การศึกษาวิจัยล่าสุดพบว่า ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและการรุกรานของน้ำเค็มกำลังทำให้ป่าชายฝั่งทางตะวันออกของสหรัฐ ยืนต้นตายกลายเป็น “ป่าผี” อย่างรวดเร็ว
KEY POINTS
- ปรากฏการณ์ “ป่าผี” เกิดขึ้นบริเวณชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ มีสาเหตุหลักจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน ทำให้น้ำเค็มรุกเข้าท่วมพื้นที่ป่า
- น้ำเค็มที่ท่วมขังทำให้ต้นไม้ที่ไม่ทนเค็ม เช่น สนไซเปรสและเมเปิล ยืนต้นตายจำนวนมาก เนื่องจากรากดูดซับน้ำเค็มเข้าไปจนเกิดภาวะเป็นพิษและขาดน้ำ
- งานวิจัยในรัฐนอร์ทแคโรไลนาพบการสูญเสียพื้นที่ป่าชายฝั่งไปแล้วกว่า 400,000 ไร่ โดยอัตราการเกิดป่าผีได้เร่งตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังปี 2010
- ผลกระทบของป่าผีคือการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ ทำให้สัตว์ป่าสูญเสียที่อยู่อาศัย และชายฝั่งขาดเกราะป้องกันภัยธรรมชาติตามไปด้วย
“ป่าผี” (Ghost forests) ซากป่าชายฝั่งที่เหลือเพียงตอยืนต้นตาย กลายเป็นภาพที่พบได้ทั่วไปตามแนวชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐ ตั้งแต่รัฐเมนไปจนถึงรัฐเซาท์แคโรไลนา เดิมทีป่าผีเหล่านี้เคยเป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นซากต้นไม้ เพราะระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและการรุกรานของน้ำเค็ม ซึ่งเป็นหนึ่งในผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เมื่อระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำเค็มจะท่วมพื้นที่ป่าชายฝั่ง ทำให้พืชพันธุ์ที่ไม่ทนเค็ม เช่น ต้นเมเปิล, ต้นสวีทกัม, ต้นสนไซเปรส และไม้ยืนต้นตระกูลสน ยืนต้นตายเป็นจำนวนมาก เพราะเมื่อรากของต้นไม้เหล่านี้ดูดซับน้ำเค็มเข้าไป ความเข้มข้นของเกลือจะสร้างภาวะพิษและแย่งชิงความชื้น ส่งผลให้พืชเกิดอาการขาดน้ำ ยืนต้นใบร่วง และทยอยตายลงเป็นจำนวนมาก เหลือทิ้งไว้เพียงซากลำต้นแห้งกรอบเรียงรายตามแนวชายฝั่งกลายเป็น “ป่าผี” ในที่สุด
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ภายในรัศมี 1 กม. รวมถึงพื้นที่เจอกับเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงติดต่อกัน
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาสเตต ทำการศึกษาติดตามการถดถอยของป่าชายฝั่งในรัฐนอร์ทแคโรไลนา โดยเฉพาะบริเวณคาบสมุทรอัลเบอมาร์ล-แพมลิโค ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมขัง ผลการวิเคราะห์พบว่าในช่วงระหว่างปี 1985-2021 รัฐนอร์ทแคโรไลนาสูญเสียพื้นที่ป่าชายฝั่งไปมากถึง 21% หรือคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 401,375 ไร่
อัตราการสูญเสียป่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากปี 2010 เป็นต้นมา โดยอัตราการเปลี่ยนสภาพไปเป็นป่าผีขยายตัวรวดเร็วยิ่งกว่าการสูญเสียป่าโดยรวม ซึ่งในช่วงปี 2010-2021 มีพื้นที่ป่ากลายเป็นป่าผีเพิ่มขึ้นถึง 47,256 ไร่ ซึ่งเร็วขึ้น 2.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงปี 1985-2010 ที่เพิ่มขึ้นเพียง 19,293 ไร่
ปัจจุบันระดับน้ำทะเลยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2010 ระดับน้ำทะเลขึ้นสูงที่ประมาณ 3.5 มม.ต่อปี แต่ในปี 2021 พุ่งขึ้นมาเป็น 5.1 มม.ต่อปี นอกจากนี้ คลองและร่องระบายน้ำจากการเกษตรยังทำให้กระแสน้ำเค็มไหลทะลักเข้ามายังผืนป่าชั้นในได้ง่ายขึ้นในยามเกิดภัยแล้งและพายุ
ทิติลาโย ทาจุดีน นักวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา ผู้เขียนงานวิจัยระบุว่า “สภาพอากาศสุดขั้ว” ยังขัดขวางไม่ให้ป่าสามารถฟื้นตัวได้ โดยเธอกล่าวว่า “พื้นที่แห่งนี้เคยเผชิญกับภัยแล้งอย่างรุนแรงตั้งแต่ปี 2007-2011 หลังจากนั้นยังเจอกับพายุเฮอร์ริเคนไอรีนซ้ำเติมอีก”
“แม้เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่พื้นที่บางแห่งกลับไม่เคยฟื้นตัวได้อีกเลย แม้ว่าจะเป็นพื้นที่ได้รับการคุ้มครอง แต่การรวมกันของภัยพิบัติสุดขั้วและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ได้ผลักดันให้ผืนป่าเข้าสู่สภาวะทางนิเวศวิทยาใหม่ ซึ่งก็คือการกลายเป็นป่าผี” ทาจุดีนกล่าว
ขณะที่ งานวิจัยของศ.ซี หยาง จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ร่วมกับมหาวิทยาลัยดุ๊ก ซึ่งใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์และภาพถ่ายทางอากาศความละเอียดสูง ตรวจพบต้นไม้ที่ยืนต้นตายมากกว่า 11.8 ล้านต้น ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งใน 11 รัฐ
ศ.หยางกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เราไม่เคยทราบขอบเขตที่แท้จริงมาก่อน แต่ตอนนี้เราเห็นแล้วว่าป่าผีแพร่กระจายไปไกลมาก”
ทางด้าน มาร์เซโล อาร์ดอน นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาสเตต กล่าวว่าการเปิดเผยข้อมูลแผนที่แก่สาธารณะ จะช่วยให้ผู้ดูแลพื้นที่อนุรักษ์สามารถระบุจุดเสี่ยงที่ต้นไม้กำลังตายจากความเค็มได้อย่างทันท่วงที เขายังชี้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า “ในระดับภูมิภาค ถนนและคันดินกั้นน้ำมีส่วนช่วยชะลออัตราการยืนต้นตายของป่าชายฝั่ง” เนื่องจากสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นปราการขวางกั้นไม่ให้น้ำเค็มรุกรานเข้ามา
นอกเหนือจากการทำแผนที่แล้ว งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ ได้ศึกษาสภาพ “น้ำไหลตามลำต้น” (Stemflow) ซึ่งเป็นน้ำฝนที่ไหลซึมหรือไหลชะลงมาตามกิ่งก้านและลำต้นของพืชลงสู่พื้นดิน ซึ่งทำหน้าที่เหมือนการฉีดสารอาหารที่สำคัญลงสู่ระบบนิเวศป่าไม้ เพื่อให้จุลินทรีย์ในดินสามารถเจริญเติบโตได้ แต่การวิจัยพบว่า ต้นไม้ที่ยืนต้นตายกลับดูดซับน้ำไหลตามลำต้นไว้ ทำให้สารอาหารและคาร์บอนไม่สามารถลงไปถึงพื้นดินได้ ซึ่งทำให้พื้นที่ป่าทั้งหมดสูญเสียแร่ธาตุ
ซาแมนธา ชิตตะโคน จากมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่าสะเทือนใจที่ได้เห็นต้นไม้ที่แข็งแรงลดจำนวนลงเรื่อย ๆ เมื่อเราเดินเข้าใกล้ชายฝั่ง และเริ่มเห็นผลกระทบของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเด่นชัดขึ้น” เธอกล่าวทิ้งท้ายว่าการเข้าใจกระบวนการเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อหาทางอนุรักษ์ผืนป่าชายฝั่งที่สุ่มเสี่ยงและรักษาความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนของระบบนิเวศไว้ก่อนที่จะสายเกินไป
สุดท้ายแล้ว สภาพแวดล้อมของป่าผีจะค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบนิเวศรูปแบบใหม่ พื้นที่ป่าไม้ที่เคยหนาแน่นจะกลายสภาพเป็นป่าไม้พุ่ม บึงน้ำเค็ม หรือถูกกลืนหายกลายเป็นส่วนหนึ่งของชายฝั่งทะเลเมื่อซากต้นไม้พังทลายลง ซึ่งทำให้สัตว์ป่าสูญเสียที่อยู่อาศัย ไปพร้อมกับสูญเสียเกราะป้องกันภัยธรรมชาติชายฝั่ง ยิ่งระดับน้ำทะเลตามแนวชายฝั่งสูงขึ้นเท่าไหร่ ป่าผีก็จะขยายตัวรวดเร็วขึ้นเท่านั้น
ที่มา: Discover Magazine, Earth, Oceanographic Magazine, Phys, The Washington Post





