บอร์ด กสท.เคาะ"ราคาตั้งต้น"ทีวีดิจิทัล 24 ช่อง เด็ก 140 ล้าน, ข่าว 220 ล้าน,วาไรตี้ 380 ล้าน และเอชดี 1,510 ล้าน รวมรายได้ 1.5 หมื่นล้าน
การประชุม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) วานนี้ (7 พ.ค.) มีวาระสำคัญเรื่องการพิจารณาการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่โทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) ประเภทธุรกิจจำนวน 24 ช่อง ตามที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและทีมผู้เชี่ยวชาญได้ศึกษา เพื่อนำไปกำหนด "ราคาตั้งต้น" ประมูลทีวีดิจิทัลธุรกิจ ในปีนี้
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ด กสท. มีมติ "เห็นชอบ" ผลการศึกษาการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ทีวีดิจิทัล ของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเสนอการพิจารณา 3 โมเดล คือ บิซิเนส แพลน, เศรษฐมิติ และการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ โดย 2 โมเดล คือ บิซิเนส แพลน และเศรษฐมิติ มีราคาใกล้เคียงกัน
โดยบอร์ด กสท. เห็นชอบราคาประเมินคลื่นฯ ภายใต้โมเดล "บิซิเนส แพลน" คือ พิจารณาจากแผนธุรกิจในกิจการโทรทัศน์และคาดการณ์จำนวนผู้เข้าประมูล มาคำนวณเป็นราคาประเมินมูลค่าคลื่นฯ
รวมทั้งเห็นชอบ "ราคาประเมินคลื่นฯ" เป็นตัวเลขเดียวกับ "ราคาตั้งต้น" ประมูล "ทีวีดิจิทัล" ประเภทธุรกิจ 24 ช่อง ประกอบด้วยช่องรายการความคมชัดมาตรฐาน (standard definition : SD) และช่องรายการความคมชัดสูง (high definition : HD) แบ่งเป็น ช่องเด็ก SD 3 ช่อง, ข่าว SD 7 ช่อง, วาไรตี้ SD 7 ช่อง และ เอชดี 7 ช่อง
กำหนดราคาตั้งต้นประมูลทีวีดิจิทัล ช่องเด็ก SD ราคา 140 ล้านบาทต่อช่อง, ช่องข่าว SD 220 ล้านบาทต่อช่อง, ช่องวาไรตี้ SD 380 ล้านบาทต่อช่อง และ ช่อง เอชดี 1,510 ล้านบาทต่อช่อง โดยเป็นการปรับเพิ่มตัวเลขเพิ่มเล็กน้อยจากราคาประเมิน ที่คณะที่ปรึกษาเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ
"ราคาตั้งต้นทีวีดิจิทัลธุรกิจ ที่บอร์ด กสท. เห็นชอบ จะเป็นราคาที่ใช้ประมูล โดยไม่มีส่วนลด เพิ่มเติมตามจำนวนผู้เข้าประมูลอีก" พ.อ.นที กล่าว
ชงวิธีประมูลสัปดาห์หน้า
ทั้งนี้ จะมีการพิจารณา "วิธีการประมูล" ในการประชุมบอร์ด กสท. วันอังคารที่ 14 พ.ค. นี้ โดยสำนักงาน กสทช. ได้เสนอวิธีการเพิ่มเงินในการประมูล แบ่งรายประเภทช่อง ประกอบด้วย ช่องเด็ก เพิ่มครั้งละ 1 ล้านบาท, ช่องข่าว ครั้งละ 2 ล้านบาท, ช่องวาไรตี้ ครั้งละ 5 ล้านบาท และ ช่องเอชดี ครั้งละ 10 ล้านบาท รวมทั้งวิธีการประมูลอื่นๆ
วิธีการประมูลจะแบ่งออกเป็น 4 ครั้ง ตามประเภทช่องทีวีดิจิทัล คือ ช่องเด็ก, ข่าว, วาไรตี้ และ เอชดี ทั้งนี้ หาก "จำนวนผู้เข้า" ประมูลรายประเภทมีเท่ากับจำนวนช่องที่จะประมูล คณะกรรมการฯ "อาจจะ" พิจารณา "ยกเลิก" การประมูล โดยขยายเวลาให้ผู้สนใจมาเสนอตัวประมูลเพิ่ม และหากขยายเวลาเพิ่มเติมแล้ว ไม่มีผู้สนใจประมูลเพิ่มอีก ก็จะพิจารณาประมูลในกรณีที่ จำนวนผู้เข้าประมูลเท่ากับจำนวนช่อง แต่การกำหนดเพดานให้ผู้ประมูล 1 ราย สามารถประมูลได้ 3 ช่อง โดยกำหนดเงื่อนไข "ห้าม" ช่องเอชดี ประมูลช่อง "ข่าว" ถือเป็นการเพิ่มจำนวนผู้เข้าประมูลรายประเภท ให้มีเกินจำนวนช่อง โดยเฉพาะช่องเด็ก
"เชื่อว่าจะมีผู้ประมูลเคาะเพิ่มมูลค่าแน่นอน เพราะว่าผู้ชนะประมูลรายประเภทจะได้ใบอนุญาตช่องทีวีดิจิทัล 15 ปี ผู้ประมูลด้วยราคาสูงสุดจะได้สิทธิในการเลือกลำดับช่อง" พ.อ.นที กล่าว
โดยกำหนดเลขช่องทีวีดิจิทัล ประเภทธุรกิจต่อจาก ทีวีดิจิทัล สาธารณะ จำนวน 12 ช่อง คือ ช่องเด็ก ลำดับที่ 13-15, ช่องข่าว ลำดับที่ 16-22, ช่องวาไรตี้ ลำดับที่ 23-29 และช่องเอชดี ลำดับที่ 30-36
คาดแจกคูปองครัวเรือนละ 690 บาท
พ.อ.นที กล่าวว่า จากราคาตั้งต้นประมูลทีวีดิจิทัล ธุรกิจ 24 ช่องดังกล่าว รวมเป็นรายได้ราคาประเมินคลื่นฯ ทีวีดิจิทัล 15,190 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นมูลค่าที่บอร์ด กสทช. และผู้บริหารกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ เห็นชอบให้นำไปสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการรับชมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ด้วยการสนับสนุน "คูปอง" ให้ 22 ล้านครัวเรือนไทยทั่วประเทศ เบื้องต้นโดยเฉลี่ยจะได้รับครัวเรือนละ 690 บาท เพื่อนำไปเป็น "ส่วนลด" ซื้อเครื่องรับโทรทัศน์ดิจิทัล หรือกล่องรับสัญญาณ (set top box) ติดตั้งกับจอทีวีเดิม เพื่อรับชมช่องทีวีดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม หลังการประมูล กสทช. และผู้บริหารกองทุนฯ จะมีการพิจารณาอีกครั้งว่า จะนำเงินส่วนต่างจากราคาตั้งต้น ที่ได้รับจากการประมูลมาสนับสนุนคูปองเพิ่มเติมหรือไม่ โดยคาดว่าในปีนี้ จะมีครัวเรือนทั่วประเทศรับชมได้ราว 20-30% และภายใน 2 ปี ครอบคลุม 80% ของครัวเรือนไทย
สำหรับขั้นตอนการประมูลทีวีดิจิทัล ธุรกิจ 24 ช่อง หลังจากนี้คือ นำราคาตั้งต้นประมูลทีวีดิจิทัล ไปจัดทำเป็นหลักเกณฑ์และวิธีการประมูลทีวีดิจิทัล เสนอ บอร์ด กสทช. เห็นชอบ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการประชาพิจารณ์ นำความคิดเห็นจากเวทีประชาพิจารณ์มาปรับปรุงร่างประกาศฯ เสนอบอร์ด กสท. และ บอร์ด กสทช. เห็นชอบ เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา และเข้าสู่กระบวนการประมูล คาดว่าจะใช้เวลาราว 2 เดือน โดยกรอบเวลาการประมูล จะอยู่ในเดือนส.ค.-ก.ย. นี้





