‘เวลเนส’ ปี 2026 สมรภูมิเอเชียเปิดเกมเดือด! ‘4 แกนหลัก’ นำไทยยึดหัวแถว

สมรภูมิเศรษฐกิจเวลเนส (Wellness) ปี 2026 เอเชียเปิดเกมเดือด! ไทยต้องเร่งยึด "หัวแถว" ก่อนเสียโอกาสทอง เสนอยุทธศาสตร์ ‘Wellness Thailand ,The Land of Life’ ชิงตลาดโลก มั่นใจ 4 แกนหลักศักยภาพโดดเด่น แต่ต้องมี “แกนกลาง” นำทีมขับเคลื่อน
KEY
POINTS
- ยุคที่ "Health is the New Luxury" หรือการมีสุขภาพดีกลายเป็นความหรูหราใหม่ของคนทั่วโลก ดันอุตสาหกรรมเวลเนส (Wellness) โตกระโดด
- ปี 2026 สมรภูมิเวลเนส เอเชียเปิดเกมเดือด! เพื่อนบ้านประกาศยุทธศาสตร์ชัดเจนไทยต้องเร่งยึด "หัวแถว" ก่อนเสียโอกาสทอง
- เสนอยุทธศาสตร์ ‘Wellness Thailand ,The Land of Life’ ดินแดนแห่งชีวิต ชิงตลาดโลก มั่นใจ 4 แกนหลักศักยภาพโดดเด่น แต่ต้องมี “แกนกลางระดับประเทศ” นำทีมขับเคลื่อน
ในยุคที่ "Health is the New Luxury" หรือการมีสุขภาพดีกลายเป็นความหรูหราใหม่ของคนทั่วโลก อุตสาหกรรมเวลเนส (Wellness) ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์สั้นๆ แต่คือ “โครงสร้างชีวิต” ที่ผู้คนทั่วโลกกำลังลงทุนอย่างจริงจังในทุกมิติของการใช้ชีวิต และกำลังกลายเป็น "เครื่องยนต์หลักตัวใหม่” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และเอเชียอย่างก้าวกระโดด
เพราะประเทศที่สามารถเพิ่ม อายุขัยสุขภาพ (Health span) ของประชาชนได้ จะเป็นประเทศที่ GDP เติบโตได้เร็วกว่า โดยเฉพาะในปี 2026 ถูกมองว่าเป็นปีแห่งการ "ออกดอกออกผล" ของอุตสาหกรรมนี้อย่างเต็มที่ และแต่ละประเทศกำลังช่วงชิงการเป็นเจ้าหัวแถวของตลาดเวลเนส
เพื่อนบ้านเอเชียขยับทัพท้าชิง
นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันภูมิภาคเอเชียได้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลกในตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) โดยมีจำนวนทริปสูงถึง 562 ล้านทริปต่อปี แซงหน้ายุโรป และอเมริกา
แม้ไทยจะเป็น "บิ๊กเนม" ในตลาดนี้ แต่ปัจจุบันสนามแข่งขันกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อประเทศเพื่อนบ้านต่างประกาศยุทธศาสตร์เรื่องเวลเนสอย่างชัดเจน
• สิงคโปร์: ตั้งเป้าเป็น "Blue Zone" แห่งล่าสุดของโลก เน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนอายุยืนอย่างมีคุณภาพ,
• มาเลเซีย: รุกหนักด้วยโครงการ "KL Wellness City" เมืองแห่งสุขภาพที่ครบวงจร
• อินโดนีเซีย: ส่ง "บาหลี" เป็นหัวหอกชูจุดเด่นเรื่อง Wellness Tourism
• ญี่ปุ่น และจีน: ยังคงเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งด้วยฐานเงินทุน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพที่มหาศาล
“ปี 2026 เศรษฐกิจเวลเนสในภูมิภาคเอเชีย เกมเปิดแล้วแข่งกันเดือดแน่นอน หากประเทศไทยขยับช้า โอกาสเหล่านี้อาจหลุดมือไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเร่งพัฒนา เพราะการเติบโตขึ้นของเอเชีย ไม่ได้โตเฉพาะไทย แต่เพื่อนบ้านก็โตขึ้นเช่นกัน”นพ.ตนุพล กล่าว
ไทยแชมป์การเติบโตแต่ต้องเร่งสปีด
ภาพรวมระดับโลก ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า เศรษฐกิจเวลเนสโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตเป็น 7.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 ก่อนขยับเข้าใกล้ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2029 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี สูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP โลก ซึ่งอยู่ที่ 4.5 % ตามการคาดการณ์ล่าสุดของ IMF
ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 24 ของเศรษฐกิจเวลเนสโลกจาก 218 ประเทศ มีมูลค่าประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่จุดที่น่าสนใจ คือ ไทยมีการเติบโตในเศรษฐกิจเวลเนสสูงเป็นอันดับ 1 ของโลกระหว่างปี 2565-2566 โดยโตถึง 28.4 % ส่วนค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 7.6 %
นพ.ตนุพล กล่าวอีกว่า การต่อยอด Wellness Economy อย่างจริงจัง ถือเป็น Wellness Soft Power ของไทย แต่หัวใจสำคัญคือ การขยับจาก “Wellness เชิงภาพลักษณ์” ไปสู่ Wellness ที่สร้างผลลัพธ์ และทำงานเป็นระบบ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่นใน 4 แกนหลัก ได้แก่
- Wellness Tourism 2026: การท่องเที่ยวเพื่ออัปเกรดสุขภาพ เชื่อม preventive diagnostics โปรแกรม evidence-based และประสบการณ์ที่นำกลับไปใช้ได้จริง
- Wellness Real Estate & Healthy City: เมือง อาคาร และออฟฟิศที่เอื้อต่ออากาศดี นอนดี และการเคลื่อนไหว ลดภาระสุขภาพระยะยาว
- Mental Wellness & Sleep: การลงทุนกับสุขภาพใจ และการนอน ซึ่งเป็นฐานของแรงงาน และเศรษฐกิจยุคใหม่
- Healthspan & สังคมสุขภาพดี: หากไทยยกระดับ Healthspan จาก 67 ปี เป็น 75 ปี หรือใกล้เคียงอายุขัยเฉลี่ยได้ จะสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
เสนอ Wellness Thailand: The Land of Life
ทั้งนี้ “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism)” เป็นอันดับแรกของเศรษฐกิจเวลเนสไทยที่มีมูลค่ามากที่สุด โดยปัจจุบันไทยอยู่อันดับ 15 ของโลก โดยเคยขึ้นสูงสุดอันดับ 7 ก่อนโควิด และเป็นอันดับ 3 ในแง่อัตราการเติบโตช่วงปี 2566-2567 อยู่ที่ 36.4 % รองจากอินเดียโต 57.5 % และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โต 37.7 %
หัวใจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยโดดเด่นในสมรภูมิเวลเนสเอเชีย นพ.ตนุพล เสนอว่า ไม่ใช่เพียงแค่การมีโรงพยาบาลที่ทันสมัยหรือสปาที่สวยงามเท่านั้น แต่ต้องดำเนินการยุทธศาสตร์การผลักดันให้ประเทศไทยเป็น " Wellness Thailand: The Land of Life " หรือ “ดินแดนแห่งชีวิต” ที่ผู้คนทั่วโลกยอมบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อ "ซื้อสุขภาพ" และ "ต่ออายุขัย" ของตนเอง ซึ่งไทยจะต้องนำไปขายในตลาดโลก ให้เหมือนกับที่เคยประสบความสำเร็จในเรื่อง Amazing Thailand
“ขณะที่ประเทศอื่นในเอเชียกำลังแข่งขันกันเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยี ขายชิปคอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ประเทศไทยต้องวางตำแหน่งตัวเอง (Positioning) ในจุดที่ลึกซึ้งกว่านั้น ไม่ใช่การขายสินค้า แต่คือการ ขายชีวิตที่ดี โดยใช้ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมานานหลอมรวมเป็นผลิตภัณฑ์เดียวที่หาจากที่อื่นไม่ได้” นพ.ตนุพล กล่าว
อาหารไทยสุขภาพ ผู้บริโภคยอมจ่ายเพิ่ม
เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพที่สำคัญ 1.อาหารไทย จากท้องถิ่นสู่อัตลักษณ์ไทย ชูเรื่องการใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น ซึ่งมีข้อมูลยืนยันว่า “ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่ออาหารที่มีคุณภาพ” โดย 69.7 % จ่ายเพื่อคุณภาพอาหารที่มีการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย และดีต่อสุขภาพ
2.ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โดยการนวดไทยต้องยกระดับเป็นการนวดไทยทางการแพทย์ นำเครื่องมือประเมินต่างๆ เข้ามาร่วมในการให้บริการนวดเพื่อตรวจร่างกาย และแสดงผล เช่นเดียวกับสปาที่อาจจะต้องเพิ่มเติมเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปประกอบในการให้บริการด้วย และสมุนไพรไทย ปัจจุบันไทยมีการส่งออกวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์สมุนไพรเป็นอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มูลค่ากว่า 12,211 ล้านบาท เป็นอันดับ 4 ในเอเชีย และอันดับ 8 ของโลก
“สิ่งที่ไทยควรจะต้องทำเพื่อเพิ่มมูลค่าของสมุนไพรให้มากกว่าตัวเลขปัจจุบันคือ การคัดสรรวัตถุดิบ และสายพันธุ์ในการปลูก ที่สำคัญ ต้องมีข้อมูลยืนยันชัดเจนถึงคุณลักษณะสำคัญของสมุนไพรไทย เช่น สารสำคัญและสรรพคุณในสมุนไพรแต่ละชนิด และสนับสนุนเรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์”นพ.ตนุพล กล่าว
ยกตัวอย่าง “ชมิ้นชัน” หากขายเป็นวัตถุดิบเกษตรได้ 20-40 บาท/กิโลกรัม, ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป 50-150 บาท/กิโลกรัม,ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และยาสมุนไพร 3,000-8,000 บาท/กิโลกรัม แต่เมื่อขายเป็นเครื่องสำอางที่มีสารออกฤทธิ์จากขมิ้นชัน กลับขายได้ 80,000 บาท/กิโลกรัม
มาไทยเพื่อ “ชาร์จพลังใจ"
3. "Spiritual Health" ชาร์จพลังชีวิตด้วยต้นทุนทางวัฒนธรรม หนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญของ "The Land of Life" คือ การเป็นศูนย์กลางด้านจิตวิญญาณ (Spiritual Health) แหล่งข้อมูลระบุว่าไทยมีศักยภาพในการเป็นที่คนทั่วโลกมาเพื่อ "ชาร์จพลังใจ" ผ่านการทำสมาธิ (Meditation) ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศในยุโรปหรือเพื่อนบ้านบางประเทศไม่มี แต่ประเทศไทยสามารถตอบโจทย์นี้ได้ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว
แม้แต่คนรุ่นใหม่ที่ใส่ Smart Watch อย่างการ์มิน (Garmin) มีรายงานข้อมูลปี 2025 กิจกรรมการทำสมาธิเติบโตถึง 148 % เพราะต้องการเห็นค่าความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart rate variability : HRV) ที่เป็นการวัดระดับความเครียดมีค่าดีขึ้น
4. Thai Scientific Wellness ทั้งเรื่องการแพทย์เชิงป้องกัน ( Preventive Medicine) การตรวจวัดระดับเซลล์ การวัดความยาวเทโลเมียร์ หรือการตรวจพันธุกรรมเพื่อวางแผนสุขภาพส่วนบุคคล (Personalized Wellness) จะช่วยเปลี่ยนจากการ "รักษาโรค" เป็นการ "สร้างสุขภาพ" เพื่อขยายช่วงเวลาของการมีสุขภาพดี (Health Span) ให้ยาวนานเท่ากับอายุขัย (Life Span)
ต้องมี “แกนกลาง” นำทีมขับเคลื่อน
“การจะก้าวไปสู่การเป็น "Wellness Hub" ระดับโลกภายใต้ชื่อ The Land of Life ไม่ได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการทำงานร่วมกันของ "ทีมไทยแลนด์" ทั้งภาครัฐ และเอกชน ต้องร่วมมือกัน โดยมีแกนกลางมานำทีมขับเคลื่อนเวลเนสอย่างจริงจัง แข็งขันในเวทีโลก ซึ่งจะต้องแยกคณะกรรมการศูนย์กลางเวลเนสโลก หรือบอร์ดเวลเนสฮับออกจากบอร์ดเมดิคัลฮับให้ชัดเจน เพื่อให้บรรรลุเป้าหมายไทยติด 1 ใน 5 ของโลกด้านเศรษฐกิจเวลเนส” นพ.ตนุพล กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์







