กทค.ชี้ขาดบีเอฟเคที 5 เม.ย.นี้

กทค.ชี้ขาดบีเอฟเคที 5 เม.ย.นี้

บอร์ดกทค.เปิดวาระพิเศษถกผลสรุป "บีเอฟเคที" พร้อมชงเข้าที่ประชุม 5 เม.ย.นี้ "เศรษฐพงค์" ย้ำทุกอย่างต้องจบ เพราะเลื่อนหลายรอบ

พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กล่าวว่า วันที่ 5 เม.ย.นี้ จะมีประชุมบอร์ด กทค. วาระพิเศษ เพื่อพิจารณากรณีบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด ทำสัญญาเช่าโครงข่ายโทรคมนาคมกับ บมจ. กสท โทรคมนาคม เพื่อให้บริการ 3 จี ด้วยเทคโนโลยีเอสเอชพีเอ บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิตรซ์ ซึ่งต้องได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

“กทค.ต้องมีข้อสรุปกรณีการทำสัญญาบีเอฟเคที เพราะหากไม่ดำเนินการ จะถูกฟ้องร้องในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอาญา 157 ได้ อีกทั้งการทำสัญญาดังกล่าวก็ล่วงเลยมานานกว่า 2 ปีแล้ว ฉะนั้นควรจะมีความชัดเจน ส่วนผลจะออกมาในรูปแบบใดนั้น ก็ต้องยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากมีข้อสรุป”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การนัดประชุมวาระพิเศษครั้งนี้ จะมีพิจารณาเรื่องบีเอฟเคทีเรื่องเดียว โดยบอร์ดกทค.จะนำผลการตรวจสอบของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายการทำสัญญาระหว่าง กสท กับบีเอฟเคที และความเห็นของนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช.มาพิจารณาร่วมกัน

ทั้งนี้ ความเห็นของคณะทำงานระบุไว้ว่า บีเอฟเคที เป็นผู้บริหารจัดการควบคุมดูแลโครงข่าย ระบบโครงข่าย สถานีฐาน สร้างระบบทรานมิชชั่น เพื่อการเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์ภายในโครงข่ายหรือระหว่างโครงข่ายได้เอง

ดังนั้น บีเอฟเคทีจึงเป็นผู้ให้บริการในลักษณะของการนำโครงข่ายโทรศัพท์บนคลื่น 800 มาให้ กสท เช่า และจัดอยู่ในกิจการโทรคมนาคมในลักษณะของการให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อให้เช่าใช้ ซึ่งจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 จึงเชื่อว่า บีเอฟเคที กระทำความผิดตามมาตรา 67(3) พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 เพราะประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เมื่อสรุปสุดท้ายคณะทำงานกลับตอบว่า ไม่อาจเชื่อได้ว่า บีเอฟเคที มีเจตนาใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่ยังอาจเชื่อได้ว่า กสท เป็นผู้สนับสนุนให้บีเอฟเคทีทำผิด

ขณะที่ ความเห็นของนายฐากร ระบุว่า หากพิจารณาตามเจตนาแล้ว บีเอฟเคที ไม่มีเจตนากระทำผิด จึงไม่ควรมีบทลงโทษ แต่ กทค. ต้องเร่งรัดให้มีกฎระเบียบเพื่อให้บีเอฟเคทีปฏิบัติ และต้องมายื่นขออนุญาตตามขั้นตอนของกฎหมาย ในฐานะผู้ประกอบการที่ให้เช่าโครงข่ายโทรคมนาคม พร้อมกำหนดระยะเวลาให้มายื่นเรื่องการประกอบกิจการโดยได้รับใบอนุญาตอนุญาต แต่ถ้าไม่ดำเนินการตามกฎระเบียบก็เอาผิดตามกฎหมายมาตรา 67 พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 ได้

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ยังไม่มีกำหนดให้ชัดเจนว่าการให้เช่าโครงข่าย เป็นผู้ประกอบการโทรคมนาคมหรือไม่ เป็นต้น แต่หาก กทค. ไม่ตัดสินอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็อาจจะถูกกล่าวหาว่าละเว้นตามกมอาญาม157 ที่มีโทษจำคุก1 ปี - 10 ปี ปรับ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงอาจถูกตรวจสอบจากวุฒิสภา และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช) และผู้มีส่วนได้เสียฟ้องร้อง กทค. และสำนักงาน กสทช. ได้