วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘สิงคโปร์’ คุณภาพอากาศแย่สุดในโลก เจอ ‘หมอกควันข้ามพรมแดน’ จาก ‘ไฟป่าอินโดฯ’

“สิงคโปร์” เผชิญ “หมอกควันข้ามพรมแดน” รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี หลัง “ไฟป่า” ใน “อินโดนีเซีย” ลุกลามหนักจาก “ซูเปอร์เอลนีโญ” ส่งผลให้คุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ รัฐบาลออกมาตรการอุดหนุนค่ารักษาพยาบาล กระจายหน้ากาก N95 

KEY POINTS

  • สิงคโปร์เผชิญปัญหามลพิษทางอากาศรุนแรงจนกลายเป็นเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก
  • สาเหตุหลักเกิดจากหมอกควันพิษข้ามพรมแดน ซึ่งมีต้นตอจากไฟป่าและการเผาป่าเพื่อทำการเกษตรในประเทศอินโดนีเซีย
  • สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นจากปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่ก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้งและทำให้ไฟป่าลุกลามหนักกว่าเดิม
  • ดัชนีมลพิษทางอากาศ (PSI) และค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่งผลกระทบต่อประชาชนและกิจกรรมสำคัญต่างๆ

“สิงคโปร์” กลายเป็นเมืองที่มี “มลพิษทางอากาศ” สูงที่สุดในโลก หลังจากเผชิญกับ “ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน” จาก “ไฟป่า” ในประเทศอินโดนีเซียพัดพาปกคลุมหลายพื้นที่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกัน “ซูเปอร์เอลนีโญ” ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น

ทัศนวิสัยทั่วทั้งเกาะสิงคโปร์แย่ลงอย่างมาก จนตึกระฟ้าและแลนด์มาร์กต่าง ๆ ของประเทศ ถูกกลืนหายไปในสายหมอกควันสีเทา ขณะเดียวกัน ดัชนีมาตรฐานมลพิษทางอากาศแบบ 24 ชั่วโมง (PSI) แตะสู่ระดับ “ไม่เป็นมิตรต่อสุขภาพ” ครอบคลุมทั้ง 5 ถิ่นของประเทศ

ข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์ (NEA) พบว่า ค่าดัชนี PSI แบบ 24 ชั่วโมงในพื้นที่ภาคกลางพุ่งสูงถึง 183 และ 192 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของฤดูกาลหมอกควันปี 2026 ขณะที่ระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) แบบรายชั่วโมงในภาคตะวันตกของประเทศพุ่งขึ้นไปถึง 152 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มระดับสูง จนรัฐต้องออกเตือนให้ประชาชนระมัดระวังในการทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างเข้มงวด

เนื่องจาก ฝุ่น PM2.5 มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 30 เท่า จึงสามารถเล็ดลอดลึกเข้าไปในปอดและแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองตา คอแห้ง ไอ ปวดศีรษะ และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังเกี่ยวกับหัวใจหรือระบบทางเดินหายใจ

นอกจากนี้ มลพิษทางอากาศยังส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง โดยศ.คริส คาร์ลสเตน ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย กล่าวว่า การสัมผัสมลพิษทางอากาศระดับสูงเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ส่งผลให้สมองตอบสนองช้าลง คล้ายกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ขณะเดียวกัน วิกฤติหมอกควันในครั้งนี้ยังสร้างความกังวลให้แก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการจัดงานกิจกรรมระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการแข่งขัน “Formula One Singapore Grand Prix” ซึ่งเป็นการแข่งขันเรซกลางคืนบนสตรีทเซอร์กิต แม้ว่าสภาพอากาศจะเต็มไปด้วยหมอกควัน แต่สหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA) และผู้จัดงานยืนยันว่าจะดำเนินการแข่งขันตามกำหนดเดิม

ฝ่ายผู้จัดงานการแข่งขัน เตรียมแผนรองรับด้วยการจัดหาหน้ากาก N95 ให้แก่ผู้ชมภายในสนามหากระดับมลพิษเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่เหล่านักแข่งต่างเชื่อว่ายังสามารถแข่งขันต่อไปได้ โดย วัลต์เตรี บอตตาส นักแข่งทีม Cadillac กล่าวว่า “ผมยังไม่รู้สึกว่ามันเลวร้ายถึงขั้นสุดยอด แน่นอนว่ามันไม่ใช่อะไรที่ดี แต่ผมคิดว่ามันไม่ได้มีอะไรที่คุณจะทำได้มากนัก” ขณะที่ ลูอิส แฮมิลตัน แชมป์โลกจากทีม Ferrari ระบุว่าเขามี “ประเด็นใหญ่กว่าที่ต้องโฟกัส” ในการแข่งขัน

ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “มาเลเซีย” ก็ได้รับผลกระทบหนักไม่แพ้กัน โดยกระทรวงศึกษาธิการประกาศสั่งปิดโรงเรียนและสถานดูแลเด็กเล็กชั่วคราวในหลายรัฐ เช่น ยะโฮร์, เนเกรีเซมบีลัน, เซอลังงอร์, เมลากา รวมถึงเขตสหพันธ์กัวลาลัมเปอร์และปุตราจายา เพื่อปกป้องสุขภาพของนักเรียนนับแสนคน

 

“ซูเปอร์เอลนีโญ” ทำให้สถานการณ์รุนแรง

ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนในครั้งนี้ มีสาเหตุหลักมาจาก “การทำเกษตรโดยเผาป่า”  (Slash-and-burn) ในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นวิธีที่ต้นทุนต่ำที่สุดในการแผ้วถางพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อขยายแปลงปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ปาล์มน้ำมัน และไม้โตเร็วสำหรับอุตสาหกรรมกระดาษ

ขณะเดียวกัน ป่าพรุทางตอนใต้ของปาปัวเสื่อมโทรมอย่างหนัก จนกลายเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟป่าในบริเวณนี้ เพราะตามปรกติแล้วป่าพรุจะมีความชื้นและน้ำขังอยู่เสมอ ซึ่งยากต่อการติดไฟ แต่เมื่อพื้นที่เหล่านี้ถูกระบายน้ำออก ดินพรุก็จะแห้งและกลายสภาพเป็นเชื้อเพลิงที่ไวไฟอย่างยิ่ง เมื่อเกิดไฟไหม้ ไฟจะคุกลุกไหม้อยู่ใต้ดินเป็นเวลานานหลายสัปดาห์ และสามารถปะทุขึ้นมาบนพื้นผิวใหม่ได้เรื่อย ๆ แม้เปลวไฟข้างบนจะถูกดับไปแล้วก็ตาม

ตามรายงานของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม Pantau Gambut ระบุว่า พื้นที่ป่าพรุของอินโดนีเซียกว่า 100 ล้านไร่ จากทั้งหมด 150 ล้านไร่ ได้กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าได้ง่ายเนื่องจากระบบนิเวศได้รับความเสียหาย ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่ป่าพรุที่ถูกไฟไหม้เสียหายในช่วงปี 2015-2019 มีเพียง 3% เท่านั้นที่ได้รับการฟื้นฟูอย่างแท้จริง

อีกทั้ง การเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในปีนี้ ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นผิดปรกติ ส่งผลให้รูปแบบการไหลเวียนของบรรยากาศและหยาดน้ำฟ้าเปลี่ยนแปลงไป ก่อให้เกิดสภาวะแห้งแล้งและร้อนจัดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผศ.หวัง จิ้งหยู จากสถาบันการศึกษาแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ทำการวิเคราะห์ข้อมูลสภาวะอากาศและชี้ให้เห็นว่า ปริมาณน้ำฝนที่ตกในภูมิภาคสิงคโปร์-อินโดนีเซีย ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ลดลงต่ำกว่าระดับปรกติถึงประมาณ 80% ซึ่งเป็นสภาวะแห้งแล้งขั้นวิกฤติ

สภาพอากาศแห้งแล้งและซูเปอร์เอลนีโญ ยิ่งทำให้ไฟป่าในอินโดนีเซียรุนแรงขึ้น หน่วยงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของสิงคโปร์คาดการณ์ว่าสภาพอากาศแห้งแล้งจะยังคงดำเนินต่อไปในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนกลางและตอนใต้ของเกาะสุมาตรา และหลายส่วนของเกาะกาลิมันตัน 

ตามข้อมูลของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม YKAN พบว่า พื้นที่ถูกไฟไหม้เพิ่มขึ้นจาก 1,262,500 ไร่ ในช่วงมกราคม-กรกฎาคม กลายเป็นเกือบ 5.6 ล้านไร่ในเดือนสิงหาคม ส่งผลให้ปีนี้กลายเป็นฤดูกาลไฟป่าที่รุนแรงที่สุดของอินโดนีเซียในรอบ 11 ปี ประชาชนกว่า 12 ล้านคนถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบ ขณะที่ ควันไฟส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ นอกเหนือจากสิงคโปร์ รวมถึงคาบสมุทรมาเลเซีย ซาราวัก กาลิมันตัน บางส่วนของเกาะสุมาตรา และลามไปถึงฟิลิปปินส์

ศ.เดวิด มาร์ก เทย์เลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมเขตร้อนจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) กล่าวว่า “ตราบใดที่ความต้องการวัตถุดิบราคาถูกจากแปลงปลูกพืช เช่น ปาล์มน้ำมัน เยื่อกระดาษ และกระดาษในตลาดโลกยังคงมีอยู่ การแปลงสภาพป่าพรุและป่าไม้ให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมก็ยังคงดำเนินต่อไป”

 

หาทางแก้ไข

เพื่อรับมือกับผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชน รัฐบาลสิงคโปร์ได้เปิดใช้นโยบายช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน โดยออง เย คุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ ได้ประกาศเปิดใช้โครงการอุดหนุนค่ารักษาโรคจากหมอกควัน (Haze Subsidy Scheme: HSS) และโครงการคลินิกเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุข (Public Health Preparedness Clinic: PHPC)

มาตรการอุดหนุนดังกล่าว จะช่วยให้เด็กที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และผู้ถือบัตรช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล CHAS จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับโรคที่เกี่ยวกับหมอกควัน เช่น หอบหืด, หลอดลมอักเสบ, ตาอักเสบ, การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ในราคาไม่เกิน 10 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 263 บาท) ที่โพลีคลินิกและคลินิก PHPC 

ขณะที่ ผู้สูงอายุที่มีแพ็กเกจไพโอเนียร์ และกลุ่มคนรุ่นเมอร์เดกา จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 131 บาท) และผู้ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐจะได้รับสิทธิรักษาฟรี

นอกจากนี้ คณะทำงานเฉพาะกิจด้านหมอกควัน ซึ่งนำโดย NEA และหน่วยงานรัฐ 28 แห่ง ได้เตรียมแผนรองรับฉุกเฉิน หาก PSI เกิน 200 จะมีการแจกจ่ายหน้ากาก N95 ให้แก่กลุ่มเปราะบาง หาก PSI เกิน 300 กระทรวงศึกษาธิการจะพิจารณาปิดโรงเรียน รวมทั้งมีการปรับแผนฝึกซ้อมทางกายภาพและกิจกรรมกลางแจ้งของหน่วยงานความมั่นคงและสถานที่ทำงานทั่วประเทศ

อีกทั้ง สิงคโปร์ยื่นมือช่วยเหลืออินโดนีเซียให้การแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนและไฟป่าอย่างเต็มที่ โดย เกรซ ฟู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสิงคโปร์ ยืนยันว่า สิงคโปร์พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออินโดนีเซียในการดับไฟป่าในทุกด้านที่ทำได้ พร้อมระบุว่าเธอได้ติดต่อกับ จุมฮูร์ ฮิดายัต รัฐมนตรีอินโดนีเซีย เพื่อประสานความร่วมมือและหาวิธีการแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด

ทางด้าน ปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีของอินโดนีเซียยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยสั่งการให้จัดตั้งหน่วยงานเพื่อดูแลการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าพรุและป่าชายเลนโดยเฉพาะ รวมทั้งสั่งระงับการดำเนินงานของบริษัท 57 แห่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่ไฟไหม้กว่า 212,500 ไร่ และดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยลักลอบเผาป่ามากกว่า 100 ราย

ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียส่งเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์มากกว่า 50 ลำเข้าปฏิบัติการทิ้งน้ำและการทำฝนเทียม ในสุมาตราและกาลิมันตันเพื่อดับไฟป่า นอกจากนี้ ญี่ปุ่นได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ชีนุค CH-47 จำนวน 3 ลำเข้าช่วยปฏิบัติการ และทางการมาเลเซียก็ได้เสนอส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์เข้าช่วยเหลือเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน

ส่วนสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) เร่งผลักดันกลไกความร่วมมือ โดยมีการเปิดจัดตั้งสำนักงานเลขาธิการศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อการควบคุมมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดน (ASEAN Coordinating Centre for Transboundary Haze Pollution Control) ณ กรุงจาการ์ตา และขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ปลอดหมอกควัน (Haze-Free Roadmap) ปี 2023-2030 ภายใต้ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนปี 2002

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการแก้ปัญหาในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง โดยประเทศในอาเซียนต้องร่วมมือกันเตรียมแผนฉุกเฉินล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง และต้องเห็นว่าปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนคือภัยพิบัติระดับภูมิภาค


ที่มา: Channel News Asia, CNN, DW, Firstpost, The Straits Times, The Straits Times 2, TIME