รายงานสภาวะมหาสมุทรโคเปอร์นิคัส เตือนมหาสมุทรทั่วโลกดูดซับความร้อนสถิติใหม่ 23 เซตตาจูล สูงกว่าพลังงานที่มนุษย์ใช้ทั้งปีถึง 40 เท่า ส่งผลให้น้ำทะเลสูงขึ้น ทะเลเป็นกรด น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างรุนแรง ชุมชนชายฝั่งเสี่ยงจมบาดาล
KEY POINTS
- รายงานโคเปอร์นิคัสพบว่ามหาสมุทรทั่วโลกดูดซับความร้อนส่วนเกินทำสถิติใหม่ เทียบเท่าพลังงานจากระเบิดปรมาณู 12 ลูกต่อวินาที
- การสะสมความร้อนส่งผลโดยตรงให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นในอัตราเร่งจากการขยายตัวของน้ำและการละลายของน้ำแข็ง อีกทั้งยังทำให้ทะเลมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้น
- อุณหภูมิที่สูงขึ้นเร่งให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายทุบสถิติ โดยน้ำแข็งในอาร์กติกหดตัวลงอย่างรวดเร็ว และการสูญเสียน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาคุกคามการอยู่รอดของเพนกวินจักรพรรดิ
“รายงานสภาวะมหาสมุทรโคเปอร์นิคัส ฉบับที่ 10” (10th Copernicus Ocean State Report) ของ “เมอร์เคเตอร์ โอเชียน อินเตอร์เนชันแนล” สถาบันวิจัยไม่แสวงหากำไร ขององค์การบริกาทางทะเลโคเปอร์นิคัส แห่งสหภาพยุโรป พบว่า “มหาสมุทร” ทั่วโลก กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ ดูดซับความร้อนทำลายสถิติ ส่งผลให้น้ำทะเลสูงขึ้น เร่งกรดในทะเล และทำลายระบบนิเวศขั้วโลกอย่างรุนแรง
ข้อมูลในรายงานระบุว่า ในปี 2025 มหาสมุทรทั่วโลกได้ดูดซับพลังงานความร้อนส่วนเกินสะสมเพิ่มขึ้นถึง 23 เซตตาจูล ซึ่งเป็นสถิติใหม่ติดต่อกันเป็นปีที่ 9 หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ พลังงานดังกล่าวเทียบเท่ากับ พลังงานจากการระเบิดของระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา 12 ลูกทุกวินาทีเป็นเวลาหนึ่งปี หรือประมาณ 40 เท่าของพลังงานที่โลกใช้ไปทั้งหมดในปี 2025
ปิแอร์ บาอูเรล ผู้อำนวยการใหญ่แห่งเมอร์เคเตอร์ โอเชียน อินเตอร์เนชันแนลกล่าวว่า “มหาสมุทรกำลังเปลี่ยนแปลงไปต่อหน้าต่อตาเรา ทั้งน้ำทะเลอุ่นขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และระบบนิเวศเสื่อมโทรม ล้วนเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และยาวนาน ตอนนี้ มหาสมุทรกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่มนุษย์จะนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป”
สะสมความร้อนมากเกินไป
ปรกติแล้ว มหาสมุทรทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันโลก โดยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 33% ที่มนุษย์ปลดปล่อยออกมา และดูดซับความร้อนส่วนเกินถึง 90% จากมลพิษก๊าซเรือนกระจกในระบบของโลก แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อัตราการอุ่นขึ้นของมหาสมุทรกลับเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ส่งผลให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา
ยิ่งไปกว่านั้น สภาพการณ์ดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมโดย “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” (El Niño) รูปแบบภูมิอากาศธรรมชาติในมหาสมุทรแปซิฟิก ที่กำลังทวีความรุนแรงจนมีแนวโน้มจะทำสถิติรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา
ปริมาณความร้อนมหาศาลที่สะสมในมหาสมุทร กำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเร่งให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น ทั้งจากการละลายของแผ่นน้ำแข็งและการขยายตัวทางความร้อนของน้ำ ข้อมูลชี้ว่า ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 3.8 มิลลิเมตรต่อปีนับตั้งแต่ปี 1999 และอัตราการเพิ่มขึ้นนี้ได้เร่งตัวเร็วขึ้นเป็น 4.2 มิลลิเมตรต่อปีในช่วงระหว่างปี 2012-2025 ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อประชากรหลายร้อยล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลก
ขณะเดียวกัน มหาสมุทรยังประสบภาวะความเป็นกรดเพิ่มขึ้นถึง 17% นับตั้งแต่ปี 1985 เนื่องจากมหาสมุทรต้องดูดซับมลพิษคาร์บอนในปริมาณมหาศาล ปรากฏการณ์นี้มักถูกขนานนามว่าเป็น “ฝาแฝดผู้ชั่วร้ายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Climate change's equally evil twin) เนื่องจากกรดในน้ำทะเลจะขัดขวางไม่ให้สัตว์ทะเล เช่น หอยนางรม กุ้งมังกร และปะการัง สร้างและคงสภาพเปลือกแข็งได้
วิกฤตการณ์ดังกล่าว กำลังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศทางทะเลทั่วโลก โดยในช่วงระหว่างเดือนมกราคม 2023 - กันยายน 2025 พบว่า แนวปะการังถึง 84% ทั่วโลกต้องเผชิญกับความเครียดจากความร้อนในระดับที่ทำให้เกิดการฟอกขาว นอกจากนี้ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พื้นที่มหาสมุทรรอบโลกเกือบ 5% มีรูปแบบการเจริญเติบโตของ “แพลงก์ตอนพืช” สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เป็นฐานรากของห่วงโซ่อาหารทางทะเลและช่วยควบคุมการหมุนเวียนของคาร์บอน เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร
ทะเลในทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับความผิดปรกติรุนแรง โดยเฉพาะทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และ ทะเลดำ ซึ่งต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนทางทะเลระดับทำลายสถิติในปี 2024 โดยคลื่นความร้อนบางลูกยาวนานกว่า 30 วัน ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 4.6 องศาเซลเซียส
ทั้งนี้ ทั่วทั้งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีอุณหภูมิอุ่นขึ้นในอัตรา 0.32 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อนใต้ทะเลที่แผ่ขยายลึกลงไปใต้ผิวน้ำ
บลังกา เฟอร์นันเดซ-อัลวาเรซ นักวิจัยจาก สถาบันเพื่อการศึกษาขั้นสูงแห่งเมดิเตอร์เรเนียน ระบุว่า “นี่ไม่ใช่สภาวะร้อนฉับพลันที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะมหาสมุทรอุ่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังเปลี่ยนสภาวะแวดล้อมที่ระบบนิเวศทางทะเลต้องเผชิญ”
สภาพอากาศสุดขั้วในมหาสมุทร ยังสร้างความเสียหายโดยตรงต่อมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น พายุหลุยส์ ในปี 2024 ที่ก่อให้เกิดคลื่นสูงประมาณ 8 เมตร พัดเข้าสู่ชายฝั่งสเปน จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง และสิ่งก่อสร้างเสียหาย หรือเหตุการณ์พายุใน อ่าวบอธเนีย ซึ่งอยู่ระหว่างสวีเดนและฟินแลนด์ ที่แรงลมมหาศาลได้พัดดันน้ำออกจากอ่าว จนระดับน้ำทะเลลดลงฮวบเดียวถึง 1.5 เมตร ส่งผลให้เรือเฟอร์รีต้องหยุดให้บริการยาวนานถึง 18 ชั่วโมง
น้ำแข็งขั้วโลกละลาย
ส่วนบริเวณมหาสมุทรขั้วโลก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ราว 20% ของพื้นผิวมหาสมุทรโลก ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่น่าวิตกกังวลเช่นกัน ในภูมิภาคอาร์กติกอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลและพื้นผิวน้ำแข็งได้เพิ่มสูงขึ้นถึง 4.2 องศาเซลเซียส ในช่วงระหว่างปี 1982- 2024 หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้นราว 1 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ ซึ่งรวดเร็วกว่าอัตราการอุ่นขึ้นของมหาสมุทรทั่วโลกที่มีค่าเฉลี่ย 0.12 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษถึงหลายเท่าตัว
ขณะที่ทะเลคารา ทางตอนเหนือของไซบีเรีย มีอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นถึง 6.7 องศาเซลเซียส หรือเพิ่มขึ้น 1.68 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ
อุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลให้น้ำแข็งทะเลอาร์กติกหดตัวลดลงเกือบ 500,000 ตารางกิโลเมตรต่อทศวรรษนับตั้งแต่ปี 1979 ซึ่งเทียบเท่ากับการสูญเสียพื้นที่ขนาดเท่าประเทศสเปนไปในทุก ๆ 10 ปี การสูญเสียแผ่นน้ำแข็งทำให้ชายฝั่งอาร์กติกต้องเผชิญกับแรงคลื่น เกิดการกัดเซาะชายฝั่งรุนแรงขึ้น และคุกคามชุมชนชายฝั่ง
คารินา ฟอน ชุคมันน์ ผู้อำนวยการรายงานด้านมหาสมุทร กล่าวในการแถลงข่าวว่า น้ำแข็งทะเลอาร์กติกที่ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 ทำให้โครงสร้างพื้นฐานชายฝั่งในอาร์กติกระดับ 60% สุ่มเสี่ยงต่อการถูกกัดเซาะและเผชิญวิกฤตระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
ในอีกฟากหนึ่งของโลก ทวีปแอนตาร์กติกาสูญเสียน้ำแข็งทะเลอย่างหนักในปี 2022 จนทำให้เพนกวินจักรพรรดิมีจำนวนลดลงอย่างมาก เนื่องจากลูกเพนกวินต้องจมน้ำเสียชีวิตก่อนที่ขนกันน้ำจะเจริญเติบโตทัน ส่งผลให้องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ยกระดับสถานะของเพนกวินจักรพรรดิเป็น “สัตว์ใกล้สูญพันธุ์” (Endangered) พร้อมเตือนว่าประชากรเพนกวินจักรพรรดิกว่า 90% อาจเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เกือบทั้งหมดภายในปี 2100 หากน้ำแข็งทะเลยิ่งลดลงเช่นนี้
ขณะที่ ประชากรประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นเกาะขนาดเล็กเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงสุดจากความเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทร เพราะประเทศเหล่านี้ต้องเผชิญกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น พายุไซโคลนที่ทวีความรุนแรง คลื่นซัดฝั่ง และการตายของแนวปะการัง
ฟอน ชุคมันน์กล่าวว่า “สำหรับประเทศที่เป็นเกาะ การเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรไม่ใช่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ไกลตัว แต่มันคือความท้าทายทางเศรษฐกิจ การพัฒนา และความมั่นคงในปัจจุบัน และเป็นสัญญาณเตือนถึงประชาชนที่อาศัยชายฝั่งประเทศอื่น ๆ จะต้องเผชิญในอนาคต”
รายงานฉบับนี้ เรียกร้องให้มีการเฝ้าระวังและติดตามสภาวะมหาสมุทรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รัฐบาลและชุมชนทั่วโลกมีข้อมูลที่เพียงพอในการเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น โดย ปิแอร์ บาอูเรล กล่าวสรุปว่า “เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเราที่จะต้องรับมือและคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงนี้”
สอดคล้องกับข้อห่วงใยของ ฟลอเรียน ปัปเพนเบอร์เกอร์ ผู้อำนวยการใหญ่แห่ง ศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป (ECMWF) ที่เตือนว่า วิกฤตภูมิอากาศ คุณภาพอากาศ และสุขภาพของสาธารณชน เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ได้ และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระดับโลกในการแก้ไขอย่างเร่งด่วน”
ที่มา: CNN, France24, The Guardian





