อาภรณ์ อินเตอร์

อาภรณ์ อินเตอร์

ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ชวนกันรังสรรค์เส้นใยจากผืนแผ่นดินให้เป็น “ผ้าไทยอินเตอร์” เปลี่ยนนามธรรม และความเป็นศิลปะ สะท้อนความเป็นไทย ให้ใส่ได้จริง

เมืองแฟชั่นโลกสัญชาติไทย คงไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน เพราะดีไซเนอร์รุ่นใหม่ชวนกันรังสรรค์เส้นใยจากผืนแผ่นดินให้เป็น “ผ้าไทยอินเตอร์” เปลี่ยนแนวคิดนามธรรม และความเป็นศิลปะ สะท้อนความเป็นไทย ให้สวมใส่ได้จริงและเป็นสากล

นับเป็นปีที่ 3 แล้วที่โครงการ “จากเส้นใยสู่ภูมิปัญญา จากภูมิปัญญาสู่อาภรณ์” Contemporary Fashion Contest 2013 สร้างกระแสนิยมไทยแพร่กระจายเข้าไปในเส้นใยผ้าทอทั้งไหม ฝ้าย และผ้าอื่นๆที่ถักทอบนแผ่นดินไทย ผ่านผลงานสร้างสรรค์จากเหล่านักออกแบบไทยรุ่นใหม่ที่พร้อมเฉิดฉายบนแคตวอร์คระดับโลก

จุดประสงค์แท้จริง ไม่ใช่แค่ “อวดภูมิ (ปัญญา) สู่สายตาชาวโลก แต่พวกเขาต้องการแก้ไขจุดอ่อนของการออกแบบ เติมเต็มจุดแข็งโดยผู้เชี่ยวชาญ และเชื่อมโยงต้นน้ำกับกลางทางให้สอดรับกัน อีกทั้งปูทางให้ผู้บริโภคไทยหันมาสวมใส่ผ้าไทยได้ง่ายและมากขึ้น

นามธรรม นำแฟชั่น

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข เจ้าหน้าที่สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม หัวเรือใหญ่ของโครงการฯ เผยว่า จากประสบการณ์เป็นดีไซเนอร์ รู้ว่านักออกแบบต้องการอะไร และอยากให้เพื่อนพ้องเห็นความสำคัญของผ้าไทยแล้วจัดการด้วยแนวคิดใหม่

“เราต้องการให้นักออกแบบหันมาใช้ผ้าไทย และใช้มุมมองทางศิลปะมาจัดการให้ผ้าไทยทันสมัยใช้ได้จริง เราต้องทำหน้าที่เชื่อมโยงคนในแวดวงออกแบบ ทั้งบรรณาธิการสื่อต่างๆ ดีไซเนอร์อาวุโส มาถ่ายทอดให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ ให้เขาได้มีโอกาสทำงานกับแบรนด์ไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้โชว์นิทรรศการผลงานตัวเอง”

พร้อมกันนั้นก็นำภูมิปัญญาไทยมาต่อยอด ร่วมกันแนะนำสไตล์ลายผ้า สิ่งใหม่ๆ และออกแบบร่วมกัน ลงมือทอผ้าร่วมกับชาวบ้าน เพื่อเรียนรู้กันและกัน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาซ้ำซากที่ว่านักออกแบบมีความต้องการพิเศษ แต่ผู้ผลิตทอผ้าแบบนั้นให้ไม่ได้ และอีกด้านหนึ่งก็เป็นการสร้างความท้าทายให้กับชาวบ้านทอผ้าไทย ให้หลีกเลี่ยงการทำซ้ำแบบเดิมๆอย่างที่เคยชิน

ความสำคัญในการเฟ้นหานักออกแบบรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่ความสวยเข้าตากรรมการ แต่มันต้องผ่านการคิดกลั่นกรองมาแล้วอย่างดี เวทีนี้ต้องการความงามที่เป็นทางเลือกใหม่ จึงไม่บังคับไอเดีย ไม่สร้างกรอบ ไม่ต้องเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ต้องคิดบวก กล้าเสี่ยง กล้าลองผิดลองถูก และจะชนะใจได้ก็ต้องไอเดียเจ๋ง มีความใหม่ มีชั้นเชิงศิลปะ และเป็นสากล

“เราเลือกความลงตัว แนวคิด และมุมมองในการนำเสนอที่ไม่เคยมีปรากฏในแฟชั่นไทยมาก่อน ในปีแรกโชว์ความเป็นไทยจ๋า เน้นภาพสื่อความเป็นไทยชัดเจน พอมาถึงปีที่ 2 ค่อยๆพัฒนามุ่งเน้นที่คอนเซ็ปต์ แต่ก็ยังหรูหราอยู่ มาถึงปีล่าสุดนี้ มีความแตกต่างและความใหม่เกิดขึ้น เน้นชุด Ready to wear สวมใส่ได้จริง เพิ่มการออกแบบผ้าไทยสำหรับผู้ชายมากขึ้น” อู๋-วิชระวิชญ์ กล่าว และยกตัวอย่างเพิ่มเติม ว่า

ไอเดียที่เกิดขึ้น บ้างอาศัยการมองเรื่องราวต่างๆในมุมบวก (Positive) โชว์ไลฟ์สไตล์คนเมือง นำวัฒนธรรมเยาวชนชายขอบ อย่างเด็กแว๊นซ์มาประยุกต์เป็นเสื้อผ้าที่มีความหลวม โอเวอร์ไซส์ โต้ลม หรือนำสไตล์เสื้อเด็กวัด มาเป็นแรงบันดาลใจ ใส่ลายปริ้นท์ “อย่าเห็นแต่กลัว” ไว้ล้อ “อย่าเห็นแก่ตัว”

บ้างใส่วิถีชีวิตคนไทยที่ชอบผูกมัดสิ่งของ บางคนก็นำวิถีเกษตรไทยมาใส่เต็มที่ ไอเดียถักผ้าไหมประยุกต์จากลายกระติ๊บข้าวเหนียว หรือสื่อสารด้วยภาพสาวชาวไร่ ท้องทุ่งท้องนา

หรืออาจจะฉีกวิธีคิด เป็นแนวคิดนามธรรมเชิงธรรมะ อย่าง อนัตตา คือไม่มีอะไร ด้วยการนำผ้าผืนเดียวมาจับพับให้เป็นชุดได้ โดยต่อติดกันด้วยซิป กระดุม

ดีไซเนอร์บางคนก็อาศัยลูกเล่นที่ วัตถุดิบ อาทิ ใช้ด้ายทำจากผ้าไหมที่ยังไม่ได้ทอ ส่วนใหญ่จะเน้นโชว์ความบริสุทธิ์ของวัสดุ เน้นให้สวมใส่ได้จริง เช่น ผ้าไหมก็ไม่จำเป็นต้องรีดกาว สามารถยับได้ แต่จะเน้นการดูแลรักษาให้ง่ายขึ้น

รวมทั้งการผสมผสานกับวัตถุดิบอื่น เช่น เสื้อชิ้นบนเป็นผ้าไหม แต่ใช้กระโปรงยีนส์ หรือเสื้อแขนผ้าไหม ลำตัวเป็นหนัง หรือเสื้อนิกติ้ง เป็นต้น

แฟชั่นไทย ในสายตาดีไซเนอร์

กระบวนการคิดดังกล่าว นักปั้นดีไซเนอร์หน้าใหม่ กล่าวว่า ยังต้องปรับวิธีคิดให้เข้ากับการทำงานจริง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเรื่องเวลา ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และผู้รู้มาช่วยแนะนำ อาจต้องลดทอนบางอย่าง หรือเพิ่มส่วนขาดที่นักออกแบบรุ่นใหม่คาดเดาไม่ถึง

“โดยรวมแล้วคนสนใจออกแบบเยอะ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะเร่งได้ ดีไซเนอร์ต้องอาศัยการลองผิดลองถูก ประสบการณ์ ความตั้งใจและความพยายาม จำเป็นต้องมองรุ่นพี่และขวนขวายเพิ่มเติม อย่าคาดหวังให้โตเร็วมากเกินไป แฟชั่นไทยยังต้องการความงามทางศิลปะ มันต้องใช้เวลาในการงอกงามอีก” วิชระวิชญ์ กล่าว และ แนะนำต่อว่า

สังคมแฟชั่นไทยยังขาดทรัพยากรด้านสถาปัตย์และด้านอื่นๆมาร่วมกันแต่งเติมให้งานแฟชั่นผ้ามีความเป็นศิลปะร่วมสมัย ร่วมกันพัฒนาผ้า สร้างเทรดโชว์ และมุ่งสู่ความเป็นอาเซียน ในขณะเดียวกันผ้าไทยควรบรรจุในภาคอุตสาหกรรมด้วย เพื่อให้มันกระจายออกไปได้กว้างขึ้น ถึงมือผู้บริโภคได้มากขึ้น

กว่าจะถึงปลายน้ำที่คนไทยจะนิยมใส่ผ้าไทยมากขึ้น ก็ต้องสร้าง “พื้นที่” ให้นักออกแบบได้ฉายแววร่วมกับพัฒนาต้นน้ำผ้าไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน