที่จะซื้อธุรกิจมือถือของโนเกียแทนด้วยมูลค่าราว 7 พันล้านดอลลาร์ซึ่งคาดว่ายิ่งกดดันแผนการขายของแบล็กเบอร์รี่มากยิ่งขึ้น

ขณะที่ดีลระหว่างไมโครซอฟท์-โนเกียคาดว่าจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับไมโครซอฟท์ที่จะครองตลาดสมาร์ทโฟนอันดับ 3 ไว้ได้ และยิ่งลดสัดส่วนตลาดแบล็กเบอร์รี่ที่คาดว่าจะห่างไกลจากผู้เล่นหนึ่งในสามของตลาดออกไปอีก

ข้อมูลจากบริษัทวิจัยไอดีซีชี้ชัดว่า ครั้งหนึ่งแบล็คเบอร์รีเคยครองตลาดมือถือสหรัฐได้มากกว่าครึ่ง แต่ปัจจุบันส่วนแบ่งตลาดเหลือเพียง 3% เท่านั้น

นอกจากนี้แนวโน้มของบริษัทก็ยังดูมืดมนหลังแผนเปิดตัวแบล็คเบอร์รี 2 รุ่นเมื่อต้นปีที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จส่วนราคาหุ้นที่เคยขึ้นไปสูงกว่า 200 ดอลลาร์ แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลือต่ำกว่า 11 ดอลลาร์

ยกระดับความซับซ้อนตลาด

ขณะที่แรงสั่นสะเทือนของดีลไมโครซอฟท์-โนเกียยังมีมาให้เห็นต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้แต่ “ซัมซุง” ที่แม้ครองความเป็นผู้นำด้วยสมาร์ทโฟนบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ แต่ขณะเดียวกันซัมซุงก็ยังใช้ระบบปฏิบัติการ "วินโดว์ส โฟน" ของไมโครซอฟท์ที่หลังดีลดังกล่าวทำให้ความซับซ้อนของตลาดเกิดขึ้นทันที

ทั้งนี้แม้ดีลยักษ์ดังกล่าวช่วยเปิดทางให้ยักษ์ซอฟต์แวร์กลายเป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ที่แข็งแกร่ง ทว่าผลลัพธ์ที่ตามมามีโอกาสสร้างความกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างคู่ค้าเดิมที่เป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ เช่น ซัมซุง

เนื่องจากการที่ไมโครซอฟท์ผูกสัมพันธ์กับโนเกียแน่นขึ้นไปอีกระดับ เช่นเดียวกับที่กูเกิลเข้าควบรวมกิจการโมโตโรล่า โมบิลิตี้ กลายเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ซอฟต์แวร์พาร์ทเนอร์ของบริษัทเหล่านี้จะกลายมาเป็นหนึ่งในคู่แข่ง ซึ่งผลักดันให้ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสร้างความโดดเด่นให้ตัวเอง

ปัจจุบัน โนเกียเป็นแบรนด์ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดว์สโฟน แต่ก็ยังมีรายอื่น เช่น ซัมซุง เอชทีซี คอร์ป รวมถึงผู้เล่นจากเอเชียที่ใช้ซอฟต์แวร์ดังกล่าวบนสมาร์ทโฟนของตัวเองเช่นกัน

นายราเชล แลซฟอร์ด นักวิเคราะห์จากคานาลิส ประเมินว่า ข้อตกลงครั้งนี้สร้างความรู้สึกไม่มั่นคงให้กับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ที่เป็นคู่ค้าของไมโครซอฟท์อย่างมาก ในขณะที่ยักษ์ซอฟต์แวร์สบโอกาสการปั้นยอดขายผ่านช่องทางจำหน่ายของโนเกีย สามารถวางตลาดสินค้าได้เร็วขึ้น แต่อีกด้านกลับเพิ่มความเสี่ยงต่อความสัมพันธ์ระหว่างคู่ค้า แม้ว่า "นายสตีฟ บอลเมอร์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท จะออกมายืนยันว่าข้อตกลงที่ทำร่วมกันจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

นายนิโคลัส บาเร็ตต์ หัวหน้าฝ่ายการวิจัยเทคโนโลยีเอเชีย ซีแอลเอสเอ กล่าวว่า สำหรับซัมซุง เอชทีซี และผู้เล่นจากเอเชียอื่นๆ ตัวเลือกที่ต้องใช้วินโดว์สโฟนจะน่าสนใจน้อยลงไปตามลำดับ

ข้อมูลบริษัทวิจัยไอดีซีระบุว่า ไตรมาส 2 ที่ผ่านมายอดขายวินโดว์สโฟนทั่วโลกมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 4% ขณะที่แอนดรอยด์มี 79% ส่วนไอโอเอสของแอ๊ปเปิ้ลทำได้ 13%

อย่างไรก็ดี เทียบกับกูเกิลต้องยอมรับว่าทุกวันนี้สามารถบริหารจัดการความสัมพันธ์กับคู่ค้าได้ดีมาก โดยกูเกิลยังไม่มีนโยบายคิดค่าใช้จ่ายซอฟต์แวร์หรือทำเงินจากการขายโฆษณาผ่านโมบายและบริการอื่นๆ รวมทั้งเปิดทางให้ผู้ผลิตทำรายได้ให้ตนเองได้เต็มที่