วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2569

Login
Login

วัดใจยักษ์แพลตฟอร์มหนุน 'เอสเอ็มอี' 'เอ็ตด้า' ชูเครื่องมือเช็กต้นทุน-กำไร

วัดใจแพลตฟอร์มยักษ์ ‘ช้อปปี้-ลาซาด้า-แกร็บ’ โจทย์ใหญ่หนุนเอสเอ็มอีไทย เติบโตอย่างมีกำไร ‘ช้อปปี้’ ยันหนุนเอสเอ็มอีฝ่าวิกฤติ ปรับลดค่าธรรมเนียม ‘ลาซาด้า’ หนุนแบรนด์สินค้าไทย ด้าน ‘แกร็บ’ ชูเครื่องมือเอไอหนุนศักยภาพ ขณะที่ ‘เอ็ตด้า’ เปิดเครื่องมือ TTR ให้ร้านค้าเห็นต้นทุน กำไร ค่าคอมมิชชันรวมก่อนร่วมแคมเปญ ช่วยตัดสินใจบนข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น

KEY POINTS

  • แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Shopee, Grab และ Lazada ต่างมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ผ่านการลดค่าธรรมเนียม, การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ธุรกิจ และการส่งเสริมแบรนด์ไทย
  • แม้แพลตฟอร์มจะช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ SME ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากต้นทุน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่อาจทำให้กำไรลดลง เช่น ค่าธรรมเนียม, ค่าโฆษณา และค่าเข้าร่วมแคมเปญ
  • สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้เปิดตัวเครื่องมือ "Total Take Rate: TTR" เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการทราบต้นทุนรวมที่ต้องจ่ายให้แพลตฟอร์มอย่างโปร่งใส
  • TTR ทำหน้าที่รวบรวมค่าใช้จ่ายทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยให้ SME สามารถคำนวณต้นทุน และกำไรสุทธิที่แท้จริงได้ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมบริการเสริมต่างๆ

วันที่ผู้ประกอบการรายเล็กต้องแข่งขันกับสินค้าจำนวนมหาศาลบนโลกออนไลน์ การมีหน้าร้านเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป การเข้าถึงลูกค้า การสร้างการรับรู้ และการกระตุ้นให้เกิดคำสั่งซื้อ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อความอยู่รอดของธุรกิจ แพลตฟอร์มอย่าง Shopee, Lazada และ Grab จึงกลายเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างระบบอีคอมเมิร์ซหรือพัฒนาระบบจัดส่งขึ้นมาเองทั้งหมด

แต่เมื่อแพลตฟอร์มกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการทำธุรกิจ คำถามที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงว่าแพลตฟอร์มช่วยให้ร้านค้ามียอดขายเพิ่มขึ้นได้มากแค่ไหน หากต้องถามต่อว่า การเติบโตนั้นสร้างกำไรให้ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืนหรือไม่ และร้านค้ารายเล็กมีอำนาจตัดสินใจมากพอที่จะบริหารธุรกิจของตัวเองหรือเปล่า

เพราะสำหรับเอสเอ็มอี การเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขณะที่การรักษากำไร การควบคุมต้นทุน และการสร้างฐานลูกค้าประจำต่างหากที่เป็นตัวกำหนดว่าธุรกิจจะเติบโตต่อไปได้หรือไม่ หากยอดขายที่เพิ่มขึ้นต้องแลกกับส่วนลด ค่าโฆษณา ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการขายที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการก็อาจเผชิญสถานการณ์ที่ขายได้มากขึ้น แต่เหลือเงินสำหรับนำไปต่อยอดธุรกิจน้อยลง โจทย์จึงอยู่ที่ว่า แพลตฟอร์มมอง เอสเอ็มอี เป็นเพียงผู้ขายที่สร้างธุรกรรมให้ระบบ หรือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ต้องเติบโตไปด้วยกัน

'ช้อปปี้' ยันหนุนเอสเอ็มอี

แหล่งข่าวในวงการอีคอมเมิร์ซ ให้ข้อมูลว่า มุมของ ช้อปปี้ (shopee) พยายามใช้มาตรการสนับสนุนผู้ขายรายเล็กผ่านนโยบายส่วนลดค่าธรรมเนียมการขาย โดยนโยบายที่มีผลตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.2569 ระบุว่า ร้านค้าที่เข้าเกณฑ์ยอดขายรวมไม่เกิน 10,000 บาทในช่วง 30 วันก่อนตัดรอบ อาจได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมการขาย 0.5-1.5% ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มยังมีค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐาน 1 บาทต่อคำสั่งซื้อที่สำเร็จตามเงื่อนไขที่กำหนด มาตรการดังกล่าวสะท้อนความพยายามลดภาระให้ร้านค้าขนาดเล็ก

ขณะที่ ก่อนหน้านี้ ช้อปปี้ได้ทุ่มงบประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยรายย่อย หรือ MSME ที่มียอดขายไม่เกิน 150,000 บาท ต่อเดือน เป็นการขานรับนโยบาย “ไทยช่วยไทย” ของรัฐบาลที่มุ่งใช้ศักยภาพ ของอีคอมเมิร์ซในการสร้างโอกาส และรายได้ให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศ ผู้ขายที่เข้าร่วมโปรแกรม จะได้รับสิทธิการสนับสนุนต่อเนื่องนาน 6 เดือน 

สิทธิประโยชน์สำคัญของโปรแกรมนี้ เช่น ยกเว้นค่าธรรมเนียมการขายสำหรับ 10 คำสั่งซื้อแรกต่อเดือน หรือรวมสูงสุด 60 คำสั่งซื้อ ตลอดระยะเวลาโปรแกรม และสำหรับคำสั่งซื้อที่ 11 เป็นต้นไป จะได้รับสิทธิลดหย่อนค่าธรรมเนียมการขายใน อัตราพิเศษ 0.5-1.5% ซึ่งเป็นสิทธิสำหรับร้านค้าที่มียอดขายต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาทเท่านั้น และจะเป็นไปตามรายละเอียดของแต่ละหมวดหมู่สินค้า

นอกจากการสนับสนุนด้านค่าธรรมเนียมแล้ว ช้อปปี้ยังมี หลักสูตรออนไลน์ให้อบรมฟรี จาก Shopee University เพื่อเน้นพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลที่จัดขึ้นร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อแบ่งปันความรู้ด้านการขาย การบริหารร้านค้า และการใช้เครื่องมือการตลาดดิจิทัล พร้อมสนับสนุนโคดส่วนลด และโคดส่งฟรี เพื่อช่วยเพิ่มยอดขาย และขยายฐาน ลูกค้าให้กับผู้ประกอบการรายย่อย

ขณะที่ แหล่งข่าววิเคราะห์ว่า ประเด็นที่แพลตฟอร์มควรต้องตอบสังคม คือ ส่วนลดค่าธรรมเนียมช่วยลดต้นทุนรวมของร้านค้าได้มากเพียงใด เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายอื่นที่อาจเกิดขึ้นจากการขายสินค้า การซื้อโฆษณา และการเข้าร่วมแคมเปญ ตลอดจนร้านค้าที่มียอดขายเกินเกณฑ์ได้รับการสนับสนุนในรูปแบบใด

'แกร็บ' ชู AI ยกระดับผู้ประกอบการ

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการร้านค้า และคนขับอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่ปี 2568 แกร็บพัฒนาฟีเจอร์ “ผู้ช่วย AI อัจฉริยะ” (GrabMerchant AI Assistant) ช่วยร้านค้าวิเคราะห์ข้อมูล และวางแผนธุรกิจ มีร้านอาหารกว่า 275,000 ร้านทดลองใช้ฟีเจอร์ดังกล่าว และเกือบ 55% หรือกว่า 150,000 ร้าน ใช้งานอย่างน้อยเดือนละครั้ง

ข้อมูลของแกร็บยังระบุว่า กว่า 80% ของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ใช้ฟีเจอร์นี้ โดยร้านที่ใช้งานอย่างสม่ำเสมอสามารถสร้างยอดขายเติบโต 20% เมื่อเทียบกับร้านที่ไม่ได้ใช้งาน

ขณะเดียวกัน แกร็บพัฒนา “ผู้ช่วย AI” (Driver AI Assistant) ซึ่งเป็นแชตบอตบนแอปพลิเคชันคนขับร่วมกับ OpenAI เพื่อให้คำตอบ และคำแนะนำเกี่ยวกับการให้บริการ และเทคนิคเพิ่มรายได้ โดยมีคนขับกว่า 120,000 คนใช้งาน หลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนก.ย. ที่ผ่านมา

ผนึกโอเพ่นเอไอพัฒนาทักษะคน

ขณะเดียวกัน แกร็บร่วมมือกับ OpenAI เปิดตัวโครงการ “GO Forward with AI” ในระดับภูมิภาค เพื่อพัฒนาหลักสูตรการใช้ ChatGPT ที่ออกแบบสำหรับคนขับ และผู้ประกอบการร้านค้าโดยเฉพาะ เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าเพื่อวางแผนธุรกิจ ไปจนถึงพัฒนาแนวคิดใหม่เพื่อสร้างช่องทางรายได้

โครงการเริ่มนำร่องในสิงคโปร์ ก่อนขยายไปยังอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย โดยแกร็บ ระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทักษะ AI ให้แก่ผู้ประกอบการ และคนขับในระบบนิเวศของบริษัท

นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว แกร็บยังดำเนินโครงการ GrabAcademy เพื่อฝึกอบรม และจัดเวิร์กชอปด้านดิจิทัลให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น นำเทคโนโลยี และแพลตฟอร์มดิจิทัลไปพัฒนาธุรกิจ เพิ่มมูลค่าสินค้าวัฒนธรรมไทย และสินค้าชุมชน รวมถึงต่อยอดโอกาสสร้างรายได้

'ลาซาด้า' หนุนแบรนด์ไทยเพิ่มมูลค่าธุรกิจ

ขณะที่ ลาซาด้า เผยข้อมูลรายงาน E-commerce Influencer & Affiliate Marketing in Southeast Asia 2026 ระบุว่า ผู้บริโภค 7 ใน 10 คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ค้นพบสินค้าใหม่ผ่านมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ ขณะที่ผู้บริโภคไทยใช้หลายช่องทางในการค้นหา และพิจารณาสินค้า โดยให้ความสำคัญกับข้อมูล ราคา รีวิว และความน่าเชื่อถือมากขึ้น

แนวโน้มดังกล่าวทำให้ “แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ มีบทบาทต่อผู้ประกอบการ” มากกว่าการเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้า ทั้งการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย การใช้เครื่องมือทางการตลาด การสร้างประสบการณ์ซื้อสินค้า และการขยายตลาดจากในประเทศไปสู่ต่างประเทศ

ลาซาด้าให้ความสำคัญการสร้างการรับรู้ ความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ เช่น กลุ่มสินค้าแฟชั่นที่ต้องอาศัยดีไซน์เฉพาะตัว และความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ข้อมูลพบว่า แบรนด์แฟชั่นผู้หญิงที่ติดอันดับขายดีที่สุดล้วนเป็น “แบรนด์ไทย” โดยมีจุดร่วมคือการสร้างสรรค์ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในประเทศ

รายงานจาก CUBE INSIGHTS ระบุว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยมีแนวโน้มเติบโตจากมูลค่าราว 9.7 แสนล้านบาทในปี 2568 เป็น 1.8 ล้านล้านบาท ในปี 2573 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงกว่า 14% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการเพิ่มมูลค่าต่อคำสั่งซื้อ (Value per Order) มากกว่าการขยายปริมาณเพียงอย่างเดียว

นางสาววาริสฐา เกียรติภิญโญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย กล่าวว่า การสร้างความเชื่อมั่นเป็นกลยุทธ์หลักในการตอบสนองพฤติกรรมนักช้อปยุคใหม่ ลาซาด้าใช้มาตรการสร้างความมั่นใจผ่าน “4 การันตี” ได้แก่ การันตีสินค้าแบรนด์แท้ 100% การจัดส่งตรงเวลา การคืนสินค้าพร้อมเงินคืนไว และการันตีสต๊อกพร้อม ควบคู่กับโปรแกรมสมาชิกและการนำ AI มาใช้เพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้แม่นยำขึ้น

เปิดไส้ใน 'TTR' ต้นทุนแฝงบนอีคอมเมิร์ซ 

นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ได้ประกาศ “คู่มือการดูแลเพื่อให้ผู้ประกอบการทราบอัตราส่วนแบ่งรวมของบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทตลาดสินค้าก่อนการเข้าร่วมแคมเปญหรือบริการเสริม” หรือ Total Take Rate: TTR เพื่อเป็นแนวทางให้แพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลส เปิดเผยต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องรับภาระอย่างครบถ้วน และเข้าใจง่าย ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมแคมเปญ โปรแกรมส่งเสริมการขาย หรือบริการเสริมต่างๆ

หัวใจของ TTR คือ การเปลี่ยนจากการมองค่าธรรมเนียมแบบ “แยกรายการ” มาเป็นการมอง “ต้นทุนรวม” ของการขายสินค้า เพราะในโลก อีคอมเมิร์ซ ร้านค้าไม่ได้จ่ายเพียงค่าคอมมิชชันจากการขาย แต่ยังอาจมีค่าใช้จ่ายอีกหลายชั้นที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการขาย

นายชัยชนะ ระบุว่า การเติบโตของ อี-มาร์เก็ตเพลส ทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้าง และรวดเร็วขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ ต้นทุนการขายผ่านแพลตฟอร์มอาจประกอบด้วย ค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ค่าใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ค่าเข้าร่วมแคมเปญ คูปองหรือส่วนลดที่ร้านค้าต้องรับผิดชอบ ค่าโฆษณา ค่า Affiliate และค่าใช้จ่ายจากบริการเสริมอื่นๆ

ปัญหาคือ ค่าใช้จ่ายแต่ละรายการอาจมีชื่อ อัตรา และฐานการคำนวณแตกต่างกัน ทำให้ร้านค้าเห็นต้นทุนเป็นส่วนๆ แต่ไม่จำเป็นว่าจะเห็นภาพเดียวกันว่า เมื่อรวมทุกค่าใช้จ่ายแล้ว สินค้าหนึ่งรายการต้องเสียต้นทุนให้แพลตฟอร์มจริงเท่าไร และท้ายที่สุดร้านค้าจะเหลือเงินกลับมาเท่าไร นี่จึงเป็นช่องว่างที่ TTR เข้ามาเติม

โดยทำหน้าที่รวบรวมค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการต้องรับภาระจากการขายสินค้า แล้วแสดงออกมาเป็นทั้ง อัตราร้อยละ และจำนวนเงินจริง เมื่อเทียบกับ “ราคาสินค้าสุทธิ” หรือราคาสินค้าตั้งต้นหลังหักส่วนลดที่ผู้ประกอบการเป็นผู้รับผิดชอบ พูดง่ายๆ TTR ต้องการทำให้ร้านค้าตอบคำถามได้ว่า “ขายสินค้านี้แล้ว แพลตฟอร์มจะหักต้นทุนรวมจากเราเท่าไร และเงินจะเหลือกลับมาเท่าไร”

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์