วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน 2569

Login
Login

สตาร์ตอัปคนไทยคว้าเงินทุนกว่า 200 ล้านบาท จาก Silicon Valley ปั้นอนาคต หุ่นยนต์ในโรงงาน

Vision Lab สตาร์ตอัปที่มีผู้ก่อตั้งเป็นคนไทยในซานฟรานซิสโก ประกาศระดมทุนรอบล่าสุดราว 200 ล้านบาท จากนักลงทุนชั้นนำใน Silicon Valley พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายโรงงานพันธมิตรทั่วโลก เพื่อสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล" ที่จะใช้ฝึกหุ่นยนต์อุตสาหกรรมรุ่นใหม่

แม้เทคโนโลยี AI และ หุ่นยนต์ จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่โจทย์สำคัญยังคงเดิม ซึ่งจะทำอย่างไรให้หุ่นยนต์สามารถทำงานจริงในโรงงานได้เหมือนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการประกอบชิ้นส่วน ตรวจสอบคุณภาพ หรือควบคุมเครื่องจักร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัย "ข้อมูลจากการทำงานจริง" จำนวนมหาศาล ต่างจากโมเดลภาษาอย่าง ChatGPT หรือ Gemini ที่เรียนรู้จากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต โลกของหุ่นยนต์กลับยังขาดแคลนข้อมูลที่สะท้อนสภาพการทำงานจริงในโรงงานอย่างมาก

จุดกำเนิดของ Vision Lab

ธนชาติ คุจารีวณิช (เจมส์) ผู้ก่อตั้ง และ CEO ของ Vision Lab อดีตที่ปรึกษาจาก McKinsey มองเห็นช่องว่างนี้อย่างชัดเจน กล่าวว่า ทุกวันนี้เริ่มเห็นหุ่นยนต์เข้ามาช่วยงานในโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ และในอนาคตบทบาทของหุ่นยนต์จะยิ่งเพิ่มขึ้นอีกมาก แต่ข้อมูลจากการทำงานจริงที่จำเป็นต่อการฝึกและพัฒนาหุ่นยนต์ AI ยังมีอยู่ค่อนข้างจำกัด

ระหว่างการศึกษาต่อ MBA ที่มหาวิทยาลัย MIT เจมส์กับผู้ร่วมก่อตั้งซึ่งเป็นนักวิจัยระดับปริญญาเอก ได้ก่อตั้ง Vision Lab เพื่อแก้ปัญหาคอขวดสำคัญของการพัฒนาสมองหุ่นยนต์ AI นั่นคือการเข้าถึงข้อมูลคุณภาพสูงจากสภาพแวดล้อมการทำงานจริงในโรงงาน

Vision Lab ได้ร่วมมือกับโรงงานในการเก็บข้อมูลจากการทำงานจริงของพนักงานในภาคการผลิต ผ่านการบันทึกภาพเคลื่อนไหวบนสายการผลิตและกระบวนการทำงานต่างๆ เพื่อนำไปสนับสนุนการพัฒนาสมองหุ่นยนต์ AI โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีลูกค้าระดับโลก รวมถึงบริษัทในกลุ่ม Magnificent Seven (หุ้น 7 นางฟ้า) ถึง 3 ราย และวันนี้ บริษัทฯ มีเครือข่ายโรงงานพันธมิตรมากกว่า 2,000 แห่งในเอเชียและแอฟริกา โดยมีฐานหลักในจีนและอินเดีย และกำลังขยายเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โรงงานได้อะไรจากการเข้าร่วม

ปัจจุบันบริษัทฯ ได้สร้างรายได้ให้แก่โรงงานพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการจากค่าลิขสิทธิ์ข้อมูลรวมแล้วกว่า 35 ล้านบาท ทั้งนี้การเข้าร่วมโครงการไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานตามปกติของโรงงาน เพื่อให้โรงงานสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการสร้างฐานข้อมูลสำหรับพัฒนา หุ่นยนต์ AI เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้โรงงานในพันธมิตรได้เข้าถึงและนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ AI มาใช้งานจริงในกระบวนการผลิตเป็น กลุ่มแรกๆ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในอนาคตอันใกล้

"เราไม่ได้เเค่สร้างฐานข้อมูลสำหรับหุ่นยนต์ AI แต่กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยให้หุ่นยนต์ทำงานได้จริงในโรงงาน และทำให้โรงงานอุตสาหกรรมเข้าถึงระบบอัตโนมัติได้มากขึ้นทั่วโลก" เจมส์ กล่าว