เบาเบา (BauBau) แบรนด์อาหารที่มีส่วนผสมของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เกิดจากผู้ประกอบการที่เห็นความสำคัญของงานวิจัย
สาลินีย์ ทับพิลา รายงาน
น้ำสลัดแคลอรี่ต่ำ น้ำมันมะพร้าวผงและขนมขบเคี้ยวปลอดสารอันตราย อีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จบนฐาน "วิจัยและพัฒนา" แบ็คอัพโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย นำเสนออัตลักษณ์อาหารเพื่อสุขภาพ ชิงความได้เปรียบด้วยการสร้างความแตกต่างที่เหนือกว่าเมนูประเภทเดียวกัน
เบาเบา (BauBau) แบรนด์อาหารที่มีส่วนผสมของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เกิดจากผู้ประกอบการที่เห็นความสำคัญของงานวิจัยที่สามารถแปลงไอเดียให้เป็นสินค้าไปสู่มือของผู้บริโภค ด้วยเอกลักษณ์ต่างจากแบรนด์ที่มีอยู่แล้วในตลาด
R&D ตอบโจทย์ไอเดีย
เกตุพล-สิริธร ศิริธง คู่ชีวิตที่มีแนวคิดและเป้าหมายเหมือนกันคือ ต้องการใช้ชีวิตที่เบาสบายทุกวัน จุดประกายสู่ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพที่ทำให้ชีวิตเบาสบาย ด้วยเมนูที่ไม่หนักท้องหรือไม่ใช่อาหารจานหลัก
“เราจะเป็นพระรองที่เสริมให้พระเอกอย่างอาหารจานหลักโดดเด่น ด้วยไอเดียแบบนี้ทำให้สามารถคิดและพัฒนาเมนูได้หลากหลาย ทั้งน้ำสลัด ขนม เครื่องดื่มและอื่นๆ ทุกอย่างต้องกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน การออกแบบโลโก้ กราฟิก สี และบรรจุภัณฑ์ รวมถึงรสชาติและเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ เพื่อสื่อให้ได้อารมณ์ความรู้สึกเบาสบาย” เกตุพลอธิบาย
ในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ พวกเขามีโอกาสหารือกับ ผศ.บัณฑิต อินณวงศ์ จาก Innovative House ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พบว่า ตนเองมีโจทย์ธุรกิจที่ชัดเจน และสามารถที่จะทำงานวิจัยสนับสนุน จึงเริ่มที่น้ำสลัด โดยมีโจทย์ว่า สลัดคืออาหารเพื่อสุขภาพ แต่ติดปัญหาที่น้ำสลัดซึ่งมีส่วนประกอบไขมันสูงมาก สวนทางกับความต้องการของผู้บริโภค
จากสภาพดังกล่าวถือเป็นโอกาสให้กับน้ำสลัดเพื่อสุขภาพ แคลอรี่ต่ำ ไม่ใส่สารกันเสีย แต่สามารถอยู่ได้นาน พวกเขาจึงเสนอโครงการขอรับทุนสนับสนุนจาก สกว. ในงบหลักหมื่นเพื่อพัฒนาน้ำสลัดสุขภาพ แคลอรี่ต่ำกว่าน้ำสลัดทั่วไป 2-5 เท่า ไม่มีสารกันเสีย
เมื่อน้ำสลัดเพื่อสุขภาพสำเร็จอย่างที่ต้องการ เบาเบาเริ่มเปิดตัวในปี 2555 ผ่านการออกบูทร่วมกับอินโนเวชั่นเฮาส์ ในงานแสดงสินค้าอาหาร (THAIFEX) วางกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ แต่ยังคงสนุกกับชีวิตปกติ กินได้อย่างเอร็ดอร่อย โดยไม่จำกัดเพศและวัย
ทำตลาดแบบเข้าถึง
สิริธร กล่าวว่า เบาเบาเป็นแบรนด์ใหม่ที่มีเรื่องของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม จึงต้องนำเสนอข้อมูลกับผู้บริโภค และตลาดผ่านการออกงานแฟร์ หรือทำโรดโชว์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ขณะเดียวกันก็ได้รับฟังความต้องการจากผู้บริโภค และนำมาต่อยอดสู่การทดลองและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการย่อยข้อมูลวิชาการต่าง ๆ ให้อ่านง่าย เข้าใจง่าย ในรูปของอินโฟกราฟิกนำเสนอผ่านเว็บไซต์และเฟซบุ๊คของแบรนด์อีกด้วย
“การตอบรับดีมากหลังจากการออกงานแฟร์ และมีการขยายช่องทางจำหน่ายน้ำสลัดไปในซูเปอร์มาร์เก็ต สถานพยาบาลและร้านสินค้าออร์แกนิค นอกจากความเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพแล้ว ความอร่อยก็เป็นที่ยอมรับอีกด้วย"
ปัจจุบัน ยอดขายน้ำสลัดอยู่ที่เฉลี่ย 1-2 พันขวดต่อเดือน ขึ้นอยู่กับการออกงานแฟร์ในแต่ละช่วง ในขณะเดียวกันก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา เช่น Sweet No Guilt อาหารว่างที่เน้นส่วนประกอบจากธรรมชาติ, Cup My Day โปรตีนสกัดจากถั่วเหลืองผสมฟักทอง ชาเขียวมัทฉะ ของว่างจากข้าวโพดและแป้งสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
นอกจากนี้ยังมีน้ำตาลมะพร้าวแต่ใช้งานยาก โจทย์เราคือ ทำอย่างไรให้น้ำตาลมะพร้าวใช้งานง่าย หยิบใช้ได้สะดวก จึงปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และพบทางออกคือการทำเป็นน้ำตาลมะพร้าวผง ซึ่งจะแล้วเสร็จพร้อมวางจำหน่ายในช่วงปลายปีนี้
เกตุพลชี้ว่า ทางแบรนด์จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง 3-4 ชนิดต่อปี โดยวาง 3 ปัจจัยหลักคือ ต้องอร่อย ดีต่อสุขภาพ โดยใช้วัตถุดิบธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่ง และต้องแตกต่างด้วยนวัตกรรม
“เราให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มาก แม้ไม่ได้ทำโครงการวิจัยทุกผลิตภัณฑ์ แต่ก่อนจะเปิดตัวจะต้องทดลองทุกครั้ง ทั้งรสชาติ อายุการใช้งาน ฯลฯ กับผลิตภัณฑ์ทุกประเภท” เขากล่าว พร้อมย้ำว่า งานวิจัยเสริมการตลาดได้ดีมาก สามารถแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการ ทั้งยังทำให้ไอเดียของผู้ประกอบการกลายเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ และมีเอกลักษณ์ต่างจากแบรนด์ที่มีอยู่แล้วในตลาด





