วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

VST ECS ลุยธุรกิจหุ่นยนต์ นำเข้าเทคโนโลยี AGIBOT บุกตลาดเอไอเชิงกายภาพไทย

VST ECS จับมือ AGIBOT จากจีน นำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์บุกตลาด Embodied AI ในไทย วางเป้าหมายเริ่มจากการใช้งานในภาคค้าปลีก บริการ และอีเวนต์ ก่อนขยายสู่ลูกค้าองค์กรและอุตสาหกรรมอื่น มุ่งสร้างระบบนิเวศหุ่นยนต์ในไทย ผ่านพันธมิตรด้านซอฟต์แวร์และ System Integrator เพื่อผลักดันให้เอไอเชิงกายภาพถูกใช้งานจริงในภาคธุรกิจ

KEY POINTS

  • VST ECS ร่วมมือกับ AGIBOT ผู้ผลิตหุ่นยนต์จากจีน นำเข้าและทำตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และเทคโนโลยีเอไอเชิงกายภาพไทย
  • กลยุทธ์หลักคือ การสร้างระบบนิเวศร่วมกับพันธมิตรไทย เช่น System Integrator และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจ 
  • ในช่วงแรกจะมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กร (B2B) โดยเน้นธุรกิจค้าปลีก บริการ อีเวนต์ และฐานลูกค้าไอทีเดิมเป็นหลัก
  • AGIBOT วางเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาและขยายธุรกิจในภูมิภาค 

วีเอสที อีซีเอส (VST ECS) ผู้จัดจำหน่ายสินค้าและโซลูชันไอทีในเครือวีเอสที อีซีเอส กรุ๊ป ประกาศความร่วมมือกับ AGIBOT บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากประเทศจีน เพื่อผลักดันการใช้งาน “Embodied AI” หรือเอไอที่ทำงานผ่านร่างกายของหุ่นยนต์เข้าสู่ตลาดไทย หวังต่อยอดจากฮาร์ดแวร์สู่โซลูชันเอไอครบวงจร โดยเริ่มเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กร ค้าปลีก บริการ และธุรกิจอีเวนต์เป็นตลาดนำร่อง

การบุกตลาดครั้งนี้ไม่ได้มุ่งแค่การขายหุ่นยนต์ แต่เน้นสร้างระบบนิเวศร่วมกับพันธมิตรไทย ทั้งผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ System Integrator และผู้ให้บริการเทคโนโลยี เพื่อผลักดันให้หุ่นยนต์กลายเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพในธุรกิจจริง 

บริษัทมองว่า หุ่นยนต์จะเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาคธุรกิจ มากกว่าเข้ามาแทนแรงงานมนุษย์ทั้งหมด ตลาดไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการยอมรับเทคโนโลยี จึงต้องเร่งสร้างกรณีการใช้งานจริงควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศของผู้พัฒนาและพันธมิตรในประเทศ 

VST ECS ลุยธุรกิจหุ่นยนต์ นำเข้าเทคโนโลยี AGIBOT บุกตลาดเอไอเชิงกายภาพไทย

เริ่มจากลูกค้าไอทีเดิม ก่อนขยายสู่ตลาดใหม่

สมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารวีเอสที อีซีเอส กล่าวว่า สำหรับการทำตลาดในประเทศไทย แบ่งแนวทางออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มลูกค้าองค์กร (B2B) และกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ต้องการเช่าหุ่นยนต์ไปใช้งานในกิจกรรมต่างๆ

ในกลุ่ม B2B บริษัทจะทำงานร่วมกับผู้ประกอบการไอทีที่มีทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ของตนเอง เช่น System Integrator (SI) หรือ Software House เพื่อให้พันธมิตรนำซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นไปเชื่อมต่อกับหุ่นยนต์ ก่อนนำเสนอเป็นโซลูชันแบบครบวงจรให้แก่ผู้ใช้ปลายทาง ทั้งในภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ

ส่วนอีกกลุ่มคือ องค์กรที่ต้องการเช่าหุ่นยนต์ไปใช้งานระยะสั้น เช่น งานอีเวนต์ งานนิทรรศการ หรือกิจกรรมส่งเสริมการตลาด โดยบริษัทจะนำหุ่นยนต์ไปจัดแสดงและสาธิตการทำงาน เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ทดลองใช้งานและเห็นศักยภาพของเทคโนโลยีจริง

สมศักดิ์กล่าวว่า ในช่วง 1-3 ปีแรก บริษัทจะให้ความสำคัญกับฐานลูกค้าไอทีเดิมเป็นหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมในการนำหุ่นยนต์ไปต่อยอดร่วมกับซอฟต์แวร์ของตนเอง และสามารถพัฒนาเป็นโซลูชันเฉพาะทางเพื่อนำเสนอแก่ผู้ใช้ปลายทางได้

บริษัทไม่ได้ตั้งเป้าจะเร่งยอดขายจำนวนมากตั้งแต่ช่วงแรก เพราะมองว่าตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการยอมรับเทคโนโลยี สิ่งสำคัญในระยะนี้จึงไม่ใช่การขายหุ่นยนต์ให้ได้มากที่สุด แต่เป็นการสร้างตัวอย่างการใช้งานจริง ให้ภาคธุรกิจเห็นว่าหุ่นยนต์สามารถสร้างคุณค่าและผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างไร

VST ECS ลุยธุรกิจหุ่นยนต์ นำเข้าเทคโนโลยี AGIBOT บุกตลาดเอไอเชิงกายภาพไทย

เปิดทางพันธมิตรไทยพัฒนาซอฟต์แวร์

ในช่วงถาม-ตอบกับสื่อมวลชน มีคำถามถึงแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับหุ่นยนต์ว่าจะเป็นหน้าที่ของ AGIBOT หรือจะเปิดให้ผู้ประกอบการไทยเข้ามามีส่วนร่วม

สมศักดิ์อธิบายว่า วีเอสที อีซีเอส มีบทบาทในฐานะผู้จัดจำหน่ายและพัฒนาตลาด จึงไม่ได้มีทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ที่จะสร้างระบบทั้งหมดขึ้นมาเอง แต่บริษัทมีเครือข่ายพันธมิตรจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่ม System Integrator (SI) และ Software House ที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโซลูชันสำหรับลูกค้าในแต่ละอุตสาหกรรมอยู่แล้ว

แนวทางของบริษัทจึงเป็นการทำงานร่วมกับพันธมิตรเหล่านี้ เพื่อนำความสามารถของหุ่นยนต์ไปผสานกับซอฟต์แวร์หรือระบบที่มีอยู่เดิม แล้วพัฒนาเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานของแต่ละองค์กร โดยบริษัทพร้อมทำงานร่วมกับผู้พัฒนาหลายราย และพร้อมชำระค่าไลเซนส์หรือค่าลิขสิทธิ์ให้แก่เจ้าของเทคโนโลยีตามความเหมาะสม

เขาระบุว่า การสร้างระบบนิเวศของผู้พัฒนาในประเทศจะช่วยให้เทคโนโลยีสามารถเติบโตได้เร็วกว่า หากทุกอย่างต้องพัฒนาโดยบริษัทเพียงฝ่ายเดียว

กฎระเบียบยังเป็นโจทย์สำคัญของตลาดไทย

แม้บริษัทจะเริ่มนำหุ่นยนต์เข้ามาทำตลาดแล้ว แต่การนำเทคโนโลยีลักษณะนี้มาใช้งานในประเทศไทยยังต้องผ่านกระบวนการด้านกฎหมายและมาตรฐานหลายด้าน

สมศักดิ์กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การขออนุญาตใช้งานอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ ซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของแบตเตอรี่และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ภายในหุ่นยนต์

เขามองว่า เทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย หน่วยงานกำกับดูแลจึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจเทคโนโลยี รวมถึงกำหนดมาตรฐานและแนวทางการกำกับดูแลให้เหมาะสม ก่อนที่จะสามารถนำเข้าและใช้งานได้อย่างแพร่หลาย

ราคาเริ่มต้นประมาณ 3 ล้านบาทต่อเครื่อง

เมื่อถูกถามถึงราคาจำหน่าย สมศักดิ์เปิดเผยว่า ปัจจุบันหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่บริษัทนำมาจำหน่ายมีราคาเริ่มต้นประมาณ 3 ล้านบาทต่อเครื่อง โดยเป็นรุ่นเริ่มต้น ไม่ใช่รุ่นเรือธงอย่าง A2 Ultra ที่นำมาใช้สาธิตภายในงานแถลงข่าว

ส่วนหุ่นยนต์สี่ขา ซึ่งมีลักษณะคล้ายสุนัข มีราคาเริ่มต้นประมาณ 900,000 บาท 

เขาอธิบายว่า ราคาดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะตัวฮาร์ดแวร์ แต่รวมซอฟต์แวร์ที่จำเป็นต่อการใช้งานไว้แล้ว เพื่อให้พันธมิตรสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นโซลูชันสำหรับลูกค้าแต่ละรายได้ทันที 

สมศักดิ์เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทได้รับคำสั่งซื้อหุ่นยนต์แล้ว 2-3 เครื่อง แม้จะยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อผู้ซื้อได้ก็ตาม

เขากล่าวว่า เนื่องจากธุรกิจนี้เพิ่งเริ่มต้นจึงยังไม่สามารถประเมินรายได้ในระยะยาวได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม บริษัทมองเห็นโอกาสของตลาดจึงได้จัดตั้งทีมงานเฉพาะขึ้นมารับผิดชอบธุรกิจด้านหุ่นยนต์โดยตรง เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขยายตลาดในอนาคต

นอกจากการจำหน่ายผ่านเครือข่ายคู่ค้าเดิมแล้ว บริษัทยังเปิดโอกาสให้ตัวแทนจำหน่ายและช่องทางออนไลน์เข้ามามีส่วนร่วมในการทำตลาดด้วย

มอง 5 อุตสาหกรรมเป็นตลาดแรก

บริษัทประเมินว่า ในช่วงเริ่มต้น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะมีโอกาสใช้งานจริงใน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจบริการ การดูแลสุขภาพ ค้าปลีก และงานด้านความปลอดภัย
สำหรับกลุ่มธุรกิจบันเทิง

ผู้จัดงานอีเวนต์และนิทรรศการจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่นำหุ่นยนต์ไปใช้งาน เพราะสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้เข้าชมงานได้ ทั้งในบทบาทของการต้อนรับ ให้ข้อมูล หรือร่วมทำกิจกรรมภายในงาน โดยองค์กรสามารถเลือกได้ทั้งการซื้อและการเช่าตามความเหมาะสม หากมีการจัดงานต่อเนื่องหลายครั้งต่อปี การเช่าอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า

นอกจาก 5 กลุ่มธุรกิจดังกล่าว บริษัทยังมองว่า ภาคการผลิตก็เป็นอีกตลาดที่มีศักยภาพในระยะยาว โดยเฉพาะงานที่ต้องทำซ้ำเป็นเวลานาน หรืองานที่กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งหุ่นยนต์สามารถเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระได้

VST ECS ลุยธุรกิจหุ่นยนต์ นำเข้าเทคโนโลยี AGIBOT บุกตลาดเอไอเชิงกายภาพไทย

AGIBOT มองไทยเป็นประตูสู่ภูมิภาค ไม่ใช่เพียงตลาดสำหรับขายหุ่นยนต์

มร.อาเบล เติ้ง (Mr. Abel Deng) ประธานบริหารประจำภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียแปซิฟิก บริษัท อะจิบอท อินโนเวชัน (เซี่ยงไฮ้) เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า บริษัทเริ่มขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ผ่านมา โดยครอบคลุมหลายภูมิภาค ทั้งเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง ยุโรป เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐ

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่บริษัทเลือกเข้ามาดำเนินธุรกิจ และถูกวางให้เป็นตลาดที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงเพราะมีความต้องการใช้เทคโนโลยี แต่ยังมีศักยภาพในการเป็นฐานสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในภูมิภาค

มร.อาเบลอธิบายว่า การตัดสินใจเลือกประเทศไทยเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งนโยบายภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมที่สามารถนำหุ่นยนต์ไปใช้งานได้จริง

เขากล่าวว่า ประเทศไทยมีนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ที่ผลักดันอุตสาหกรรมดิจิทัล เอไอ และหุ่นยนต์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย 5G ระบบใยแก้วนำแสง อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) และการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยี Physical AI หรือเอไอที่ทำงานร่วมกับอุปกรณ์และหุ่นยนต์ในโลกจริง

นอกจากนี้ ไทยยังมีระบบนิเวศทางธุรกิจที่เปิดกว้างต่อการลงทุนจากต่างประเทศ มีบุคลากรด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีอุตสาหกรรมบริการ ค้าปลีก โรงแรม การท่องเที่ยว รวมถึงฐานการผลิตขนาดใหญ่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่บริษัทมองว่าสามารถนำหุ่นยนต์ไปทดลองและใช้งานเชิงพาณิชย์ได้
ตั้งเป้าให้ไทยเป็นสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค

มร.อาเบลเปิดเผยว่า AGIBOT มีทีมงานประจำอยู่ในประเทศไทยแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของบริษัทไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตั้งสำนักงานขายในไทย แต่ต้องการยกระดับประเทศไทยให้เป็นสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในประเทศอื่นๆ ด้วย

เขาระบุว่า สำนักงานแห่งนี้จะมีทั้งทีมขาย ทีมการตลาด ทีมพัฒนาโซลูชัน ทีมบริการหลังการขาย และบุคลากรด้านเทคนิค เพื่อสนับสนุนลูกค้าและพันธมิตรในหลายประเทศของภูมิภาค ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย

สิ่งที่บริษัทต้องการไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ แต่คือพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาเทคโนโลยี

มร.อาเบลกล่าวว่า หากต้องการผลักดันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ให้เติบโต การขายหุ่นยนต์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญกว่าคือการสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการหลายภาคส่วนเข้ามามีบทบาทร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ AGIBOT จึงจัดงานภายใต้แนวคิด Partner Recruitment Kickoff เพื่อเปิดรับพันธมิตรในประเทศไทยเพิ่มเติม

พันธมิตรที่บริษัทกำลังมองหาไม่ได้มีเพียงผู้แทนจำหน่ายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริษัทที่พัฒนาโซลูชันเฉพาะด้าน ผู้ให้บริการหลังการขาย ผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตั้งระบบ รวมถึงนักพัฒนาที่สามารถนำหุ่นยนต์ไปต่อยอดให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละอุตสาหกรรม

“แม้ AGIBOT จะมีแพลตฟอร์มพื้นฐานของหุ่นยนต์อยู่แล้ว แต่ความต้องการของลูกค้าแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกันอย่างมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยพันธมิตรในแต่ละประเทศช่วยพัฒนาโซลูชันให้เหมาะกับบริบทของการใช้งานจริง” มร.อาเบลกล่าว

พร้อมกันนี้ บริษัทมีแผนถ่ายทอดองค์ความรู้และจัดอบรมบุคลากรในประเทศไทย เพื่อสร้างทีมวิศวกรและนักพัฒนาที่สามารถดูแลและต่อยอดเทคโนโลยีได้ในระยะยาว

การซ่อมบำรุงจะทำในไทย ไม่ต้องส่งหุ่นยนต์กลับจีน

อีกหนึ่งคำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ หากหุ่นยนต์เกิดปัญหา ผู้ใช้งานในประเทศไทยจะต้องส่งกลับไปซ่อมที่ประเทศจีนหรือไม่

มร.อาเบลชี้แจงว่า แนวทางของบริษัทคือการสร้างศูนย์บริการภายในประเทศไทย โดย AGIBOT จะส่งวิศวกรเข้ามาถ่ายทอดความรู้และฝึกอบรมทีมงานของวีเอสที อีซีเอสให้สามารถดูแล ซ่อมบำรุง และแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้เอง

ในกรณีที่เป็นโครงการขนาดใหญ่หรือมีปัญหาที่ซับซ้อน วิศวกรของ AGIBOT จะเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม แต่การให้บริการลูกค้าในชีวิตประจำวันจะเป็นหน้าที่ของวีเอสที อีซีเอส และเครือข่ายพันธมิตรในประเทศไทยเป็นหลัก

‘Data Flywheel’ หัวใจของการพัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะ

เมื่อถูกถามถึงความท้าทายของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ มร.อาเบลระบุว่า ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การผลิตตัวหุ่นยนต์เพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้หุ่นยนต์มีข้อมูลมากพอที่จะเรียนรู้และทำงานได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เขาอธิบายแนวคิดที่เรียกว่า Data Flywheel หรือวงจรข้อมูล ว่าเป็นกระบวนการที่หุ่นยนต์จะเรียนรู้จากข้อมูลที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งานจริง ยิ่งหุ่นยนต์ถูกนำไปใช้งานในสถานการณ์ที่หลากหลายมากเท่าใด ก็จะยิ่งเก็บข้อมูลได้มากขึ้น ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำกลับไปใช้พัฒนาโมเดลเอไอ ซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ ก่อนส่งกลับมาเป็นหุ่นยนต์รุ่นที่มีความสามารถสูงกว่าเดิม

กล่าวคือ ข้อมูลจากการใช้งานจริงจะกลายเป็นวงจรที่ช่วยให้เทคโนโลยีพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ยิ่งมีผู้ใช้งานมาก ระบบก็จะยิ่งเรียนรู้ได้มาก และทำงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
มร.อาเบลย้ำว่า วงจรลักษณะนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีความร่วมมือจากผู้พัฒนา พันธมิตร และผู้ใช้งานในแต่ละอุตสาหกรรม

การเก็บข้อมูลจากโลกจริง อีกปัจจัยสำคัญของการพัฒนาหุ่นยนต์

นอกจากการพัฒนาตัวหุ่นยนต์และโมเดลเอไอแล้ว มร.อาเบลยังกล่าวว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของอุตสาหกรรมนี้คือ “ข้อมูล” โดยเฉพาะข้อมูลที่ได้จากการใช้งานในโลกจริง
เมื่อถูกถามว่า AGIBOT ต้องการพันธมิตรที่มีศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศไทยหรือไม่

เขาตอบว่า บริษัทต้องการความร่วมมือหลายรูปแบบ ทั้งผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลและพันธมิตรที่สามารถช่วยเก็บข้อมูลจากการทำงานของหุ่นยนต์ในสภาพแวดล้อมจริง หุ่นยนต์ไม่ได้เรียนรู้จากข้อมูลที่สร้างขึ้นในห้องทดลองเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องเรียนรู้จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การหยิบจับสิ่งของ การพูดคุยกับผู้คน หรือการทำงานในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน

ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ระบบเอไอเข้าใจโลกได้ละเอียดมากขึ้น และสามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่หลากหลายกว่าการฝึกด้วยข้อมูลจำลองเพียงอย่างเดียว

มร.อาเบลระบุว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลจากมุมมองของหุ่นยนต์ หรือ Egocentric Data ซึ่งหมายถึง ข้อมูลที่หุ่นยนต์รับรู้ผ่านกล้อง เซนเซอร์ และอุปกรณ์ระหว่างการปฏิบัติงาน เพราะเป็นข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นว่าหุ่นยนต์มองเห็น และรับรู้สิ่งแวดล้อมอย่างไร ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ปรับปรุงโมเดลเอไอให้สามารถตัดสินใจและทำงานได้แม่นยำยิ่งขึ้น

เขากล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีความพร้อมด้านศูนย์ข้อมูลในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ยังต้องอาศัยพันธมิตรที่พร้อมลงทุนด้านการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล เพื่อรองรับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีการใช้งานหุ่นยนต์ในวงกว้าง

เริ่มจากอุตสาหกรรมที่มีโอกาสใช้งานจริงก่อน

สำหรับอุตสาหกรรมที่ AGIBOT ต้องการเข้าไปเก็บข้อมูลและพัฒนาโซลูชันเป็นลำดับแรก มร.เติ้งกล่าวว่า บริษัทไม่ได้กำหนดตายตัวว่าต้องเริ่มจากอุตสาหกรรมใด เพราะขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของพันธมิตรในแต่ละประเทศ

AGIBOT มีข้อมูลพื้นฐานสำหรับฝึกโมเดลเอไอ แต่ข้อมูลเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ประกอบการที่ทำงานอยู่ในภาคธุรกิจนั้นโดยตรง

เขายกตัวอย่างว่า ภาคการดูแลสุขภาพและผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีศักยภาพ เนื่องจากหลายประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและต้องการเทคโนโลยีมาช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์

อีกกลุ่มหนึ่งคือ ธุรกิจค้าปลีกและบริการ ซึ่งหุ่นยนต์สามารถทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้า ให้ข้อมูล แนะนำสินค้า หรือช่วยประชาสัมพันธ์ภายในร้านค้าได้ ขณะที่ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวก็เป็นอีกภาคส่วนที่บริษัทมองว่ามีศักยภาพในการนำหุ่นยนต์ไปใช้งาน

นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับภาคโลจิสติกส์และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งหุ่นยนต์สามารถเรียนรู้การเคลื่อนย้ายวัสดุ การจัดเก็บสินค้า และการทำงานร่วมกับแรงงานคนในสายการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในอนาคต

VST ECS ลุยธุรกิจหุ่นยนต์ นำเข้าเทคโนโลยี AGIBOT บุกตลาดเอไอเชิงกายภาพไทย

ไทยควรเป็นมากกว่าตลาดผู้ซื้อ

เมื่อถูกถามว่า ไทยจะมีบทบาทอย่างไรในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ นอกเหนือจากการเป็นเพียงตลาดสำหรับจำหน่ายสินค้า มร.อาเบลตอบว่า เป้าหมายของ AGIBOT คือการสร้างระบบนิเวศของหุ่นยนต์อเนกประสงค์ในประเทศไทย เพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศควบคู่ไปกับการขยายตลาด

เขาระบุว่า บริษัทต้องการเห็นพันธมิตรไทยเข้ามามีบทบาทในหลายด้าน ตั้งแต่นักพัฒนาโซลูชันเฉพาะอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบอัตโนมัติ ผู้ให้บริการด้านการขาย การเช่า การลีสซิง และบริการหลังการขาย

นอกจากนี้ ยังต้องการเปิดโอกาสให้นักพัฒนา นักศึกษา ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงผู้มีความสามารถด้านเทคโนโลยี เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโซลูชันใหม่ ๆ บนแพลตฟอร์มของบริษัท

เมื่อถูกถามต่อถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะก้าวไปสู่การวิจัยและพัฒนา หรือการผลิตเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในอนาคต มร.อาเบลกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมีความเป็นไปได้ แต่จะต้องเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผ่านการพัฒนาบุคลากร งานวิจัย ห่วงโซ่อุปทาน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องให้เติบโตควบคู่กัน

จีนมีข้อได้เปรียบด้านการผลิต ส่วนไทยมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน

เมื่อเปรียบเทียบการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ระหว่างจีนกับไทย มร.อาเบลกล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีจุดแข็งแตกต่างกัน

จีนมีข้อได้เปรียบด้านห่วงโซ่อุปทาน การผลิต และกำลังการผลิตขนาดใหญ่ ทำให้บริษัทจีนหลายแห่ง รวมถึง AGIBOT สามารถผลิตหุ่นยนต์ในระดับอุตสาหกรรมและส่งมอบสินค้าในปริมาณมากได้

ขณะที่ประเทศไทยมีจุดแข็งในด้านนโยบายภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เครือข่าย 5G การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และฐานอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการพัฒนาและทดลองใช้งานเทคโนโลยีใหม่

อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ไทยยังจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศและยกระดับความสามารถของอุตสาหกรรมให้เติบโตได้เร็วขึ้น

มองหุ่นยนต์เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่ผู้มาแทนแรงงานทั้งหมด

ช่วงท้ายของการแถลงข่าว สมศักดิ์กล่าวถึงข้อกังวลที่มักเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีการพูดถึงหุ่นยนต์และเอไอ นั่นคือผลกระทบต่อการจ้างงาน

เขาระบุว่า บริษัทเข้าใจความกังวลดังกล่าว แต่มีมุมมองว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ทั้งหมด

ในระยะแรก หุ่นยนต์จะเหมาะกับงานที่ต้องทำซ้ำๆ ใช้เวลานาน หรืองานที่ต้องใช้แรงกายต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้บุคลากรสามารถหันไปทำงานที่ต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การวางแผน และการตัดสินใจได้มากขึ้น

พร้อมกันนั้น การเติบโตของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ยังอาจนำไปสู่การเกิดตำแหน่งงานใหม่ ทั้งด้านการพัฒนาเอไอ การออกแบบซอฟต์แวร์ การบูรณาการระบบ การซ่อมบำรุง และการสนับสนุนด้านเทคนิค ซึ่งเป็นทักษะที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเทคโนโลยี

“เป้าหมายของ VST ECS คือการทำให้ภาคธุรกิจไทยมองเห็นว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีสำหรับจัดแสดงหรือสาธิตนวัตกรรม แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า และต่อยอดเป็นโซลูชันทางธุรกิจได้จริง ผ่านความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และพันธมิตรในประเทศ ซึ่งบริษัทมองว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการผลักดันตลาด Embodied AI ของไทยในระยะต่อไป” สมศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย