ทำความรู้จัก “Mastodon” โซเชียลมีเดียที่กำลังมาแรง เนื่องจากผู้ใช้งานทวิตเตอร์ หรือที่เรียกว่า “ทวิตเตี้ยน” หันไปสมัครใช้งานกันมากขึ้น หลังจากความวุ่นวายและการปรับนโยบายของทวิตเตอร์ โดยสามารถใช้ได้ฟรีและไม่มีโฆษณา แต่อาจใช้ยากไปบ้าง
ท่ามกลางความวุ่นวายที่ไม่จบไม่สิ้นของ “ทวิตเตอร์” (Twitter) โซเชียลมีเดียตัวท็อปที่ถูก “อีลอน มัสก์” นักธุรกิจเทคชื่อดังและมหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก เทคโอเวอร์ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ผู้ใช้งานทวิตเตอร์ หรือ “ทวิตเตี้ยน” บางส่วนตัดสินใจย้ายไปยัง “Mastodon” โซเชียลมีเดียที่กำลังมาแรง
Mastodon อาจจะไม่ได้เป็นชื่อที่คุ้นหูคนทั่วไปเท่าไร แม้ว่าแพลตฟอร์มนี้จะเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2559 แล้วก็ตาม แต่ตอนนี้เริ่มเป็นที่พูดถึงและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเหล่าทวิตเตี้ยนเบื่อหน่ายปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังรุมเร้าทวิตเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการเลิกจ้างพนักงาน การเปลี่ยนแปลงรูปแบบบริการจนเกิดประเด็นถกเถียง ตลอดจนการเปลี่ยนแนวทางกลั่นกรองเนื้อหาและทวีตที่แสดงความเกลียดชัง จนต้องหาแพลตฟอร์มอื่นไว้ใช้สำรอง
- แพลตฟอร์มที่น่าจับตามอง
แม้ว่าตอนนี้ Mastodon จะไม่ได้มีความคล่องตัว เน้นการสนทนาและอัปเดตข้อมูลข่าวสารรวดเร็วเท่ากับทวิตเตอร์ แต่ Mastodon ถือว่ามีลักษณะที่คล้ายกับทวิตเตอร์อยู่ โดยมีไทม์ไลน์ของการอัปเดตสั้น ๆ ที่จัดเรียงตามลำดับเวลา มากกว่าที่จะใช้การประมวลผลของอัลกอริทึม อีกทั้งอนุญาตให้ผู้ใช้เข้าร่วมเซิร์ฟเวอร์ต่าง ๆ ที่ดำเนินการโดยบุคคลหรือกลุ่มคนต่าง ๆ แทนที่จะถูกควบคุมโดยส่วนกลางเหมือนกับโซเชียลมีเดียใหญ่รายอื่น ๆ เช่น ทวิตเตอร์, อินสตาแกรม หรือ เฟซบุ๊ก
นอกจากนี้ Mastodon ยังมีฟีเจอร์และหน้าตาของอินเทอร์เฟซของแอปพลิเคชันที่คล้ายกับทวิตเตอร์ โดยเฉพาะในระบบ iOS ทำให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก คุณสามารถติดตามผู้อื่นได้ โพสต์ข้อความที่มีความยาว 500 ตัวอักษร อัปโหลดภาพหรือคลิปวิดีโอ ตลอดจนกดถูกใจและรีโพสต์ (คล้ายปุ่มแชร์ในเฟซบุ๊กหรือรีทวีตในทวิตเตอร์) โพสต์ของผู้อื่นได้ด้วย
Mastodon ได้รับการพัฒนาโดยองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ดำเนินการโดย ยูเจน รอชโก นักพัฒนาซอฟต์แวร์วัย 29 ปี โดยได้รับการสนับสนุนผ่านการระดมทุน ทำให้สามารถใช้งานฟรีและไม่มีโฆษณามากวนใจ
เดิมที รอชโกสร้าง Mastodon มาเพื่อเป็นงานอดิเรกมากกว่าจะเปิดให้คนทั่วไปใช้ สำหรับชื่อ Mastodon นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อวงดนตรีเฮฟวีเมทัลที่ตัวเองชื่นชอบ โดยเขาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า ตั้งแต่ที่มัสก์เข้าซื้อทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 27 ต.ค. Mastodon มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นราว 230,000 ราย และเพิ่มขึ้นเรื่อยมาจนขณะนี้มีผู้ใช้งานกว่า 655,000 รายต่อเดือน
“เห็นได้ชัดว่า Mastodon ไม่ได้มีผู้ใช้งานเท่าทวิตเตอร์ แต่นี่ก็เป็นการเติบโตมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา” รอชโกระบุ โดยเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ทวิตเตอร์ประกาศว่ามีผู้ใช้งานที่สร้างรายได้จากแพลตฟอร์มเกือบ 238 ล้านบัญชีต่อวัน
“ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากผลงานของผมได้รับคำชื่นชมและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผมทำงานหนักเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีวิธีการทำโซเชียลมีเดียที่ดีกว่า บริษัทเชิงพาณิชย์อย่าง ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก ทำอยู่” รอชโกให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Time
- การใช้งานรูปแบบใหม่
เนื่องด้วย Mastodon ประกอบด้วยหลากหลายเซิร์ฟเวอร์ ทำให้แต่ละเซิร์ฟเวอร์มีกฎการดูแลของตนเอง แต่บางแห่งก็ไม่มี ขณะที่บางแห่งเลือกที่จะไม่ลิงก์ไปยังเซิร์ฟเวอร์อื่น ๆ ส่งผลให้การดูแลและควบคุมเนื้อหานั้นแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ดูแลเซิร์ฟเวอร์ โดยแพลตฟอร์มไม่สามารถทำอะไรได้ แม้กระทั่งปฏิบัติตามมาตรฐานการควบคุมเนื้อหาขั้นพื้นฐาน ทำให้มีเนื้อหาแสดงความเกลียดชังจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม จุดนี้ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่หากแพลตฟอร์มนี้เติบโตต่อไป โดยไม่ได้รับการแก้ไข
มีรายงานเกี่ยวกับบุคคลที่ตกเป็นเป้าของเนื้อหาแสดงความเกลียดชังจาก Mastodon จากการสำรวจของสำนักข่าว BBC และ CNN พบว่ามีเนื้อหาการแสดงความเกลียดชังกลุ่ม LGBTQ+ แม้ว่าผู้ใช้งานจากเซิร์ฟเวอร์อื่นสามารถรวมตัวกันเพื่อบล็อกหรือลบข้อความเหล่านั้นได้ก็ตาม
ทั้งนี้ รอชโกเปิดเผยกับนิตยสาร Time ว่า “Mastodon จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นในการจัดการกับเนื้อหาที่ไม่ต้องการ ทั้งที่ฝั่งผู้ใช้และฝั่งโอเปอเรเตอร์ไว้เรียบร้อยแล้ว” ซึ่งเป็นมาตรการกระจายอำนาจให้แก่ผู้ใช้งาน ไม่ใช่เพียงแต่การตัดสินใจจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับทางผู้ใช้งานและผู้ควบคุมเซิร์ฟเวอร์แล้วว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร
อีกทั้งบัญชีผู้ใช้งาน Mastodon นั้นใช้เซิร์ฟเวอร์จำนวนมากในการควบคุม ทำให้ผู้ใช้กระจายไปตามผู้คนและกลุ่มต่าง ๆ ไปทั่วทุกที่ และผู้ใช้จะต้องเข้าร่วมเซิร์ฟเวอร์เฉพาะเพื่อลงชื่อสมัครใช้ บางเซิร์ฟเวอร์เปิดให้ทุกคน หรือบางเซิร์ฟเวอร์ต้องได้รับคำเชิญ โดยเซิร์ฟเวอร์มีมากมายให้เลือกตามประเทศ เมือง หรือความสนใจ เช่น สหราชอาณาจักร โซเชียล เทคโนโลยี เกม และอื่น ๆ
ขณะที่ การค้นหาบุคคลอื่น ผู้ใช้งานจำเป็นจะต้องรู้ว่าเขาเหล่านั้นสมัครผ่านเซิร์ฟเวอร์อะไร ถ้าหากอยู่บนเซิร์ฟเวอร์เดียวกัน ผู้ใช้สามารถค้นหาได้ทันที แต่ถ้าสมัครกันคนละเซิร์ฟเวอร์ผู้ใช้จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าเขาสมัครด้วยเซิร์ฟเวอร์อะไร รวมถึงยังไม่มีการแนะนำผู้ติดตามที่คุณอาจสนใจ เหมือนกับทวิตเตอร์อีกด้วย นี่จึงทำให้ผู้ใช้หาคนที่รู้จักได้ยากขึ้น และเป็นอีกหนึ่งความยุ่งยากที่ไม่เคยเจอมาก่อนในแพลตฟอร์มอื่น
นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Mastodon เท่านั้น และแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพในการไปต่อได้ ขณะเดียวกันก็มีอีกหนึ่งโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มที่น่าจับตามอง คือ “BlueSky” ของ “แจ็ค ดอร์ซี” ผู้ก่อตั้งทวิตเตอร์ที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา
ไม่ว่าทั้ง 2 แพลตฟอร์มนี้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่โซเชียลมีเดียเจ้าตลาดอย่างเฟซบุ๊ก หรือ ทวิตเตอร์ ได้หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือผู้ใช้ย่อมได้รับประโยชน์จากการแข่งขันการพัฒนาแพลตฟอร์มอย่างแน่นอน





