บริการ 3จี บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ กำลังจะเริ่มทยอยเปิดต้นเดือน พ.ค.นี้ ตามเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่
นับเป็นปัจจัยหลักในการผลักดันการเติบโตของธุรกิจบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยเฉพาะบริการด้านข้อมูล เนื่องจาก จะช่วยขจัดข้อจำกัดด้านคุณภาพการให้บริการข้อมูลในบริการ 3จี บนคลื่นความถี่เดิมที่ใช้กันอยู่ปัจจุบัน
พร้อมกันนี้ ยังมีแรงหนุนจากการออกโปรโมชั่นทางการตลาดของผู้ให้บริการโทรคมนาคมเพื่อจูงใจผู้บริโภคให้หันมาใช้บริการ 3จีใหม่ เพื่อลดต้นทุนจากการจ่ายส่วนแบ่งรายได้สัมปทานราว 25-30% ไปสู่การจ่ายค่าธรรมเนียมจากรายได้เพียง 2% และยังเป็นการลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการบางรายที่สัญญาสัมปทานในระบบ 2จี จะหมดลงในอนาคตอันใกล้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จำนวนผู้บริโภคที่หันมาใช้บริการ 3จีใหม่ในปีนี้จะมีมากกว่า 20 ล้านราย ใกล้เคียงกับผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่างคาดการณ์จำนวนผู้ใช้ประมาณ 26 ล้านราย แบ่งเป็นเอไอเอส และดีแทค รายละ 10 ล้านราย และทรูมูฟอีก 6 ล้านราย
ส่วนใหญ่ย้ายมาจากระบบ 2จี หรือ 3จีเดิม ขณะที่ภาพรวมของตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะเติบโต 12.8-15.2% มีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 213,600-217,100 ล้านบาท จากปี 2555 มี 189,400 ล้านบาท
จากจำนวนดังกล่าวคิดเป็นแรงหนุนจากการใช้บริการด้านข้อมูลเป็นมูลค่า 70,900-74,800 ล้านบาท ขยายตัว 39.7 - 47.5% ขณะที่บริการด้านเสียงอาจจะเติบโตในกรอบจำกัดที่ประมาณ 2.9-3.4% เทียบกับปี 2555 ที่ขยายตัว 3.0%
ปี 2555 ธุรกิจบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เติบโตแข็งแกร่ง จากการขยายโครงข่ายบริการ 3จีเชิงพาณิชย์บนคลื่นความถี่เดิมส่งผลให้ตลาดเติบโต 11.5% ใกล้เคียงกับปี 2554 ซึ่งเติบโต 11.8% ด้วยแรงผลักดันหลักจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการใช้บริการด้านข้อมูลที่ขยายตัวถึง 44.1% เทียบกับปีก่อนหน้าขยายตัว 34.7% แต่บริการเสียงมีแนวโน้มการเติบโตชะลอลงจากปี 2554 ที่ 7.1% ปี 2555 อยู่ที่ 3.0%
เปิด3จีจุดเปลี่ยนโทรคม
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การเปิดให้บริการ 3จีใหม่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกจุดหนึ่งต่อรูปแบบการทำการตลาดและการแข่งขันในธุรกิจบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากการเร่งขยายโครงข่าย 3จี ใหม่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศเร็วขึ้น จำนวนผู้ใช้บริการโพสต์เพดจึงเติบโตก้าวกระโดดหลังบริการ 3จี บนคลื่นความถี่เดิมครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้นตั้งแต่กลางปี 2555 เติบโตจาก 9.4% ในปี 2554 สู่ 23.2% ในปี 2555
จากแรงจูงใจด้านรายได้ต่อผู้ใช้บริการที่สูงขึ้นและสม่ำเสมอน่าจะส่งผลต่อเนื่องให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ออกแคมเปญทางการตลาดหลังการเปิดให้บริการ 3จี ใหม่ เพื่อดึงดูดผู้บริโภคให้หันมาใช้บริการโพสต์เพดมากยิ่งขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปีนี้จำนวนผู้ใช้งานบริการโพสต์เพดทั้งบนระบบ 2จี และ 3จี น่าจะเติบโตสู่ 13.1-14.2 ล้านราย หรือราว 34.2 - 45.1%
ส่วนตลาดพรีเพด แม้ว่าปี 2555 มีอาร์ปู 164 บาท ต่ำกว่าโพสต์เพด 3.8 เท่า แต่มีจำนวนผู้ใช้บริการสูงถึง 74.2 ล้านราย หรือ 88.4% ของผู้ใช้บริการทั้งหมด ส่งผลให้รายได้โดยรวมจากตลาดพรีเพดมีสัดส่วน 66.7% ของรายได้รวมทั้งสองตลาด ฉะนั้น ทำให้คาดได้ว่า แม้ว่าผู้ให้บริการจะเริ่มให้ความสำคัญต่อการเพิ่มสัดส่วนผู้ใช้งานบริการโพสต์เพด แต่ยังไม่ทิ้งการออกแคมเปญทางการตลาดสำหรับรักษาและขยายฐานผู้ใช้บริการพรีเพด
ทั้งนี้ คาดว่า จำนวนผู้ใช้งานบริการพรีเพดทั้งบนระบบ 2จี และ 3จี ปี 2556 น่าจะเติบโตจากปี 2555 ที่ 74.2 ล้านราย สู่ระดับ 76.1 - 79.2 ล้านราย คิดเป็นอัตราเติบโต 2.5 - 6.7% ชะลอตัวจากปี 2555 ที่ 6.8%
เปิด3จีใหม่คู่4จี
นอกจากนี้ ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ไม่ได้จำกัดว่าต้องนำไปให้บริการเฉพาะ 3จีเท่านั้น ผู้ให้บริการบางรายสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันโดยการตัดแบ่งแถบคลื่นความถี่บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ บางส่วนมาให้บริการ 4จี ซึ่งความเร็วสูงกว่าบริการ 3จี ราว 5 เท่า กำหนดเปิดให้บริการควบคู่กันไป เริ่มจากเขตพื้นที่ใจกลางเมืองของกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ ซึ่งมีปริมาณการใช้งานดาต้าสูงก่อน
พร้อมกันนี้ ผู้ให้บริการต่างต้องเร่งสร้างพันธมิตร รวมถึงพัฒนาบริการด้านข้อมูลใหม่ๆ รับความต้องการบริโภคข้อมูลออนไลน์หลากหลายรูปแบบ ทั้งบริการบันเทิง การประชุมทางโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเห็นหน้าผู้ประชุม หรือบริการข้อมูลข่าวสารมัลติมีเดีย โดยเฉพาะบริการความบันเทิงแบบพกพาที่ผู้บริโภคชมทีวี ฟังเพลง หรือเล่นเกมขณะที่เชื่อมต่อการใช้บริการได้ทันที
อย่างไรก็ตาม การจะใช้บริการ 3จีใหม่ของผู้ให้บริการรายเดิม จำเป็นต้องใช้บริการคงสิทธิเลขหมาย ซึ่งปัจจุบันคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) มีมติให้ระบบเคลียริ่งเฮาส์สำหรับบริการดังกล่าวดำเนินการโอนย้ายลูกค้าได้ประมาณ 4 หมื่นเลขหมายต่อวันเท่านั้น จึงอาจเป็นข้อจำกัดความต้องการที่น่าจะมีกว่า 1 แสนเลขหมายต่อวัน
ขณะเดียวกัน เงื่อนไขการได้รับใบอนุญาตระบุว่าผู้ให้บริการต้องลดค่าบริการด้านเสียงและข้อมูลลงอย่างน้อย 15% เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคจากที่มีต้นทุนการจ่ายค่าธรรมเนียมรายได้เพียง 2% จากระบบสัมปทานเดิมต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ 25 - 30% หากผู้ให้บริการบางรายเสนอทางเลือกอื่นเป็นจะเพิ่มการใช้งานเสียงและปริมาณข้อมูลขึ้นไม่น้อยกว่า 15% ซึ่งต้องรอความชัดเจนจาก กทค. ก่อน





