วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชีววิทยาศาสตร์: ธุรกิจแห่งอนาคต

โมเลกุล ยีน หรือเทคโนโลยีชีวภาพกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวคนมากขึ้น พ่อมดแห่งชีววิทยาศาสตร์กระตุ้นการรับรู้ ผลักไทยสร้างโอกาสธุรกิจไปไกลสู่เวทีโลก

สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน

โมเลกุล ยีน หรือเทคโนโลยีชีวภาพกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวคนมากขึ้น พ่อมดแห่งชีววิทยาศาสตร์กระตุ้นการรับรู้ ผลักไทยสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ไปไกลสู่เวทีโลก

สตีฟ เบอริล นักธุรกิจและนักลงทุนด้านชีววิทยาศาสตร์จากสหรัฐ กล่าวถึงอุตสาหกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ของโลก ไม่ว่าจะเป็นยา เครื่องมือแพทย์ วัคซีน ยาชีววัตถุ ว่า ล้วนแล้วแต่ตอบโจทย์สุขภาพ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ปัญหาใหญ่ของโลก อันได้แก่ โลกร้อน, ความมั่นคงทางอาหาร, พลังงาน, น้ำ และสุขภาพ

“สุขอนามัยหรือสุขภาพนั้น ก็เหมือนรายการอาหารที่ไม่แสดงราคาบนเมนู เมื่อคุณเดินเข้าไปร้านอาหาร สั่งเครื่องดื่มที่แสดงราคา คุณจะรู้ว่า ต้องจ่ายเท่าไหร่จะได้เครื่องดื่มนั้น แต่สำหรับสุขภาพ ไม่ใช่เลย เพราะเมื่อถึงคราวเจ็บป่วย เราจะไม่มีทางรู้ว่า จะต้องใช้จ่ายไปเท่าไหร่ เพื่อรักษาอาการป่วย ให้สุขภาพกลับมาดีดังเดิม” เบอริลกล่าว พร้อมย้ำว่า นอกจากตัวผู้ป่วยเอง บริษัทประกันสุขภาพ รวมถึงรัฐบาลก็มีต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อสุขภาพของลูกค้าและประชาชนเช่นกัน

:: วิจัยมุ่งอนาคต

พ่อมดด้านชีววิทยาศาสตร์มองว่า ปัจจุบัน เราอยู่ในโลกที่อ่อนแอ โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจอ่อนตัว และคอร์รัปชั่นที่ทำกันอย่างเป็นลำเป็นสัน โอกาสและความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ จึงขึ้นอยู่กับ 5 ปัญหาใหญ่ของโลกนั่นเอง ดังนั้น เลิกคิดถึงวันนี้ และสร้างโจทย์วิจัยโดยคิดถึงแต่วันพรุ่งนี้

ชีววิทยาศาสตร์ในประเทศไทยนั้น เขามองว่า ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก แต่ต้องมองให้ออกถึงเรื่องของมูลค่า ยกตัวอย่างเฟสบุค ทั่วโลกรู้จักเฟสบุค เป็นโซเชียลมีเดียที่ทำอะไรได้มากสามารถติดต่อกันฟรี แต่เจ้าของที่คิดค้นขึ้นมาร่ำรวยมหาศาล เฟสบุคจึงเป็นตัวอย่างของการมองออกเรื่องมูลค่า ธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ก็เช่นเดียวกันสามารถมองให้เป็นมูลค่าและทำเป็นธุรกิจได้

“ไทยโดดเด่นเรื่องเกษตรกรรม ดังนั้น มีโอกาสที่จะพัฒนาและวิจัยในแง่ของการเกษตรสู่อาหารหรือโภชนาการรวมถึงพลังงาน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้”

สำหรับด้านสุขภาพ เขากล่าวว่า ไทยโดดเด่นเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่จะสามารถพัฒนาและเติบโตไปได้อย่างมาก แม้จะมีคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านเช่น สิงคโปร์หรือมาเลเซีย แต่หากมีการวิจัยและพัฒนาด้านชีววิทยาศาสตร์ สำหรับยา ชีววัตถุ หรือเครื่องมือทางการแพทย์ บวกกับหัวใจด้านการบริการที่ไทยมาเป็นอันดับหนึ่งนั้น เชื่อว่าจะก้าวนำหน้าได้ไม่ยาก

สถานการณ์การรักษาพยาบาลในยุคนี้และอนาคตอันใกล้ เบอริลมองว่า จะเปลี่ยนแปลงโฉมจากการรักษาเป็นการป้องกัน และการรักษาแนวใหม่ก็สามารถทำนายโรคได้ตั้งแต่แรกเกิด ประเทศไทยเอง มีความพร้อมที่จะเติบโตในเวทีโลกแต่รัฐบาลต้องให้การสนับสนุน

:: หวังรัฐดันงบวิจัย

ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ นักวิจัยอาวุโสด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มองไปในทิศทางเดียวกัน โดยชี้ว่า ไทยมีความโดดเด่นเรื่องพื้นฐานเช่น เกษตรกรรม หรืออาหาร แต่หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ถือว่าน่าเป็นห่วง

“เรายังอยู่ในโหมดเก่า แต่โลกก้าวเข้าสู่โหมดใหม่แล้ว และการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วมาก เหมือนบริษัทที่ทำเกี่ยวกับโซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่ 5-10 ปีก่อนยังไม่มี แต่ช่วงนี้ เติบโตไปเร็วมาก อุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ก็เช่นกัน” ศ.ดร.ยงยุทธชี้

ธุรกิจสุขภาพยิ่งเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีชีวภาพ จีโนมที่ราคาถูกลงเรื่อย ๆ นักวิจัยอาวุโสด้านเทคโนโลยีชีวภาพ มองว่า ไทยยังไม่เข้าใจ ต่างจากสิงคโปร์หรือมาเลเซียที่เข้าใจและลงทุนก้อนโต ทั้งภาครัฐและเอกชน

แต่สิ่งที่ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ ศ.ดร.ยงยุทธชี้ว่า ทรัพยากรบุคคลของไทยที่มีความเก่งไม่แพ้ใคร แต่กลับขาดการต่อยอด เนื่องจากต้องใช้หรือซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ทำให้เรายังใช้ประโยชน์จากทรัพยากรบุคคลของเราไม่เต็มประสิทธิภาพ

“ยิ่งเปิดตลาดเสรีอาเซียน ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะคนเก่ง ๆ ของเราจะหนีไปมาเลเซียและสิงคโปร์กันมาก และถึงแม้ไทยเราจะมีโอกาสได้คนเก่ง ๆ ด้านชีววิทยาศาสตร์จากฟิลิปปินส์ เวียดนามหรืออินโดนีเซีย แต่มูลค่าก็จะลดลง บวกกับงบประมาณการวิจัยของไทยที่ยังน้อยกว่ารายได้ประชาชาติ น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก”

ศ.ดร.ยงยุทธเน้นย้ำว่า การปรับตัวสู้คือ ต้องลงทุนให้มาก ทั้งภาคเอกชนที่ต้องเพิ่มมูลค่าของธุรกิจด้านชีววิทยาศาสตร์ ในขณะเดียวกันภาครัฐก็ควรสนับสนุนเรื่องของงานวิจัย งบประมาณการวิจัยที่จะเป็นบันไดสำคัญของวงการชีววิทยาศาสตร์ของไทย

ซึ่งเป็นมุมมองที่สอดคล้องกับบอเรล ที่เชื่อว่า งานวิจัยเป็นกุญแจสำคัญ

“หากจะถามถึงประเทศในอาเซียนที่โดดเด่นเรื่องของชีววิทยาศาสตร์ คงไม่สำคัญ เพราะเทรนด์โลกเปลี่ยนเร็วมาก ประเทศที่เดินนำหน้าอยู่ตอนนี้ อาจจะหลุดโผไปเมื่อไหร่ก็ได้ หากตามเทรนด์ไม่ทัน ตอบโจทย์ไม่ได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ งานวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีของตนเอง และมองไปข้างหน้าเพื่อคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดพรุ่งนี้หรืออนาคตข้างหน้าและพัฒนาตอบโจทย์ความต้องการนั้น” พ่อมดด้านชีววิทยาศาสตร์ทิ้งท้าย