วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน 2569

Login
Login

ยูนิเซฟ-นิด้าโพล 2569 เปิดพิษ 'น้ำมันแพง' ดัน 7 ค่าใช้จ่ายพุ่ง สวนทางรายได้หด

วิกฤติน้ำมันแพงกระแทกครัวเรือนที่มีเด็ก ค่าเดินทางพุ่ง 89.16% อาหาร 71.80% ขณะที่รายได้ลดลง สะเทือนถึงโภชนาการ การศึกษา และสุขภาพจิตเด็ก

KEY POINTS

  • ผลสำรวจยูนิเซฟ-นิด้าโพลชี้ วิกฤติน้ำมันแพงกระทบครัวเรือนที่มีเด็กหนัก ค่าใช้จ่าย 7 หมวดพุ่ง ขณะที่รายได้และชั่วโมงทำงานลดลง
  • ค่าเดินทางพุ่งสูงสุด 89.16% ตามด้วยอาหารและเครื่องดื่ม 71.80% ครัวเรือนต้องลดค่าอาหาร ลดการเดินทาง และดึงเงินออมมาใช้
  • วิกฤติค่าครองชีพกระทบเด็กโดยตรง ทั้งโภชนาการ การศึกษา และสุขภาพจิตจากความเครียดที่เพิ่มขึ้น

องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEP) ประเทศไทย ร่วมกับ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยรายงานผลสำรวจความคิดเห็นสาธารณะว่าด้วยผลกระทบของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อค่าครองชีพ ประจำเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดทำขึ้นจากกลุ่มตัวอย่าง 1,227 ครัวเรือนที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทั่วประเทศไทย

'กรุงเทพธุรกิจ' สรุปรายงานผลสำรวจพบว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของครัวเรือนในระดับมากถึงร้อยละ 43.93 โดยสร้างแรงกดดันต่อค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและอาหาร ตลอดจนส่งผลกระทบสืบเนื่องต่อโภชนาการ การเรียนรู้ และสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน

ครัวเรือนที่มีเด็ก-ผู้พิการ-คนภาคกลาง หนักสุด

ผลการสำรวจชี้ว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นในช่วง 1–2 เดือนก่อนการสำรวจ ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนในระดับมากที่สุดร้อยละ 43.93 ระดับปานกลางร้อยละ 31.05 และระดับรุนแรงมากร้อยละ 17.44

เมื่อจำแนกตามกลุ่มเป้าหมาย ครัวเรือนที่มีเด็กอายุ 6–18 ปี ได้รับผลกระทบระดับมากสูงถึงร้อยละ 46.32 ขณะที่ครัวเรือนที่มีสมาชิกพิการได้รับผลกระทบระดับมากร้อยละ 46.73

ในมิติภูมิภาค ภาคกลางได้รับผลกระทบระดับมากสูงที่สุดร้อยละ 50.78 ตามด้วยภาคใต้ร้อยละ 43.37 ภาคเหนือร้อยละ 43.05 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 36.91 ส่วนกรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบระดับปานกลางเป็นหลักร้อยละ 45.99

เปิด 7 ค่าใช้จ่ายครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้นรับพิษน้ำมัน

  • ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง (ภาพรวมร้อยละ 89.16) อันดับ 1 ภาคเหนือ (ร้อยละ 96.41) อันดับ 2 ภาคใต้ (ร้อยละ 93.37) อันดับ 3 กทม. (ร้อยละ 92.70) อันดับ 4 ภาคกลาง (ร้อยละ 92.19) อันดับ 5 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 76.66)
  • ค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่ม (ภาพรวมร้อยละ 71.80) อันดับ 1 กทม. (ร้อยละ 86.86) อันดับ 2 ภาคเหนือ (ร้อยละ 78.92) อันดับ 3 ภาคกลาง (ร้อยละ 70.31) อันดับ 4 ภาคใต้ (ร้อยละ 65.66) อันดับ 5 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 65.30)
  • ค่าสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ค่าไฟฟ้า/ค่าน้ำประปา (ภาพรวมร้อยละ 43.60) อันดับ 1 ภาคกลาง (ร้อยละ 52.34) อันดับ 2 ภาคเหนือ (ร้อยละ 43.50) อันดับ 3 ภาคใต้ (ร้อยละ 41.57) อันดับ 4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 37.85) อันดับ 5 กทม. (ร้อยละ 35.04)
  • ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา (ภาพรวมร้อยละ 23.72) อันดับ 1 กทม. (ร้อยละ 68.61) อันดับ 2 ภาคใต้ (ร้อยละ 33.73) อันดับ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 19.24) อันดับ 4 ภาคกลาง (ร้อยละ 16.15) อันดับ 5 ภาคเหนือ (ร้อยละ 8.07)
  • ภาระหนี้สินและการชำระคืนเงินกู้ (ภาพรวมร้อยละ 10.27) อันดับ 1 ภาคกลาง (ร้อยละ 14.06) อันดับ 2: ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 12.62) อันดับ 3 ภาคใต้ (ร้อยละ 10.24) อันดับ 4 ภาคเหนือ (ร้อยละ 5.83) อันดับ 5 กทม. (ร้อยละ 1.46)
  • ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย เช่น ค่าเช่าบ้าน/ค่าผ่อนบ้าน (ภาพรวมร้อยละ 8.72) อันดับ 1 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 11.67) อันดับ 2 ภาคกลาง (ร้อยละ 11.20) อันดับ 3 ภาคใต้ (ร้อยละ 10.84) อันดับ 4 กทม. (ร้อยละ 2.92) อันดับ 5 ภาคเหนือ (ร้อยละ 2.24)
  • ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล (ภาพรวมร้อยละ 5.79) อันดับ 1 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 12.62) อันดับ 2 ภาคใต้ (ร้อยละ 6.02) อันดับ 3 ภาคกลาง (ร้อยละ 4.69) อันดับ 4 กทม. (ร้อยละ 1.46) อันดับ 5 ภาคเหนือ (ร้อยละ 0.45)

ยูนิเซฟ-นิด้าโพล 2569 เปิดพิษ 'น้ำมันแพง' ดัน 7 ค่าใช้จ่ายพุ่ง สวนทางรายได้หด

รายได้และชั่วโมงทำงานลดลง

ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นส่งผลกระทบต่อการเดินทางของสมาชิกในครัวเรือนสูงถึงร้อยละ 99.02 โดยร้อยละ 69.30 ระบุว่ากระทบทั้งการเดินทางไปทำงานและไปโรงเรียนพร้อมกัน แยกเป็นกระทบการเดินทางไปทำงานอย่างเดียวร้อยละ 16.54 และกระทบการเดินทางไปโรงเรียนอย่างเดียวร้อยละ 14.16 เมื่อพิจารณารายภูมิภาค ภาคเหนือและภาคใต้ได้รับผลกระทบต่อการเดินทางทั้งไปทำงานและไปโรงเรียนสูงที่สุด (ร้อยละ 84.75 และร้อยละ 82.42 ตามลำดับ)

วิกฤตินี้ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อภาวะเศรษฐกิจของครอบครัว โดยร้อยละ 46.37 ของครัวเรือนรายงานว่า ชั่วโมงการทำงานและรายได้ลดลง โดยเฉพาะในภาคใต้ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ลดลงสูงที่สุดถึงร้อยละ 66.26 ตามด้วยภาคเหนือร้อยละ 50.22 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 47.32 ขณะที่กรุงเทพมหานครร้อยละ 66.42 และภาคกลางร้อยละ 47.66 ระบุว่าไม่ได้รับผลกระทบในมิตินี้

ตัดค่าอาหาร ลดเดินทาง และดึงเงินออมมาใช้

เพื่อรับมือกับภาวะราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่ถึง ร้อยละ 85.17 จำเป็นต้องดำเนินมาตรการปรับตัวอย่างรุนแรง โดยสัดส่วนการปรับตัวสูงที่สุดอยู่ในภาคใต้ (ร้อยละ 95.78) กรุงเทพมหานคร (ร้อยละ 95.62) และภาคเหนือ (ร้อยละ 93.72)

มาตรการหลักที่ประชาชนนำมาใช้ ได้แก่

  • ลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่ม: ร้อยละ 57.89 โดยกรุงเทพมหานครนำมาตรการนี้มาใช้สูงที่สุดถึงร้อยละ 90.84
  • ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น: ร้อยละ 57.32 ซึ่งเป็นมาตรการหลักของภาคใต้ (ร้อยละ 87.42) ภาคเหนือ (ร้อยละ 67.94) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 55.04)
  • เปลี่ยนมาบริโภคอาหารราคาถูกลง หรือใช้วัตถุดิบทดแทน: ร้อยละ 46.79 โดยกรุงเทพมหานครใช้วิธีนี้สูงถึงร้อยละ 81.68
  • นำเงินออมสะสมออกมาใช้จ่าย: ร้อยละ 15.12 โดยภาคใต้ดึงเงินออมออกมาใช้มากที่สุดร้อยละ 25.16
  • กู้ยืมเงิน หรือนำทรัพย์สินไปจำนำ/ค้ำประกัน: ร้อยละ 12.73 ซึ่งภาคกลางใช้วิธีนี้สูงที่สุดร้อยละ 17.36

เมื่อประเมินความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายจำเป็นในอีก 3 เดือนข้างหน้า ครัวเรือนร้อยละ 33.01 ระบุว่า "ค่อนข้างกังวล" ร้อยละ 28.77 "ไม่เชื่อมั่นแต่ไม่กังวล" ร้อยละ 22.00 "ค่อนข้างเชื่อมั่น" และร้อยละ 11.49 "กังวลมาก" โดยภาคเหนือมีความกังวลสูงที่สุด (ร้อยละ 40.36) ขณะที่กรุงเทพมหานครมีความเชื่อมั่นมากที่สุด (ร้อยละ 51.82)

โภชนาการถดถอย ค่าเปิดเทอมพุ่ง และภาวะเครียดสะสม

รายงานของ ยูนิเซฟ และ นิด้าโพล ชี้ว่า แรงกดดันทางเศรษฐกิจส่งผลเสียโดยตรงต่อเด็กใน 3 ด้านสำคัญ

  • โภชนาการอาหาร: ครัวเรือนร้อยละ 42.22 ระบุว่า ราคาสินค้าที่แพงขึ้นกระทบระดับปานกลางต่อคุณภาพหรือปริมาณอาหารที่เด็กบริโภค และกระทบอย่างมากร้อยละ 18.83 โดยกรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบด้านอาหารของเด็กระดับปานกลางสูงที่สุดถึงร้อยละ 84.67
  • ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาช่วงเปิดเทอมใหม่: ราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายการศึกษาของเด็กถึงร้อยละ 72.29 หมวดที่หนักที่สุดคือ ค่าเดินทางไปโรงเรียน (ร้อยละ 80.05) และ ค่าอุปกรณ์การเรียนรวมถึงชุดนักเรียน (ร้อยละ 54.90) โดยกรุงเทพมหานครมีสัดส่วนได้รับผลกระทบด้านการศึกษาสูงที่สุดถึงร้อยละ 99.27
  • สุขภาพจิตและความเครียดของเด็ก: ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ เด็กมีความเครียดหรือวิตกกังวลเพิ่มขึ้นร้อยละ 51.51 (วิตกกังวลเล็กน้อยร้อยละ 59.18 และวิตกกังวลมากร้อยละ 14.87) โดยเด็กในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร มีภาวะเครียดสูงที่สุดถึงร้อยละ 81.02 รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 69.40

การช่วยเหลือที่ต้องการจากรัฐ

หากราคาน้ำมันและราคาสินค้ายังคงสูงต่อเนื่อง ครัวเรือนร้อยละ 91.20 มีความกังวลอย่างมากต่อผลกระทบในอนาคต โดยเรื่องที่กังวลมากที่สุดคือ ความสามารถในการซื้ออาหาร (ร้อยละ 60.50) การศึกษาของบุตรหลาน (ร้อยละ 42.36) และ ภาระหนี้สิน (ร้อยละ 36.19)

ด้านการรับความช่วยเหลือ ปัจจุบันมีครัวเรือนร้อยละ 57.62 ได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งร้อยละ 96.61 ได้รับจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ช่องว่างสำคัญ คือ ภาคเหนือเป็นภูมิภาคที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือสูงที่สุดถึงร้อยละ 79.82 ขณะที่กรุงเทพมหานครได้รับการช่วยเหลือสูงถึงร้อยละ 97.08

สำหรับมาตรการภาครัฐที่ประชาชนเห็นว่าช่วยแบ่งเบาภาระได้ดีที่สุด ได้แก่

  • ลดค่าใช้จ่ายด้านสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าเดินทาง หรือค่าการศึกษา: ร้อยละ 56.15 (ภาคเหนือต้องการสูงที่สุดร้อยละ 63.23)
  • ให้เงินช่วยเหลือแบบไม่มีเงื่อนไข (เงินให้เปล่า): ร้อยละ 30.65
  • พักชำระหนี้ หรือลดหย่อนภาษี: ร้อยละ 13.20

ความคิดเห็นเชิงคุณภาพของประชาชนสะท้อนว่า ค่าไฟ พลังงาน และค่าขนส่งที่แพงขึ้น ได้ดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้สูงตาม ทำให้ครอบครัวต้องวางแผนรัดกุม ดึงเงินออมมาใช้ หรือนำทรัพย์สินไปขายหมุนเวียน ข้อมูลจาก ยูนิเซฟ ประเทศไทย และ นิด้าโพล จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุดเพื่อปกป้องเด็กและครอบครัวเปราะบางต่อไป

ระเบียบวิธีวิจัยและข้อมูลประชากร

รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดย ยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมกับ นิด้าโพล ผ่านการวิจัยเชิงปริมาณและการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิครอบคลุม 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร (ร้อยละ 11.17), ภาคกลาง (ร้อยละ 31.30), ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 25.83), ภาคเหนือ (ร้อยละ 18.17) และภาคใต้ (ร้อยละ 13.53)

ดำเนินการลงพื้นที่สัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวด้วยแบบสอบถามในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 แบ่งเป็นครัวเรือนที่มีเด็กอายุ 0–5 ปี จำนวน 195 ครัวเรือน (ร้อยละ 15.89) และครัวเรือนที่มีเด็กอายุ 6–18 ปี จำนวน 1,032 ครัวเรือน (ร้อยละ 84.11) โดยมีครัวเรือนที่มีสมาชิกพิการร่วมด้วยร้อยละ 8.72

กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 57.37 มีช่วงอายุ 36–45 ปีมากที่สุด (ร้อยละ 32.92) สำเร็จการศึกษาสูงสุดระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าร้อยละ 28.03 ประกอบอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว/อาชีพอิสระร้อยละ 27.47 และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001–20,000 บาทมากที่สุด (ร้อยละ 38.47) ทั้งนี้ รายงานฉบับดังกล่าวไม่ได้มีการระบุคำให้สัมภาษณ์หรือโควตคำพูดของตัวบุคคลรายใดเป็นการเฉพาะ แต่เป็นการนำเสนอข้อมูลสถิติเชิงประจักษ์จากการสำรวจภาคสนามของทั้งสองหน่วยงาน