วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน 2569

Login
Login

ปชช. 88.2% ปรับพฤติกรรมสู้โลกเดือด นิด้าโพล แนะยกระดับ Collective Action

“นิด้าโพล” เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “NIDA Environment Poll 2026” พบว่า วิกฤติสิ่งแวดล้อมไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องไกลตัวหรือแนวคิดเชิงนามธรรมอีกต่อไป แต่กลายเป็น “ต้นทุนจริง” ที่กระทบต่อชีวิตประจำวัน สุขภาพ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของครัวเรือน

ผลสำรวจ NIDA Environment Poll 2026 เผยสัญญาณเชิงบวก คนไทย 88.2% ขยับจาก “ตระหนัก” สู่ “ลงมือทำ” ในระดับบุคคล พร้อมหนุนมาตรการรัฐเข้มงวด 71.7% มองอนาคต 10 ปีข้างหน้าสิ่งแวดล้อมไทยแย่ลง Climate Change กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจ-ปากท้อง ดันต้นทุนสุขภาพพุ่ง จี้รัฐ-เอกชนเร่งปลดล็อกคอขวดเชิงนโยบาย

คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “NIDA Environment Poll 2026” ซึ่งสำรวจระหว่างวันที่ 21-27 ส.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง ครอบคลุมทุกระดับการศึกษาและระดับรายได้ เพื่อประเมินการรับรู้ ผลกระทบ ตลอดจนความพร้อมและการปรับตัวของสังคมไทยต่อวิกฤติสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

ผลการสำรวจสะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญของสังคมไทยว่า วิกฤติสิ่งแวดล้อมไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องไกลตัวหรือแนวคิดเชิงนามธรรมอีกต่อไป แต่กลายเป็น “ต้นทุนจริง” ที่กระทบต่อชีวิตประจำวัน สุขภาพ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของครัวเรือน ขณะเดียวกันยังฉายภาพความย้อนแย้ง (Paradox) เชิงโครงสร้างระหว่าง “ความพร้อมของภาคประชาชน” กับ “ความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายของประเทศ” ในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

NIDA เปิดรับสมัครหลักสูตรAM-IPO รุ่นที่ 5 เสริมความรู้ระดมทุนผ่าน IPO

สวธ.-นิด้า จัดเวที 'THAI CULTURE SDGs' ชูวัฒนธรรมขับเคลื่อนเมืองยั่งยืน

PM2.5 กระทบสุขภาพทะลุ 66%

จากผลสำรวจพบว่า ประชาชนถึง 71.6% รู้สึกว่าสภาพอากาศในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมามีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แบ่งเป็นกลุ่มที่มองว่ารุนแรงขึ้นมาก 42.60% และรุนแรงขึ้น 29.01% สะท้อนว่าความผันผวนของสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ตรงของประชาชนแล้ว

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากที่สุด พบว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ครองอันดับ 1 สูงถึง 31.22% ปัญหาน้ำท่วม 19.62% คลื่นความร้อน (Heatwave) 15.65% ปัญหาภัยแล้ง 15.42% ขยะพลาสติก 9.31% การสูญเสียพื้นที่สีเขียว 6.26% น้ำเสีย 2.37% การกัดเซาะชายฝั่ง 0.15%

จุดที่น่าจับตาในมิติเชิงเศรษฐศาสตร์และสังคม คือ Climate Change กระทบ ด้านสุขภาพ สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งถึง 66.18% ค่าครองชีพ 31.98% รายได้ 31.76% ภาคการเกษตร 28.55% พลังงาน 11.22% ความมั่นคงด้านอาหาร 9.16% การท่องเที่ยว 9.08% ทรัพย์สิน 5.04%

ตัวเลขดังกล่าวชี้ชัดว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและค่าครองชีพของประชาชนพุ่งสูงขึ้น สวนทางกับขีดความสามารถในการสร้างรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มฐานรากและภาคเกษตรกรรม

ปชช. 88.2% ปรับพฤติกรรมสู้โลกเดือด นิด้าโพล แนะยกระดับ Collective Action

ประชาชนพร้อมหนุนกฎหมายเข้ม

ในมิติของพฤติกรรม ผลสำรวจชี้ให้เห็นสัญญาณบวกว่า คนไทยส่วนใหญ่กำลังขับเคลื่อนจาก “ความตระหนักรู้ (Awareness)” ไปสู่ “การลงมือปฏิบัติจริง (Action)” โดย 88.2% ระบุว่าได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว แบ่งเป็นทำเป็นประจำ 61.15% และทำเป็นครั้งคราว 27.09%

สำหรับพฤติกรรมสีเขียวที่ทำเป็นประจำสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่การคัดแยกขยะ (56.23%)การลดการใช้พลาสติก (48.79%)

การหันมาใช้ถุงผ้า (45.76%)การประหยัดพลังงานไฟฟ้า (40.92%) การร่วมปลูกต้นไม้ (34.60%)

นอกจากนี้ ในด้านการตอบรับต่อนโยบายสาธารณะ พบว่า 71.7% ของกลุ่มตัวอย่างมีความพร้อมในระดับสูงที่จะให้ความร่วมมือ หากภาครัฐจำเป็นต้องบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น (พร้อมมาก 50.61% และพร้อมมากที่สุด 21.07%)

อย่างไรก็ตาม “ความพร้อมของประเทศไทยในภาพรวม” ต่อการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พบว่าประชาชน 46.3% มองว่าประเทศยังมีความพร้อมอยู่ในระดับต่ำ (พร้อมน้อย 24.05% และไม่พร้อมเลย 22.29%) สะท้อนว่าประชาชนมองว่าโครงสร้างพื้นฐาน กลไกการบริหารจัดการ และการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ ยังไม่เอื้ออำนวยหรือรองรับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

10 ปีข้างหน้า สิ่งแวดล้อมไทยมีแนวโน้ม “แย่ลง”

 โดยกลุ่มตัวอย่างถึง 65.6% คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า สถานการณ์สิ่งแวดล้อมของประเทศไทยจะมีแนวโน้ม “แย่ลง” (มองว่าแย่ลง 48.63% และแย่ลงมาก 16.95%) ผลสำรวจระบุชัดเจนว่า องค์ประกอบสำคัญที่ประชาชนมองว่าจำเป็นเร่งด่วนในการขับเคลื่อนประเทศให้หลุดพ้นจากวิกฤตินี้ คือ นโยบายของรัฐที่ชัดเจน การสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจริงจัง 

การสำรวจครั้งนี้จัดทำขึ้นโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยตามมาตรฐานทางสถิติ การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) ผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05

หลังจากนี้ เป็นภารกิจของภาครัฐและภาคธุรกิจที่จะต้องบูรณาการร่วมกัน เพื่อแปลง “ต้นทุนความพร้อมของประชาชนกว่า 88%” ให้กลายเป็น พลังขับเคลื่อนระดับกลุ่ม (Collective Action) ผ่านการวางโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนวิถีชีวิตคาร์บอนต่ำ การบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเท่าเทียม และการสร้างกลไกทางเศรษฐศาสตร์เพื่อลดผลกระทบต่อปากท้องของประชาชนอย่างยั่งยืน