นวัตกรรมในฟาร์มปู

นวัตกรรมในฟาร์มปู

ประสบการณ์กว่า 40 ปีของดร.บรรจง เทียนส่งรัศมี ทั้งเป็นอาจารย์และนักวิจัย ทำให้ฟาร์มปูในระบบปิดทำได้ไม่ยากทั้งยังส่งออกต่างประเทศด้วย

เรื่อง : กานต์ดา บุญเถื่อน

ความสนใจบวกกับประสบการณ์สอนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จนเกษียณของ ดร.บรรจง เทียนส่งรัศมี ทำให้มีองค์ความรู้มากพอที่จะเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเลี้ยงปูดำนิ่มระบบคอนโดมิเนียมแบบปิดได้เองอย่างมืออาชีพ

การเลี้ยงปูดำนิ่มเชิงอุตสาหกรรมของไทยมีมากว่า 40 ปีแล้ว โดยเทคนิคการเลี้ยงจะใช้บ่อกุ้งร้าง คลอง หรือแม่น้ำ เป็นบ่อเลี้ยงแบบพึ่งพาระบบนิเวศน์ธรรมชาติ ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดการปนเปื้อนจากมลภาวะในสิ่งแวดล้อมสูง และเป็นปัญหาต่อการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ

:แปลงความรู้เป็นธุรกิจ

3 ปีที่แล้ว ดร.บรรจง เทียนส่งรัศมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยซีแครบ จำกัด (อดีตผู้ประสานงานชุดโครงการปู สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) เกิดความคิดที่จะนำองค์ความรู้ที่มีเกี่ยวกับปูตลอด 40 กว่าปี มาทดลองทำธุรกิจต้นแบบการเพาะเลี้ยงปูม้านิ่มด้วยระบบอินทรีย์ หรือ การเลี้ยงแบบปลอดสารพิษในระบบปิด เพื่อเพิ่มอัตราการรอดตายของปูม้านิ่มในฟาร์ม รวมถึงสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพส่งถึงมือผู้บริโภค

ฟาร์มปูม้านิ่มอินทรีย์ต้นแบบที่เกิดจากการสั่งสมความรู้และประสบการณ์ ถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ 14 ไร่ ในพื้นที่ ต.ละงู อ.ละงู จ.สตูล โดยการนำปูม้าที่อยู่ในธรรมชาติในช่วงโตเต็มวัยมาคัดขนาดก่อนเลี้ยงในกล่องพลาสติกสี่เหลี่ยมที่ถูกออกแบบขึ้นจำเพาะพอดีตัวและจัดวางในแนวราบ

การเลี้ยงปูนิ่มระบบฟาร์มปิด เจ้าของฟาร์มจะใช้หอยแมลงภู่ต้มสุกเป็นอาหารเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ รวมถึงควบคุมคุณภาพน้ำอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง อาทิ ค่าความเป็นกรดด่าง ค่าออกซิเจน และมีแรงงานเดินดูปูทุก 2 ชั่วโมงตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อรอเก็บปูนิ่มที่ลอกคราบแล้วเข้าระบบแช่เย็น

ช่วงเริ่มแรกของโครงการเลี้ยงปูม้านิ่มระบบอินทรีย์ เจ้าของฟาร์มบอกว่า ถือเป็นช่วงทดลองว่าวิธีดังกล่าวมีประสิทธิภาพมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับระบบเลี้ยงแบบเปิดในธรรมชาติของเกษตร ซึ่งก็พบปัญหามากมาย อาทิ การต้องใช้ปั๊มน้ำมากถึง 40 ตัว เพื่อเติมออกซิเจนลงในน้ำ และต้องเปิดใบพัดสำหรับตีน้ำตลอดเวลา ทำให้มีค่าใช้จ่ายเรื่องค่าไฟเดือนละกว่า 5 หมื่นบาททำให้เกิดโจทย์ต่อเนื่องในการทำธุรกิจปูนิ่มอินทรีย์

:วิถีคนกรุงสู่ฟาร์มปูนิ่ม

เขาบอกว่า หลังการทดลองเลี้ยงปูม้านิ่มในระบบอินทรีย์ผ่านไปได้ปีหนึ่ง ก็เริ่มออกแบบการเลี้ยงแบบใหม่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยการนำที่อยู่อาศัยแบบคอนโดมิเนียมมาประยุกต์ใช้กับการเลี้ยงปูดำนิ่มเชิงอุตสาหกรรม เพื่อลดการใช้งานปั๊มน้ำจำนวนมาก แต่เปลี่ยนมาใช้ปั๊มน้ำระบบที่ผลิตฟองอากาศขนาดเล็ก (Micro bubble) แทนทำให้ควบคุมคุณภาพน้ำและลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ดีขึ้น

การเลี้ยงปูดำนิ่มระบบปิดแบบคอนโด เป็นการเลี้ยงปู 1 ตัวต่อ 1 กล่องเหมือนระบบอินทรีย์ แต่มีการวางซ้อนกล่องเลี้ยงปูให้สูงขึ้นไป 3 ชั้น ใช้ปั๊มน้ำดูดน้ำขึ้นไปชั้นบนสุดแล้วปล่อยลงมา ทำให้ลดใช้เครื่องปั๊มน้ำในแบบเดิม ซึ่งจากการทดลองเลี้ยงไป 2 รุ่นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา พบว่าลดอัตราการตายระหว่างเลี้ยงให้เหลือเพียง 10% ขณะที่การเลี้ยงด้วยระบบอินทรีย์แบบปิดแบบเดิมจะมีอัตราการตายอยู่ที่ 40-50%ทีเดียว แถมยังเสียค่าไฟต่อเดือนลดลงเหลือแค่หมื่นกว่าบาท

“ผลผลิตที่ปูนิ่มทั้งปูม้านิ่มและปูดำนิ่มได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP (Good aquaculture practice) และส่งออกตลาดต่างประเทศอย่างไร้กังวล ตั้งแต่ปีแรกไม่ว่าจะประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา หรือสหภาพยุโรป โดยมียอดส่งออกมากถึง 80% และจำหน่ายในประเทศ 20%”ผู้บริหารจาก บริษัท ไทยซีแครบ จำกัด กล่าวและว่า แต่หลังจากวิกฤติน้ำมันขึ้นราคาทำให้ตอนนี้ยอดส่งออกมีตัวเลขกลับกันอย่างน่าตกใจ แต่ก็ไม่สร้างความเสียหายกับธุรกิจเพราะจะส่งออกหรือขายในประเทศความต้องการของตลาดผู้บริโภคก็มีไม่จำกัดอยู่แล้ว

เขาวางแผนไว้หลังจากนี้ว่า จะนำองค์ความรู้เรื่อง การเพาะเลี้ยงปูดำนิ่มระบบปิดแบบคอนโดมิเนียม ไปเผยแพร่ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ทำฟาร์มปูนิ่ม ในละแวกใกล้เคียงเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมสัตว์น้ำ รวมถึงจะพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงปูนิ่มแบบคอนโดมิเนียมให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด

ทั้งนี้โครงการเพาะเลี้ยงปูนิ่มทั้งสองโครงการของบริษัท ไทยซีแครบ จำกัด ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมปูนิ่มแช่เยือกแข็งให้เป็นที่ยอมรับทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ รวมถึงให้ผู้บริโภคได้บริโภคผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพจริงๆ