วท.ใช้เทคโนโลยีนำลำไยไทยบุกตลาดอินเดีย

กระทรวงวิทย์ฯ ใช้เทคโนโลยีรักษาคุณภาพลำไยไทย เบิกฤกษ์บุกตลาดอินเดีย คาดเปิดล็อตแรก 30,000 ตัน
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า ปัจจุบันแนวโน้มความต้องการบริโภคลำไยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งลำไยสดและลำไยอบแห้ง โดยเฉพาะที่ประเทศอินเดีย ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสขยายช่องทางการตลาดได้มากขึ้น เนื่องจากอินเดียเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยปัจจุบันราคาลำไยในท้องตลาดที่อินเดียสูงถึง 400 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้น จึงได้มอบหมายให้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)สนช. รับเป็นเจ้าภาพในการจัดระบบการตลาดและเชื่อมโยงความต้องการเพื่อการส่งออก เบื้องต้นคาดว่าปริมาณส่งออกไปยังอินเดียจะสูงถึงปีละ 30,000 ตัน
รมว.วท. กล่าวว่า ปัจจุบันการขนส่งลำไยไปประเทศต่าง ๆ ต้องใช้เวลาขนส่งหลายวัน เช่น ไปอินเดียต้องใช้เวลา 21 วัน ทำให้มีปัญหาเรื่องการเน่าเสียของลำไย กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงมีการบริหารจัดการผลผลิตด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบครบวงจร ตั้งแต่การใช้ข้อมูลจากเทคโนโลยีดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) เพื่อกำหนดพื้นที่เพาะปลูกที่สามารถตรวจสอบและติดตามดูแลรักษาพืชของเกษตรกร เทคโนโลยีการฉายรังสีแกมมาเพื่อกำจัดแมลงของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) มาใช้ในช่วยยืดอายุของผลผลิตให้สามารถเก็บได้นานขึ้น นอกจากนี้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ยังมีเทคโนโลยีการรมควันลำไยด้วยซัลเฟอร์ไดออกไซค์ มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และช่วยยืดอายุลำไยได้นานขึ้น และยังช่วยคงสีเปลือกของลำไยให้สวยงามดังเดิมด้วย สุดท้าย กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้มอบหมายให้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีในรูปแบบของการจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตลำไยแบบครบวงจรเพื่อพัฒนาระบบการผลิตลำไย ทั้งคุณภาพ ผลผลิต และสภาพแวดล้อมในพื้นที่จริง
การรุกเข้าไปทำตลาดในอินเดียครั้งนี้ สนช. ได้จัดกิจกรรม “การจับคู่ธุรกิจ หรือ business matching” ระหว่างผู้ผลิตสินค้าลำไยของประเทศไทย และ บริษัทผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายลำไยในประเทศอินเดีย โดยมีการให้ความรู้และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพลำไยไทยว่ามีการบริหาร รวมถึงการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ของลำไย และผลิตภัณฑ์นวัตกรรมการแปรรูปลำไยของคนไทย เช่น ลำไยอบแห้งด้วยสุญญากาศ เครื่องสำอางจากสารสกัดจากเม็ดลำไย ฯลฯ
นายวรวัจน์ กล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการผลผลิตลำไยโดยอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบครบวงจรนี้ว่า “กระทรวงวิทย์ฯ
มีเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะรองรับการดำเนินการนี้ได้เป็นอย่างดี โดยข้อมูลดังกล่าวจะจัดทำเป็นศูนย์ทะเบียนเกษตรกร และจะมีการพยากรณ์และคาดการณ์ราคาผลผลิต รวมถึงรับแจ้งปัญหาเพาะปลูกของเกษตรกร เพื่อเป็นข้อมูลที่สำคัญต่อเกษตรกรในการวิเคราะห์และตัดสินใจที่จะบำรุงรักษาและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ”
“ทั้งนี้ เมื่อมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตก็สามารถนำเทคโนโลยีการฉายรังสีแกมมาของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) มาใช้ เพื่อช่วยยืดอายุของผลผลิตให้สามารถเก็บได้นานขึ้น เหมาะกับการขนส่งไปยังตลาดต่างประเทศไทย โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย ซึ่งต้องขนส่งทางเรือใช้ระยะเวลา 21 วัน โดยเทคโนโลยีการฉายรังสีนี้จะช่วยกำจัดแมลงที่ปะปนมากับผลผลิตลำไยตลอดจนเป็นการยืดอายุการเก็บรักษาลำไยได้นานขึ้นถึง 1 เดือน โดยจะจัดตั้งศูนย์ฉายรังสีภาคเหนือขึ้น ซึ่งสามารถฉายรังสีลำไยได้วันละ 100 ตัน หรือ 30,000 ตันต่อปี สามารถส่งผลผลิตลำไยไปจำหน่ายไปยังกลุ่มประเทศ ยุโรป สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ในบางประเทศเราก็สามารถใช้เทคโนโลยีการรมควันลำไยด้วยซัลเฟอร์ไดออกไซค์ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ทดแทนได้ เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ก็มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และช่วยยืดอายุลำไยได้นานขึ้นเช่นกัน อีกทั้งยังช่วยคงสีเปลือกของลำไยให้สวยงามดังเดิมด้วย”
สุดท้าย กระทรวงวิทย์ฯ ได้มอบหมายให้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีในรูปแบบของการจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตลำไยแบบครบวงจร ให้กับชุมชนต้นแบบ 10 แห่ง เพื่อพัฒนาระบบการผลิตลำไย ที่จะสามารถพัฒนาทั้งคุณภาพ ผลผลิต และสภาพแวดล้อมในพื้นที่จริง ซึ่งรูปแบบการบริหารศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ในแง่มุมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่เกษตรกร ตั้งแต่การตัดแต่งกิ่ง การจัดการธาตุอาหาร และปรับปรุงคุณภาพผลผลิต การผลิตปุ๋ยหมักจากของเสียในสวนลำไย การเพิ่มประสิทธิภาพการอบแห้งลำไยทั้งเปลือก การสร้างผลิตภัณฑ์น้ำลำไยสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ฯลฯ ถึงการบริหารการตลาดของลำไยอีกด้วย เพราะฉะนั้นวิธีการดังกล่าวเชื่อมั่นได้ว่าจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับชุมชนหรือกลุ่มแม่บ้านแบบครบวงจร โดยนำร่องชุมชน 10 แห่งในพื้นที่ 10 อำเภอ ใน 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน







