เมื่อการนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ได้วัดกันแค่ความล้ำของโมเดล แต่คือ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ‘Datadog’ เปิด 4 โจทย์สำคัญที่ธุรกิจไทยต้องก้าวผ่าน หากต้องการสเกลการใช้งาน AI จากการทดลองสู่การสร้างมูลค่าจริง โดยไม่เพิ่มต้นทุน และความเสี่ยงระบบพัง
KEY POINTS
- AI ล้ำแค่ไหน ระบบต้องพร้อม วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานก่อนขยายใช้งานจริง
- 4 โจทย์ธุรกิจยุค AI รับมือ Latency–Detection–Multi-Model–Adaptability
- 69% ขององค์กรใช้ AI อย่างน้อย 3 โมเดล ยิ่งหลายโมเดล ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนในการบริหาร
- เกือบ 60% ของ AI ล้มเหลวจากรับโหลดไม่ไหว โครงสร้างพื้นฐานต้องยืดหยุ่นรับ Spikes in Demand
การนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของโมเดลเพียงอย่างเดียว แต่ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารระบบ และการมองเห็นข้อมูลตลอดการทำงาน กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญเมื่อธุรกิจขยาย AI จากการทดลองไปสู่การใช้งานจริง
ชาญ อาริยะกุล ผู้อำนวยการระดับภูมิภาค ฝ่ายลูกค้า Enterprise บริษัท Datadog กล่าวว่า ในปี 2569 เศรษฐกิจประเทศไทยกำลังเติบโตสู่มูลค่ากว่า 5.6 ล้านล้านบาท ตามข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขณะที่การลงทุน และความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ Digital Transformation ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เท่านั้น แต่รวมถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการบริหารจัดการระบบที่มีความซับซ้อนให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อ AI และ Data เข้ามามีบทบาทในหลายอุตสาหกรรม องค์กรจึงต้องขับเคลื่อนให้เร็วขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าจะนำ AI มาใช้หรือไม่ แต่เป็นการนำ AI มาใช้โดยไม่เพิ่มต้นทุน ความซับซ้อน หรือความเสี่ยงในการดำเนินงานจนเกินความสามารถในการบริหารจัดการ
AI ล้ำแค่ไหนก็ต้องมีระบบรองรับ
AI ไม่สามารถชดเชยข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีพื้นฐานได้ แม้เป็นโมเดลที่มีความสามารถสูง แต่หากขาดรากฐานด้านการปฏิบัติการที่เหมาะสม ก็อาจไม่สามารถให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ และเสถียรเมื่อนำไปขยายการใช้งานจริง
องค์กรจึงต้องมี Visibility ที่ครอบคลุมทั้งระบบ แอปพลิเคชัน และ Data Flows เพื่อให้ติดตาม และบริหารประสิทธิภาพ ควบคุมต้นทุน รวมถึงตรวจจับ และรับมือปัญหาได้ก่อนส่งผลกระทบต่อลูกค้า
ข้อมูลจากรายงาน State of AI Engineering 2026 ของ Datadog ระบุ 4 ปัจจัยด้านการดำเนินงานที่องค์กรควรให้ความสำคัญเมื่อต้องการขยายการใช้งาน AI
1.) Latency คุมความล่าช้า ไม่ให้กระทบลูกค้า
ปริมาณข้อมูลที่ส่งไปยัง AI ในแต่ละคำขอ หรือ Request เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย Datadog พบว่า ปริมาณข้อมูลเฉลี่ยหรือ Token ที่ส่งต่อในแต่ละ Request ของกลุ่มผู้ใช้งานหลักเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า
เมื่อปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้น การจัดเส้นทางข้อมูล หรือ Routing และการประมวลผลจึงมีผลโดยตรงต่อความเร็วของแอปพลิเคชัน หากบริหารจัดการไม่ดี อาจทำให้ระบบทำงานช้าลง และกระทบต่อประสบการณ์ของลูกค้า
องค์กรจึงต้องสามารถระบุได้ว่า ความล่าช้าเกิดขึ้นในขั้นตอนใดของระบบ เพื่อปรับปรุงการส่งผ่าน และประมวลผลข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
2.) Detection ตรวจจับปัญหาก่อนกระทบลูกค้า
Datadog พบว่าเกือบ 1 ใน 20 ของ AI Requests เกิดความล้มเหลวในสภาพแวดล้อมการใช้งานจริง ขณะที่ระบบมีความซับซ้อน และกระจายตัวมากขึ้น ปัญหาเล็กๆ ในส่วนหนึ่งของระบบสามารถขยายผลไปยังแอปพลิเคชัน และ Workflow หลายส่วนได้
การมี Observability จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การตรวจสอบว่าระบบยังทำงานอยู่หรือไม่ แต่ต้องช่วยให้ทีมงานตรวจจับความผิดปกติ และระบุสาเหตุของปัญหาได้เร็วขึ้น ก่อนพัฒนาไปสู่เหตุขัดข้องที่กระทบลูกค้าโดยตรง
3.) Flexibility รองรับหลายโมเดลโดยไม่เพิ่มความซับซ้อน
การใช้งาน AI กำลังเปลี่ยนไปสู่สภาพแวดล้อมแบบ Multi-Model โดย Datadog พบว่า 69% ของบริษัทใช้งาน AI อย่างน้อย 3 โมเดลขึ้นไป และมักทำงานร่วมกับผู้ให้บริการอย่าง OpenAI, Gemini และ Anthropic
การใช้หลายโมเดลช่วยให้องค์กรเลือก AI ให้เหมาะกับลักษณะงานแต่ละประเภท แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เพิ่มความซับซ้อนในการบริหารจัดการ
ดังนั้น Architecture ขององค์กรต้องสามารถผสาน และบริหารโมเดลที่หลากหลาย โดยไม่เพิ่มความซับซ้อนในการดำเนินงานโดยไม่จำเป็น และไม่ทำให้ Visibility ของระบบโดยรวมลดลง
4.) Adaptability รับมือปริมาณใช้งานที่เปลี่ยนเร็ว
การเร่งนำ AI มาใช้งาน หากไม่มีการควบคุมด้านการดำเนินงานที่เพียงพอ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบ
ข้อมูลจาก Datadog ระบุว่า ความล้มเหลวของการใช้งาน AI เกือบ 60% มีสาเหตุมาจากข้อจำกัดของระบบในการรองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น หรือ Spikes in Demand
โครงสร้างพื้นฐานจึงต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึง Workflow ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบ จาก Visibility สู่การรับมือปัญหาเชิงรุก
เมื่อบริการดิจิทัลกลายเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินธุรกิจ เหตุขัดข้องที่เกิดขึ้นเป็นเวลานานสามารถกระทบต่อรายได้ ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความไว้วางใจของลูกค้า
โจทย์ขององค์กรจึงขยับจากการตรวจพบปัญหาไปสู่การป้องกัน และแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย Datadog ระบุถึงความสามารถใหม่ที่ใช้ AI เข้ามาสนับสนุนการดำเนินงาน ได้แก่
-
Bits AI ตรวจจับ และวิเคราะห์สาเหตุ รวมถึงช่วยแก้ไขปัญหาด้าน Infrastructure โดยติดตามการทำงานของซอฟต์แวร์ตั้งแต่ระดับ Source Code จนถึงการใช้งานจริง และเชื่อมต่อกับเครื่องมืออย่าง Slack ได้โดยตรง
-
AI Guard ตรวจจับ และป้องกันการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยัง AI Agents รวมถึงภัยคุกคามอย่าง Prompt Injection หรือความพยายามเข้าถึงข้อมูลสำคัญ โดยวิเคราะห์พฤติกรรมของระบบในแต่ละขั้นตอน
-
Bring Your Own Cloud ช่วยให้องค์กรประมวลผล และจัดทำ Index Data บน Cloud Object Storage ขององค์กรเอง ขณะที่ยังสามารถติดตามข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม Datadog ได้
-
Bits Agent Builder and Agent Console ช่วยให้ทีมสร้าง และบริหาร AI Agents ที่ปรับให้เหมาะกับความต้องการขององค์กร พร้อมติดตาม Performance การใช้งาน และต้นทุน
รากฐานระบบเป็นโจทย์คู่กับการขยาย AI
การขยาย AI ในองค์กรจึงเกี่ยวข้องทั้งกับเทคโนโลยี และความสามารถในการบริหารระบบ ตั้งแต่ Visibility ของโครงสร้างทั้งหมด ความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลง ความมั่นคงปลอดภัย ไปจนถึงการบริหารหลายโมเดล
Datadog ระบุว่าองค์กรที่ต้องการขยายการใช้งาน AI ควรให้ความสำคัญกับ 4 ปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ Visibility, Resilience, Security และ Flexibility เพื่อรองรับความซับซ้อนของระบบ และการขยายการใช้งาน AI
ท้ายที่สุด การนำ AI จากการทดลองไปสู่การสร้างมูลค่าทางธุรกิจต้องอาศัยความสามารถในการควบคุมระบบในระดับปฏิบัติการ หรือ Operational Control ควบคู่ไปกับการพัฒนา และประยุกต์ใช้ AI
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





