"ดร.การดี" บอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มคน Gen Y ในความที่รักอิสระ กล้าได้กล้าเสีย ก็ยังมีมุมที่สนใจปัญหาสังคมและจิตใจโอบอ้อมอารีอยู่ด้วย
ถ้าพูดถึงกลุ่มคน Gen Y ผู้ใหญ่บางคน อาจจะส่ายหัว นี่มันไม่ใช่เจนวายธรรมดา มันเจนวาย ”ร้าย” ชัดๆ คิดไม่เป็น ไม่อดทน คิดแต่จะทำอะไรง่ายๆ ไม่มีเจ้านาย และรวยเร็วๆ ก็คงไม่น่าแปลกใจถ้าจะเจอคนรุ่นใหม่ไม่ชอบทำงานประจำ วันๆนั่งปัดแทปเล็ตที่ร้านการแฟ คอนเน็คไวไฟซื้อขายหุ้น เข้าสูตร “งานง่ายๆ รวยเร็วๆ”
หรือยิ่งไปกว่านั้นหากวันไหนดิฉันสอนหนังสือในวันหุ้นตกอย่างรุนแรง นักศึกษาในห้องถึงกับเรียนไม่รู้เรื่อง เผลอๆเดินมาบอกอาจารย์ว่า “อาจารย์เบรกเถอะค่ะ หนูขายหุ้นไม่ทัน” แรกๆก็ขำดี แต่ถ้าคิดดีๆถ้าระบบการศึกษาผลิตคนออกมา แต่ผลผลิตทรัพยากรมนุษย์เหล่านั้นไม่ได้มาสร้างมูลค่าให้กับ Real Sector บอกตรงๆ ดิฉันเริ่มจะกังวลต่ออนาคตประเทศเสียแล้ว
Compassionate Gen Y ท่ามกลางกระแสมหาชนเจนวายที่ชอบงานง่าย รวยเร็ว ก็มีกลุ่มเด็กเจนเนอเรชั่นนี้เหมือนกันที่ทำให้ดิฉันรู้สึกชื่นใจและมีหวังกับอนาคตของโลกอยู่ไม่น้อยทีเดียว ด้วยนิสัยอีกด้านหนึ่ง ที่รักอิสระ กล้าได้กล้าเสีย กล้าเสี่ยง และมีความคิดนอกกรอบ ทำให้คนรุ่นใหม่สนใจการทำธุรกิจกิจการของตัวเองมากกว่าคนจากรุ่นดิฉันที่อยากทำงานในบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ
และที่สำคัญคนรุ่นใหม่นี้เริ่มหันมาให้ความสนใจกับธุรกิจที่มีคุณค่าและมุ่งแก้ปัญหาสังคมมากขึ้น หรือ กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) นั่นเอง และเริ่มหันมาใส่ใจสังคมรอบข้างกันมากขึ้น ว่าง่ายๆหันมาใส่ใจและสร้างความโอบอ้อมอารี หรือ Compassion ในสังคมมากขึ้น
เด็กเจนวายจิตใจโอบอ้อมอารี หรือ Compassionate Gen Y ไม่ใช่ประโยคขัดหูในความคิดดิฉัน เพราะเท่าที่ได้รู้จักมากลุ่มคนรุ่นใหม่เหล่านี้ (แม้ว่ามีไม่มาก) กล้าคิด กล้าทำในสิ่งดีๆกว่ารุ่นดิฉันเยอะ คือเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจปัญหาสังคม เห็นปัญหาของคนอื่นและเห็นอกเห็นใจคนอื่น ที่สำคัญไม่เพิกเฉยต่อความทุกข์ยากของคนอื่น และมีความฝันสำหรับอนาคตที่ดีกว่า
Klongdinsor – Learning by drawing for visually impaired kids ดิฉันขอยกตัวอย่างนักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่งชื่อนายฉัตรชัย อภิบาลพูนผล จาก International MBA (IMBA) ธรรมศาสตร์ ชื่อนี้วันนี้อาจยังไม่มีใครรู้จัก แต่เป็นผู้ที่ดิฉันชื่นชมมากในแนวคิดเพื่อสังคมและความเป็นนวัตกรของเขา
ว่าง่ายๆความสามารถของเขาสามารถรอรับเงินเดือนหกหลักจากบริษัทใหญ่ๆได้สบาย แต่เขาเลือกที่จะเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม ที่สำคัญคือเขาและเพื่อนใช้เวลาร่วมเดือนร่วมปีออกแบบและคิดค้น Klongdinsor – Learning by drawing for visually impaired kids หรือเครื่องเขียนสำหรับใช้สอนเด็กตาบอด เพื่อให้เด็กตาบอดได้ “สัมผัส” ในสิ่งที่เขาวาด รู้จักวงกลม รู้จักสี่เหลี่ยม
ดิฉันถือว่าเป็น innovative product แม้ว่าไม่ได้เป็นอุปกรณ์ไฮเทค ฝังชิพหรือบลูทูธอะไรทำนองนั้น แต่เป็นสิ่งประดิษฐ์หนึ่งที่จะทำให้เด็กตาบอดได้มีโอกาสเรียนรู้ สร้างโอกาสที่ดีให้กับพวกเขาในอนาคต และเห็นว่าควรได้รับการสนับสนุน ซึ่งตอนนี้กำลังระดมทุนออนไลน์ใน www.startsomegood.com เพื่อไปพัฒนาต่อเป็นผลิตภัณฑ์ในสเกลที่ใหญ่ขึ้นต่อไป
* ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์
Operations Management Department
Thammasat Business School
Facebook / Twitter: karndee
www.karndee.com





