“ไทยคม” ดำเนินกิจภายใต้สัญญาสัมปทานมาตลอด 30 ปี ถึงวันที่สิ้นสุดลงเมื่อต้นเดือน ก.ย.2564 หมุดหมายของบริษัทในอนาคต ขอเดินเกมในธุรกิจใหม่ที่ยัง “หมุนรอบตัว” ในสายธุรกิจที่เกี่ยวกับดาวเทียม และขอไม่แข็งแกร่งแค่ในประเทศ หากพร้อมจะแข่งขันอย่างเต็มภาคภูมิในวงโคจรโลก
เดินหน้าแสวงหาน่านน้ำใหม่
ปฐมภพ สุวรรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ในฐานะซีอีโอไทยคม เข้ารับตำแหน่งนี้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2565 นับรวม 8 เดือนแล้ว แต่ในฐานะของพนักงานในองค์กรแห่งนี้ ปีนี้เข้าปีที่ 30 และมองว่า ธุรกิจดาวเทียมยังคงมีโอกาสอยู่มากมายในจักรวาลนี้ และไม่ใช่ธุรกิจขาลงหรือเป็น Sunset Business อย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะโอกาสของธุรกิจยังมีรูมให้ขยายตัวอีกมาก
ผลวิจัยหลายแห่งระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า เทรนด์ของการติดต่อสื่อสารในโลกจะเติบโตในทุกๆ รูปแบบ ทั้งผ่านโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ฟิกซ์ไลน์ และแน่นอนว่า การสื่อสารผ่านดาวเทียมยิ่งทวีความต้องการมากขึ้น การให้บริการ “บรอดแบนด์ผ่านดาวเทียม” จะช่วยเสริมศักยภาพการให้บริการสื่อสารในพื้นที่ห่างไกล และพื้นที่ส่วนที่เครือข่ายการสื่อสารยังไม่เพียงพอ
โครงสร้างธุรกิจ “ไทยคม” ได้ปรับเปลี่ยนหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ปัจจุบันไทยคมมีดาวเทียมให้บริการของตัวเองอยู่ 2 ดวง คือ ไทยคม 7 และไทยคม 8 เป็นการให้บริการด้านเทเลคอมภายใต้ C-band ส่วนไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) และไทยคม 6 ปัจจุบัน ส่งมอบให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และกระทรวงฯ ได้ส่งต่อให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ เอ็นที เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงานต่อ ไทยคมก็ได้ไปเช่าเหมาทรานสปอนเดอร์จากดาวเทียมทั้ง 2 ดวงมาทำตลาดให้ลูกค้าอีกทอดนึง มีลูกค้าสำคัญ คือ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง
“จากที่เราแบกรายจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทานถึง 22.5% พอเราหลุดจากสัมปทาน เราก็มีรายจ่ายให้ กสทช.เป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแค่ 4% ทำให้ไตรมาสที่ 2/2565 เรามีกำไรสุทธิจากธุรกิจหลักพลิกฟื้นจากผลขาดทุน และสำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2565 บริษัทมีผลกำไรสุทธิ จากธุรกิจหลักเป็นจำนวน 338 ล้านบาท พลิกฟื้นจากผลขาดทุนจำนวน 106 ล้านบาทในปีก่อน”
วางเป้าสู่ “สเปซ เทค คัมพานี”
ปฐมภพ บอกว่า ไทยคมเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับดาวเทียมมาตลอด 30 ปี มีทั้งองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญในกิจการอวกาศ แนวทางการทำตลาด การหาพันธมิตรทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ดังนั้น ภาพของอนาคตตลาดจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น
“ไทยคมต้องการขยายสโคปธุรกิจของตัวเอง จากเป็นผู้ให้ดำเนินธุรกิจดาวเทียมไปสู่การเป็น สเปซ เทค คัมปานี ภายใน 5 ปีต่อจากนี้ โดยจะมุ่ง 3 ธุรกิจใหม่มาเสริมกับธุรกิจดาวเทียมหลักที่ให้บริการ”
3 ธุรกิจใหม่ ประกอบด้วย 1.บริการ Software defined satellite ดาวเทียมที่สามารถควบคุมการทำงานได้เรียลไทม์จากภาคพื้นดิน เปลี่ยนองศาความครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ (footprint) เพื่อให้เกิดการใช้งานได้อย่างประสิทธิภาพ
“ดาวเทียมชนิดนี้จะต่างจากดาวเทียมดวงก่อนๆ ที่ไทยคมผลิตและยิงขึ้นสู่วงโคจร เพราะในอดีตการสร้างดาวเทียมหนึ่งดวงจำเป็นต้องเขียนโปรแกรมการให้บริการองศาความครอบคลุมการใช้งาน ตั้งแต่สร้างดาวเทียม ไม่สามารถแก้ไข ดังนั้น หากดาวเทียมให้บริการในพื้นที่ๆ ไม่มีความต้องการใช้งานมากนัก ก็เท่ากับเป็นความเสี่ยงที่บริษัทต้องแบกรับ”
2.รุกธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO หรือ Low Earth Orbit) เป็นดาวเทียมที่โคจรอยู่บนความสูงจากพื้นโลกระหว่าง 350 - 2,000 กิโลเมตร เมื่อต้นปีที่ผ่านมาไทยคม ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับบริษัท โกลบอลสตาร์ (Globalstar, Inc.) จาก สหรัฐอเมริกา ร่วมกันพัฒนา และบริหารจัดการสถานีภาคพื้นดินไทยคมในพื้นที่ลาดหลุมแก้ว
และล่าสุดไทยคมร่วมกับเอ็นที ในการเป็นให้ดำเนินการจัดสร้างสถานีเกตเวย์ในภูมิภาคอาเซียนสำหรับ “One Web” เครือข่ายดาวเทียมบรอดแบนด์จากอังกฤษ มีเป้าหมายให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมครอบคลุมภูมิภาคอาเซียนในปี 2566
3.ธุรกิจนิว สเปซ อีโคโนมี เป็นธุรกิจที่มุ่งหาประโยชน์จากการใช้งานดาวเทียมในอวกาศ เช่น การประมวลผลภาพถ่ายจากดาวเทียม วิเคราะห์ข้อมูลดาต้า อนาไลติกส์จากโดยเทคโนโลยีอวกาศ ทำให้เกิด “บิ๊กดาต้า” ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งไทยคมร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมสำรวจระยะไกล (Remote Sensing Satellite) มาวิเคราะห์โดยใช้ “เอไอ” เพื่อสร้างข้อมูลและโมเดลของระบบวิเคราะห์และประมวลผลเพื่องานประกันภัยพืชผล
ยิงดาวเทียมใหม่-ลุยประมูล
สำหรับการประมูลวงโคจรดาวเทียมของประเทศไทย ที่จะทำให้อุตสาหกรรมดาวเทียม และกิจการอวกาศเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจเสรีอย่างเต็มตัวนั้น ไทยคม แสดงความจำนงมาตลอดว่า พร้อมเข้าประมูลตามเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ระบุ
"ปีที่แล้วก็ได้ยื่นซอง เพื่อขอเข้าร่วมประมูล แต่กสทช.ก็ตัดสินล้มประมูลเพราะมีเพียงไทยคมเพียงรายเดียวที่ยื่น"
อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน กสทช.ได้ดำเนินการ ปรับปรุง หลักเกณฑ์ และวิธีอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม ในลักษณะจัดชุด (Package) แล้วเสร็จ โดยได้ปรับปรุง เรื่องการจัดชุด จากเดิม 4 ชุด เป็น 5 ชุด กำหนดเงื่อนไขแต่ละชุดให้แตกต่างกันตามสภาพของข่ายงานดาวเทียม รวมทั้งกำหนดคุณสมบัติ ผู้เข้าร่วมประมูลให้มีความชัดเจนในแต่ละชุด เพื่อเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการทั้งรายเดิม และรายใหม่เข้าสู่การแข่งขันได้มากขึ้น
ทั้งนี้ มีไทม์ไลน์เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (ร่าง) ประกาศฯ ในเดือน ส.ค.นี้ และ ในเดือน ก.ย.-ต.ค. จะนำเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ด กสทช.อนุมัติ เพื่อประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เดือนธ.ค.ก็คาดว่า จะเปิดประมูลได้
“ไทยคมยินดีที่สำนักงานกสทช.กำหนดกรอบเวลาขึ้นมาใหม่ และเราก็ยืนยันเช่นเดิมว่า พร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลแน่นอน อีกทั้ง กำลังร่างแผนงานยิงดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นสู่วงโคจรด้วย”
ตั้งบียูปลูกเมล็ดพันธุ์ทางไอเดีย
ซีอีโอไทยคม เล่าด้วยว่า ตั้งแต่มานั่งหัวเรือไทยคม ได้ตั้งคณะทำงาน Growth Council ที่มีความคิด มีนวัตกรรมและมองหาโอกาสใหม่ให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับไทยคม ขณะนี้ตั้งทีมมาแล้ว 15 ทีม เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่ไทยคมสามารถเข้าไปต่อยอด หรือจะดำเนินการได้ โดยคณะทำงานนี้ จะแยกจากพนักงานของไทยคมที่มีอยู่ 400 คน เพื่อให้การทำงานมีความคล่องตัวสูงสุด
“เพราะดาวเทียมกำลังถูกพัฒนาในด้านเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องให้สามารถประยุกต์เข้าได้กับหลายธุรกิจที่เกิดใหม่ แนวโน้มการทำธุรกิจของไทยคม กำลังมองถึงการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งที่ผ่านมารายได้ของไทยคม โดยรวมมาจากต่างประเทศมากกว่า 50%” ซีอีโอ ไทยคม ทิ้งท้าย

