วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สื่อนอกตำรากับสถานีตรวจวัดอากาศ

ม.พะเยา จับมือญี่ปุ่น ตั้งสถานีตรวจวัดจุลอุตุนิยมวิทยา สำรวจการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หวังใช้เป็นสื่อการสอน-กระจายงานวิจัยสู่ชุมชน

วิทยาลัยพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยพะเยา ร่วมมือกับกลุ่มนักวิจัยประเทศญี่ปุ่น ติดตาม ประเมิน และตรวจสอบผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย โดยกลุ่มวิจัยย่อย Flux Observation Research Teams (FORT) มีพันธกิจ ที่จะสนับสนุนข้อมูลในเชิงอุตุนิยมวิทยาเพื่อทำความเข้าในการแลกเปลี่ยนพลังงาน รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนก๊าซ CO2 และ ไอน้ำ ระหว่างบรรยากาศ และ ชีวมณฑล โดยใช้เทคนิค Eddy Covariance Method ซึ่งเป็นเทคนิคที่ได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกว่ามีความแม่นยำและถูกต้องสูง เพื่อใช้เป็นสถานีวิจัยถาวรในระยะยาว และเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับคณาจารย์ นักวิจัย นิสิต หรือผู้ที่สนใจทั่วไป นายมนตรี แสนวังสี อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม วิทยาลัยพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า ได้มีโอกาสทำวิจัยร่วมกับ IMPAC-T ซึ่งทางทีมวิจัยได้เห็นความสำคัญของป่าไม้ทางภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดพะเยา ที่ยังอุดมสมบูรณ์ จึงได้เข้ามาสำรวจ พร้อมกับลงนามความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยพะเยา โดยศาสตราจารย์ พิเศษ ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา มุ่งมั่นที่จะพัฒนา อนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีบรรยากาศของการสร้างเสริมสุขภาพและอยู่ท่ามกลางความเป็นธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีตลอดไป จึงได้อนุญาตให้ใช้พื้นที่ เพื่อติดตั้งเสา Monitoring tower ความสูง 42 เมตร ภายใต้ชื่อ Dry dipterocarp forest flux Phayao site, Thailand (DPT) ซึ่งทำงานภายใต้โครงการ Micrometeorology Laboratory(MiLab) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อตรวจวัดข้อมูลทางด้านอุตุนิยมวิทยา การแลกเปลี่ยนพลังงาน การแลกเปลี่ยนก๊าซ CO2 ระหว่างบรรยากาศ ซึ่งเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยพะเยา ในด้านการเรียนการสอนของนิสิต อาจารย์ นักวิจัย รวมถึงชุมชน และยังมีประโยชน์ต่อจังหวัดพะเยาในการติดตามข้อมูลข่าวสารการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศน์ ทั้งในเรื่องของปริมาณน้ำฝน หมอกควัน ภัยแล้ง ในภาคเหนือได้อีกด้วย สำหรับการทำงานของสถานีตรวจวัดจุลอุตุนิยมวิทยา สามารถแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก ชุดอุปกรณ์ที่ติดตั้งบนเสา Monitoring tower ความสูง 42 เมตร จะเป็นการตรวจวัดภูมิอากาศทั่วไป อาทิ การแลกเปลี่ยนก๊าซ CO2 การแลกเปลี่ยนพลังงาน ปริมาณแสงที่เข้ามาในระบบ ปริมาณแสงที่พืชสังเคราะห์แสงได้ อุณหภูมิ ความชื้นในอากาศ ตรวจสอบแหล่งกักเก็บคาร์บอนในระบบนิเวศป่าไม้ เป็นต้น ส่วนที่สอง ในส่วนของดิน เราจะทำการตรวจวัดความชื้นและอุณหภูมิในดิน ทั้งสองส่วนจะเชื่อมต่อโดยการใช้ Data logger model CR1000 for data correction ในการเก็บข้อมูล และทำการตรวจวัด ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสามารถรายงานผลแบบ real time ได้ นายมนตรี กล่าวในตอนท้ายว่า สำหรับสถานีตรวจวัดจุลอุตุนิยมวิทยา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะพัฒนาขยายเครือข่ายออกไปโดยมีแผนที่จะรวมกลุ่มและเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ความร่วมมือของ AEC, MRC, AsiaFlux และThaiFlux เพื่อเป็นสถานีตรวจวัดสภาพภูมิอากาศในระบบนิเวศน์ ให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเป็นตัวแทนในการตรวจวัดสภาพการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกอีกด้วย สถานีตรวจวัดจุลอุตุนิยมวิทยา มหาวิทยาลัยพะเยา จะเป็นอีกศูนย์หนึ่งในการบูรณาการการเรียนการสอนของนิสิต รวมไปถึงด้านการวิจัยที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง และที่สำคัญสามารถนำไปใช้ ให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประชาชนในเขตภาคเหนือ ในด้านอุตุนิยมวิทยาอีกด้วย