วันเสาร์ ที่ 3 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผ่าทางน้ำเหนือเจาะกรุงเทพฯ ชี้จุดเปราะเตือนภัยท้องถิ่น เสนอแก้มลิงตัดยอดน้ำหลาก

รศ.ดร.เสรี ไขข้อเท็จจริงน้ำเหนือปีนี้ยังไม่ซ้ำรอยปี 2554 ชี้ปริมาณน้ำต่ำกว่าระดับวิกฤติ พร้อมเปิดจุดเปราะระบบเตือนภัยท้องถิ่น เสนอแก้มลิงตอนบนชะลอยอดน้ำ และเตือนรับมือวิกฤติ 3 น้ำ 'ฝนหนัก–น้ำเหนือ–น้ำทะเลหนุน'

KEY POINTS

  • น้ำเหนือปีนี้น้อยกว่าปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ ยังไม่เสี่ยงท่วมกรุงเทพฯ ชั้นใน
  • ชี้จุดอ่อนระบบเตือนภัย ข้อมูลส่วนกลางยังส่งต่อสู่ท้องถิ่นไม่ทัน
  • เสนอแก้มลิงตอนบน ชะลอ–ตัดยอดน้ำหลากก่อนเข้าสู่พื้นที่สำคัญ
  • เตือน “วิกฤติ 3 น้ำ” ฝนหนัก–น้ำเหนือ–น้ำทะเลหนุน อาจเกิดพร้อมกันในอนาคต

ฝนตกหนัก น้ำท่วมขัง และความกังวลเรื่องมวลน้ำเหนือกำลังกลับมาเป็นโจทย์ใหญ่ของการจัดการอุทกภัยไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะหลังหลายพื้นที่เผชิญฝนสะสมในระดับสูง ขณะที่ประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเริ่มกังวลว่า สถานการณ์ปีนี้จะพัฒนาไปสู่มหาอุทกภัยซ้ำรอยปี 2554 หรือไม่

ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จึงจัดงานแถลงข่าวในหัวข้อ “การเตรียมความพร้อมรับมือกับน้ำเหนือที่กำลังมา กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะรอดไหม” ชูให้เห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้อยู่ที่ปริมาณน้ำเพียงอย่างเดียว หากยังสะท้อนข้อจำกัดของระบบจัดการภัยพิบัติ ตั้งแต่การแยกแยะน้ำฝนกับมวลน้ำเหนือ การส่งต่อข้อมูลเตือนภัยจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น ไปจนถึงการขาดพื้นที่รองรับน้ำตอนบนเพื่อชะลอยอดน้ำก่อนเข้าสู่พื้นที่สำคัญ

"รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์" ผู้อำนวยการสถาบันภัยพิบัติและภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์สถานการณ์น้ำล่าสุด กล่าวว่า มวลน้ำเหนือปีนี้ยังแตกต่างจากปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ และยังไม่อยู่ในระดับที่จะส่งผลให้กรุงเทพฯ ชั้นในเผชิญสถานการณ์เช่นเดียวกับมหาอุทกภัยครั้งนั้น ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ ช่องว่างของระบบเตือนภัยระดับท้องถิ่น และการเตรียมรับมือ “วิกฤติผสม 3 น้ำ” ซึ่งอาจกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญของกรุงเทพฯ ในอนาคต

การรับมือจึงไม่ได้จบที่การระบายน้ำเมื่อเกิดวิกฤติ แต่ต้องย้อนกลับไปจัดการตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการเพิ่มพื้นที่แก้มลิงตอนบน การยกระดับระบบ Local Alert ไปจนถึงการสร้างความพร้อมของประชาชนและชุมชนผ่านแนวคิด “3 Helps” เพื่อให้ประเทศไทยรับมืออุทกภัยในยุคสภาพอากาศสุดขั้วได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

ผ่าทางน้ำเหนือเจาะกรุงเทพฯ ชี้จุดเปราะเตือนภัยท้องถิ่น เสนอแก้มลิงตัดยอดน้ำหลาก

ข้อกังวลชาวกรุงเทพฯ เรื่อง 'มวลน้ำเหนือ'

สถานการณ์อุทกภัยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้สร้างความเดือดร้อนและความวิตกกังวลให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ ภาพน้ำท่วมขังขยายวงกว้างทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ก่อให้เกิดคำถามสำคัญในหมู่คนเมืองว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับมหาอุทกภัยระลอกใหม่ และกรุงเทพมหานครจะรับมือมวลน้ำเหนือที่กำลังหลากลงมาจากทางตอนเหนือได้หรือไม่

"รศ.ดร.เสรี" ชี้แจงโดยแยกแยะปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ "น้ำฝนในพื้นที่" และ "มวลน้ำเหนือหลาก" โดยอธิบายว่าน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก เช่น บางนา ลาดกระบัง คลองสามวา และบางกะปิ ในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากปริมาณฝนตกหนักสะสมในพื้นที่มากกว่า 200–300 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นฝนตกหนักในรอบ 100 ปี ไม่ได้เกิดจากมวลน้ำเหนือหลากแต่อย่างใด

สำหรับความกังวลเรื่องมวลน้ำเหนือที่จะไหลลงมาสมทบในลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น "รศ.ดร.เสรี" เปิดข้อมูลเปรียบเทียบทางสถิติเพื่อยืนยันว่า ปริมาณน้ำเหนือในปีนี้ยังแตกต่างจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ

  • ปริมาณฝนสะสม: ฝนสะสมในภาคเหนือปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1,200 มิลลิเมตร เทียบกับปี 2554 ที่สูงถึง 1,500 มิลลิเมตร ขณะที่ภาคกลางปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1,000 มิลลิเมตร เทียบกับปี 2554 ที่สูงถึง 1,400 มิลลิเมตร
  • ปริมาณน้ำหลากสะสมผ่านนครสวรรค์: ปัจจุบันมีน้ำหลากสะสมผ่านจังหวัดนครสวรรค์ประมาณ 4,300–5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งน้อยกว่าปี 2554 ที่มีปริมาณสูงถึง 15,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือน้อยกว่ากันเกือบ 66%
  • อัตราการไหลสูงสุด: อัตราการไหลของน้ำผ่านนครสวรรค์สูงสุดในรอบนี้อยู่ที่ประมาณ 2,500–2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ปี 2554 สูงถึง 4,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ผ่าทางน้ำเหนือเจาะกรุงเทพฯ ชี้จุดเปราะเตือนภัยท้องถิ่น เสนอแก้มลิงตัดยอดน้ำหลาก

ปริมาณน้ำหลากสะสมในปีนี้น้อยกว่าปี 2554 เกือบ 66% และอัตราการไหลสูงสุดผ่านนครสวรรค์ยังอยู่ที่ประมาณ 2,500–2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเกณฑ์วิกฤติที่กรุงเทพฯ จะโดนคือ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ดังนั้นยืนยันว่ามวลน้ำเหนือชุดนี้ยังไม่เข้ากรุงเทพฯ ชั้นในแน่นอน

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำและชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น อำเภอเสนา บางบาล ผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมถึงบางส่วนของจังหวัดปทุมธานีและนนทบุรี ยังคงได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา แตระยะเวลาน้ำขังในปีนี้จะไม่ยาวนาน 2–3 เดือนเหมือนปี 2554 แต่อาจอยู่ที่ประมาณ 1 เดือน

ช่องว่างระหว่าง T-Alert กับ Local Alert

นอกเหนือจากปัญหาน้ำท่วมกายภาพแล้ว "รศ.ดร.เสรี" ได้ผ่า Pain Point ใหญ่ที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการจัดการภัยพิบัติของไทย นั่นคือ "ความล้มเหลวในการส่งต่อข้อมูลเตือนภัยไปสู่การปฏิบัติในระดับท้องถิ่น" และอธิบายว่า โครงสร้างระบบเตือนภัยของประเทศไทยถูกออกแบบแยกออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

  • National Alert (T-Alert / Thailand Alert): ดำเนินการโดยศูนย์ส่วนกลาง เหมาะสำหรับการแจ้งเตือนภัยกว้าง ๆ ระดับประเทศ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ หรือภัยความมั่นคง
  • Local Alert (L-Alert): ระบบเตือนภัยระดับท้องถิ่น ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นหัวใจหลักในการเตือนภัยอุทกภัยเฉพาะพื้นที่

อุปสรรคที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ ประชาชนและสังคมมักคาดหวังให้ศูนย์ส่วนกลางเป็นผู้ชี้เบาะแสในรายละเอียดทั้งหมดว่าต้องอพยพไปที่ใด หรือนำยานพาหนะไปจอดที่จุดใด ซึ่งในความเป็นจริง ศูนย์ส่วนกลางไม่สามารถทราบรายละเอียดภูมิประเทศระดับตำบลหรือหมู่บ้านได้เท่ากับคนในพื้นที่ ขณะเดียวกัน เมื่อส่วนกลางส่งข้อมูลคาดการณ์ไปให้ ท้องถิ่นกลับไม่สามารถเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นการแจ้งเตือนภัยที่ทันท่วงที ดังจะเห็นได้จากกรณีรถยนต์หลายร้อยคันต้องจมน้ำในพื้นที่แฟลตคลองจั่น หรือแฟลตร่มเกล้า ทั้งที่มีข้อมูลฝนตกหนักอยู่แล้ว

"หัวใจของระบบเตือนภัยอุทกภัยคือ Local Alert ศูนย์ส่วนกลางไม่มีทางรู้หรอกว่าในระดับตำบลหรืออำเภอตรงไหนปลอดภัย หรือประชาชนควรเอารถไปจอดที่ไหน คนในท้องถิ่นย่อมรู้ดีที่สุด แต่ปัญหาคือท้องถิ่นยังขาดงบประมาณ อุปกรณ์ บุคลากร และองค์ความรู้ รวมถึงยังกังวลเรื่องการกดปุ่มเตือนภัยเพราะกลัวประชาชนแตกตื่น"

เพื่อแก้ไข Pain Point นี้ "รศ.ดร.เสรี" เสนอว่า รัฐบาลต้องเร่งสนับสนุนงบประมาณและเครื่องมือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้มแข็ง พร้อมติดตั้งระบบ "Alert Broker" หรือตัวกดเตือนภัยอัตโนมัติในระดับท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถตัดสินใจกดปุ่มเตือนภัยแจ้งประชาชนรอบข้างได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุวิกฤติ เช่น คลองสาขาหรือคลองแสนแสบล้นตลิ่ง โดยไม่ต้องเสียเวลาโทรศัพท์ประสานงานผ่านหลายขั้นตอน

แก้มลิงตอนบน 5,000 ล้าน ลบ.ม. และ 'วิกฤติผสม 3 น้ำ'

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม "รศ.ดร.เสรี" ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของการพึ่งพาเพียงโครงสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ โดยยกตัวอย่างโครงการผันน้ำขนาดใหญ่ เช่น โครงการผันน้ำป่าสัก มูลค่ากว่า 160,000–165,000 ล้านบาท ซึ่งแม้จะก่อสร้างเสร็จสิ้นก็ยังไม่สามารถรองรับมวลน้ำสุดขั้วในอนาคตได้ทั้งหมด อีกทั้งการผลักน้ำทิ้งลงทะเลในฤดูน้ำหลากยังทำให้ไม่สามารถนำน้ำกลับมาใช้ได้ในฤดูแล้ง

ทางออกเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืนคือ การดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในการจัดหา "พื้นที่แก้มลิงขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก" ในพื้นที่ตอนบนก่อนถึงจังหวัดนครสวรรค์ ให้ได้ความจุรวมไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อทำหน้าที่ชะลอมวลน้ำและตัดยอดน้ำหลาก ก่อนไหลผ่านนครสวรรค์ให้อยู่ในระดับที่ระบบแม่น้ำตอนล่างสามารถรับได้

ผ่าทางน้ำเหนือเจาะกรุงเทพฯ ชี้จุดเปราะเตือนภัยท้องถิ่น เสนอแก้มลิงตัดยอดน้ำหลาก

นอกจากนี้ "รศ.ดร.เสรี" ได้เตือนถึงภัยคุกคามสภาวะสุดขั้วในอนาคตสำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล นั่นคือภาวะ "วิกฤติผสม 3 น้ำ" ซึ่งเกิดจากปัจจัยเสี่ยง 3 ประการเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่

  • ฝนตกหนักสะสมในพื้นที่
  • มวลน้ำเหนือหลากลงมาสมทบ
  • น้ำทะเลหนุนสูง

หากทั้ง 3 ปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน จะส่งผลกระทบให้พื้นที่กรุงเทพมหานครมากกว่า 80% ต้องเผชิญกับอุทกภัยร้ายแรง

"เสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันแผนแม่บท และ Blueprint (แผนผัง) ในการป้องกันน้ำทะเลหนุนสูงระยะยาว โดยศึกษาและประยุกต์ใช้โครงสร้างป้องกันแบบผสมผสาน เช่น คันดินสีเขียว ร่วมกับเทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วมจากประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยไม่ควรรอเพียงแค่การตั้งงบประมาณศึกษาความเหมาะสมซึ่งใช้เวลานานหลายปี

ขับเคลื่อนโมเดล '3 Helps' จากจุดเริ่มต้นของตนเอง

ในช่วงท้ายของการแถลง "รศ.ดร.เสรี" ได้สะท้อนถึงสภาพสังคมไทยในปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับ "ภาวะกลัวน้ำ" ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์อากาศสุดขั้วที่เกิดถี่ขึ้น ข่าวสารในโซเชียลมีเดีย และความเครียดสะสมของประชาชน พร้อมทั้งเสนอแนะแนวปฏิบัติ "3 Helps" เพื่อเปลี่ยนความตื่นตระหนกให้เป็นภูมิคุ้มกันในการรับมือภัยพิบัติอย่างยั่งยืน ดังนี้

  • Self Help: การดูแลและช่วยเหลือตนเองและครอบครัวเป็นปราการแรก ประชาชนต้องรับรู้ความเสี่ยงในพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่ หากพบว่ามีความเสี่ยง ให้เตรียมพร้อมยกของขึ้นที่สูง หรือย้ายยานพาหนะทันทีโดยไม่ต้องรอประกาศคำสั่งจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว
  • Community Help: การสร้างความเข้มแข็งและการช่วยเหลือกันภายในชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถรอดพ้นวิกฤติไปด้วยกัน
  • National Help: การสนับสนุน มาตรการเยียวยา และการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐระดับประเทศ

"สังคมไทยในปัจจุบันมักข้ามไปหวังพึ่งพิงให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือก่อนเป็นอันดับแรก แต่ในโลกยุคโลกร้อนที่ภัยพิบัติเกิดขึ้นถี่ รุนแรง และคาดเดายาก เราต้องหมุนเกียร์กลับมาเน้นย้ำที่ การดูแลและช่วยเหลือตนเอง และการช่วยเหลือกันในชุมชน เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงและช่วยเหลือตัวเองให้ได้ก่อน"

สรุปในภาพรวม อุทกภัยปีนี้แม้จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำในภาคกลางและกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก แต่ข้อมูลทางสถิติยืนยันว่ามวลน้ำเหนือจะไม่เจาะไข่แดงสร้างมหาอุทกภัยซ้ำรอยปี 2554 ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน อย่างไรก็ดี รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเร่งปิดช่องว่างระบบเตือนภัยท้องถิ่น (L-Alert) เร่งจัดหาแก้มลิงตอนบน 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และวางแผนป้องกันน้ำทะเลหนุนระยะยาว ขณะที่ประชาชนต้องตระหนักรู้ความเสี่ยงและสร้างภูมิคุ้มกันตนเองตามแนวทาง Self Help เพื่อพร้อมรับมือกับความท้าทายจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตได้อย่างมั่นคง