ผ่านไปกว่าทศวรรษ เอาท์เลทของเอฟเอ็นมีความสำคัญมากกว่าพื้นที่แสดงและจัดจำหน่ายสินค้า แต่มีสินค้าให้ช๊อปมากกว่า 2,000ชนิดมากกว่า 100 แบรนด์
"ฟลายนาว" เครื่องแต่งกายสุดหรูในอัตลักษณ์โทนสีขาว-ดำ ขยับจากห้างชั้นนำสู่เอาท์เลทริมถนน พร้อมด้วยผองเพื่อนในเครือเอฟเอ็น และแบรนด์ต่างประเทศที่มาจ้างผลิตในราคาย่อมเยา เพื่อให้ผู้บริโภคทุกคนมีโอกาสเข้าถึงเครื่องนุ่งห่มเกรดขึ้นห้างในราคาประหยัด
ผ่านไปกว่าทศวรรษ เอาท์เลทของเอฟเอ็นมีความสำคัญมากกว่าพื้นที่แสดงและจัดจำหน่ายสินค้า โดยแต่ละสาขามีสินค้าให้ช๊อปประมาณ 2,000 ชนิด มากกว่า 100 แบรนด์
เอาท์เลทกู้วิกฤติ
เบญจ์เยี่ยม ส่งวัฒนา ประธานบริหารบริษัท เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท จำกัด กล่าวว่า เอาท์เลทของเอฟเอ็นเป็นกิจการต่อยอดมาจากห้องเสื้อตึกแถวขนาดเล็กของ ปรีชาและสมชัย ส่งวัฒนา ผู้เป็นพ่อและอา ซึ่งผลิตเสื้อผ้าแบรนด์ฟลายนาวมาตั้งแต่ปี 2526 ด้วยทุนเริ่มต้นเพียง 3 แสนบาทกับจักรเย็บผ้าเพียง 14 ตัว
“เอาท์เลทของเราค่อยๆ เติบโตและมีถึง 7 สาขาในปัจจุบันตามหัวเมืองใหญ่ ด้วยมุมมองธุรกิจที่แตกต่างในเรื่องการคิดและวางแผนให้มากก่อนที่จะลงทุน เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้ รวมถึงเรื่องความกล้าที่จะลงทุนสวนกระแสวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ขณะที่ธุรกิจอื่นๆ ทยอยปิดตัว” ผู้บริหารรุ่นที่ 2 จากครอบครัวส่งวัฒนา กล่าว
เครื่องนุ่งห่มที่ขายผ่านเอาท์เลทเอฟเอ็น ยังคงจำหน่ายในราคาโรงงาน เพราะการมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าสถานที่และค่าขนส่งไปได้ถึง 70% รวมถึงผู้บริโภคสบายใจได้ว่า การเดินทางมาซื้อถึงเอาท์เลทด้วยตัวเอง จะได้สินค้าที่มีคุณภาพดีในราคาถูก
ปัจจุบันเอฟเอ็นเอาท์เลทเริ่มมีสินค้าที่หลากหลายทั้งเรื่องของไซส์และสีสันที่มากขึ้น เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าที่แต่เดิมกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนวัยทำงาน โดยยึดแนวคิดเรื่องการออกแบบในกระดาษก่อนลงมือผลิตเช่นเดิม เพื่อให้สินค้าสอดรับกับความต้องการของผู้ใช้ หรือครอบคลุมผู้บริโภคในทุกเพศทุกวัยได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
พร้อมทั้งจัดหน้าร้านให้สินค้าเด่นสะดุดตาในระยะไกล ปลอดโปร่งสบายตา ด้วยการนำเสนอสินค้าแบบแกลลอรี่ ไม่เรียงเป็นตับหรือแขวนโชว์ในปริมาณมาก รวมถึงการใช้วัสดุก่อสร้างที่เห็นโครงสร้างชัดเจน เพื่อเห็นถึงความแข็งแรง มั่นคง และปลอดภัยขณะที่เข้าไปใช้บริการอีกด้วย
แบรนด์เดียวหลากสไตล์
ด้วยเงินทุนที่จำกัด ทำให้สินค้าที่เกิดขึ้นภายใต้แบรนด์ฟลายนาวรุ่นก่อร่างสร้างตัว เน้นงานดีไซน์โทนสีขาว-ดำ และ 1 ไซส์ ซึ่งคนที่ขนาดตัวไซต์เอสก็ใส่ได้ คนที่ใส่ขนาดแอลก็ใส่ได้ แต่ที่สวมใส่สวยที่สุดคือคนไซส์เอ็ม
แต่ปัจจุบันเอฟเอ็นมีทีมดีไซเนอร์กว่า 20 ชีวิต ทำหน้าที่ออกแบบเสื้อผ้าคอลเลคชันใหม่ๆ โดยต้องออกแบบให้มากที่สุด 400-600 แบบต่อครั้ง ส่วนโจทย์ที่นำมาใช้ 50% เกิดจากการสำรวจตลาด ส่วนที่เหลือเป็นการออกแบบที่อ้างอิงเทรนด์แฟชั่นโลก จากนั้นจึงคัดเลือกแบบที่ดีที่สุดเพียง 100 แบบเท่านั้นที่จะได้วางแผง
“อุปสรรคของธุรกิจเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มคือ ถ้าทำเสื้อผ้าหลากสีสันทำให้ต้องสำรองสินค้าในปริมาณมาก เช่น ถ้าทำ 5 สี และมีหลายขนาดตั้งแต่ไซส์เอสถึงเอ็กซ์แอล ก็ต้องมีเสื้อผ้าวางไว้ในชั้น เพื่อรอจำหน่ายต่างสีต่างขนาดในจำนวนมาก ซึ่งหมายถึงเงินทุนจำนวนมากที่นอนนิ่งในคลังสินค้า” เบญจ์เยี่ยม กล่าวและว่า คำตอบในการระบายสินค้าที่นอนนิ่งในคลัง ช่องทางหนึ่งคือเอาท์เลททั้ง 7 สาขา
ส่วนเส้นทางอนาคต ในปี 2556 บริษัทมีแผนที่จะขยายฐานตลาดด้วยการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ครอบครัวมากขึ้น พร้อมด้วยการลงทุนเพิ่มทางด้านเทคโนโลยีการผลิต เช่น การใช้เทคนิคพิมพ์สกรีนลวดลายลงบนผ้า การประยุกต์ใช้เส้นใยผ้าในรูปแบบการผสมผสาน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติแปลกใหม่ และสอดรับการใช้งานสูงสุด
เบญจ์เยี่ยมเชื่อมั่นว่า เทคโนโลยี/นวัตกรรมที่แทรกอยู่ในเส้นใย จะทำให้อุตสาหกรรมเครื่องนุ่มห่มไทยอยู่รอดอย่างแข็งแรงและยั่งยืน ไม่เพียงแต่จะโดดเด่นอยู่ในบ้านเท่านั้น แต่ยังพร้อมสำหรับการโลดแล่นออกไปนอกบ้านอีกด้วย





