การ์ทเนอร์คาดการณ์ ภายในปี 2573 เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่ากว่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลกอาจเสี่ยงเป็นสินทรัพย์ด้อยค่า หากรายได้ไม่เพียงพอชดเชยต้นทุนและผลตอบแทนที่ต้องการ ประเมินผู้ให้บริการ Neocloud มากกว่า 80% อาจต้องยุติธุรกิจอิสระ ปิดกิจการ ถอนตัว หรือควบรวมกิจการ ภายในปีเดียวกัน
KEY POINTS
- การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2573 งบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีมูลค่ารวมสูงกว่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะ "สินทรัพย์ด้อยค่า" เนื่องจากรายได้ที่คาดว่าจะได้รับไม่เพียงพอต่อเงินลงทุน
- พบช่องว่างระหว่างรายได้ที่ต้องการ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อให้คุ้มทุน กับรายได้ที่คาดว่าจะกลับมาสู่เจ้าของศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งมีเพียง 3.6 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน
- หากทิศทางการลงทุนยังคงดำเนินต่อไปในระดับปัจจุบัน ประเมินว่าสินทรัพย์มูลค่ากว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์อาจเสี่ยงต้องปรับลดมูลค่าภายในปี 2575
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังเผชิญโจทย์สำคัญด้านความคุ้มทุน เมื่อรายได้ที่คาดว่าจะไหลกลับสู่เจ้าของดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่เพียงพอรองรับเงินลงทุน ขณะที่ผู้ให้บริการคลาวด์เฉพาะทางเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและความสามารถในการแข่งขัน
การ์ทเนอร์ เผยว่าหากผู้ให้บริการ AI ต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าอัดฉีดงบลงทุน (CAPEX) ในระดับที่เป็นอยู่ทุกวันนี้คาดว่าภายในสิ้นปี 2573 งบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีมูลค่ารวมสูงกว่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะ "สินทรัพย์ด้อยค่า"
วิล ซอมเมอร์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ การ์ทเนอร์ กล่าวว่า ผู้ให้บริการ AI คาดว่าจะใช้เงินลงทุนเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน AI ภายในปี 2569 และอัดฉีดเงินทุนเพิ่มอีกถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2570-2573
อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยของการ์ทเนอร์พบว่า รายได้จาก AI ทั้งตลาดองค์กร และผู้บริโภคทั่วไปอาจไม่เพียงพอรองรับแผนการลงทุนด้าน AI ทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว
ซอมเมอร์ระบุว่า ภายในปี 2573 เจ้าของศูนย์ข้อมูล AI (AI Data Center) จำเป็นต้องสร้างรายได้สะสมให้ได้ถึง 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อครอบคลุมเงินลงทุนที่ประกาศไว้ ต้นทุนทางการเงิน และผลตอบแทนจากเงินลงทุน (ROIC) ที่ 12% ซึ่งการ์ทเนอร์ใช้เป็นเกณฑ์ผลตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องการ
แต่รายได้รวมจาก AI ที่คาดว่าจะกลับมาสู่เจ้าของศูนย์ข้อมูล AI ในช่วงเดียวกันมีเพียง 3.6 ล้านล้านดอลลาร์เท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ให้บริการ AI Native ส่วนใหญ่ยังใช้โมเดลธุรกิจที่ลงทุนในสินทรัพย์ไม่มาก (Asset-Light Business Model) ทำให้รายได้จาก AI ไม่ถึงครึ่งหนึ่งอาจตกถึงผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานโดยตรง
เสี่ยงปรับลดมูลค่าสินทรัพย์กว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์
ช่องว่างระหว่างเงินลงทุนกับรายได้ที่คาดว่าจะได้รับ ทำให้ผู้ประกอบการเสี่ยงไม่สามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินลงทุน (Return on Invested Capital: ROIC) ได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมมูลค่าอย่างรวดเร็ว
การ์ทเนอร์ประเมินว่า หากทิศทางการลงทุนยังดำเนินต่อไปในระดับปัจจุบัน สินทรัพย์มูลค่ากว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์อาจเสี่ยงต้องปรับลดมูลค่า (Write-Downs) ภายในปี 2575
ขณะที่ผลตอบแทน ROIC ในระดับ 12% ซึ่งเป็นเกณฑ์ความคุ้มทุนที่การ์ทเนอร์กำหนด อาจยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงช่วงสิ้นปี 2575 เป็นอย่างเร็วที่สุด
Neocloud เสี่ยงควบรวมกิจการ
กลุ่มผู้ให้บริการ Neocloud หรือผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์เฉพาะทางที่เน้นรองรับงาน AI มีแนวโน้มได้รับผลกระทบหนักจากความไม่สมดุลระหว่างรายได้กับเงินลงทุน เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ระดับ Hyperscalers ซึ่งมีแหล่งรายได้ขนาดใหญ่และหลากหลาย สามารถรองรับการลงทุน AI ต่อเนื่องได้อีกหลายปี
ในทางกลับกัน ผู้ให้บริการ Neocloud จำเป็นต้องเร่งสร้างกำไรจากบริการโครงสร้างพื้นฐานในรูปแบบ AI-optimized Infrastructure as a Service (IaaS) และแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในระยะยาว
การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า การใช้จ่ายทั่วโลกสำหรับ AI-optimized IaaS จะเพิ่มจาก 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2570 เป็น 1.74 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2573
อย่างไรก็ตาม ซอมเมอร์กล่าวว่า แม้การใช้จ่ายในตลาดดังกล่าวจะเติบโตขึ้น แต่ระดับการเติบโตยังไม่มากพอที่จะทำให้ผู้ให้บริการระบบประมวลผล AI ส่วนใหญ่คืนทุนจากการลงทุนได้ ก่อนที่เซมิคอนดักเตอร์ AI รุ่นปัจจุบันจะถูกแทนที่ด้วยรุ่นใหม่
ภายในปี 2573 ผู้ให้บริการ Neocloud มากกว่า 80% จะไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างอิสระอีกต่อไป จากแรงกดดันด้านต้นทุนและการขาดโมเดลธุรกิจที่สร้างความแตกต่าง โดยผู้ประกอบการบางส่วนอาจต้องปิดกิจการ ถอนตัวจากตลาด หรือเข้าสู่กระบวนการควบรวมกิจการ





