วันอังคาร ที่ 22 กันยายน 2569

Login
Login

‘คุณธรรมสิ่งแวดล้อม’ ทางรอดยุคโลกเดือด มาพร้อมกฎหมายเข้มงวด-ความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม

“คุณธรรมสิ่งแวดล้อม” เกิดขึ้นไม่ได้และไม่ช่วยแก้ปัญหา หากมีเพียงระดับบุคคลเพียงอย่างเดียว  แต่ต้องมี “คุณธรรมระดับระบบ” กฎหมายที่เข้มงวด และความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม พร้อมหนุนผลักดันร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

KEY POINTS

  • การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องอาศัย "คุณธรรม" ทั้งในระดับจิตสำนึกของบุคคล และ "คุณธรรมระดับระบบ" ที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งปัจเจกบุคคลไม่สามารถแก้ไขได้ลำพัง
  • เน้นย้ำหลัก "ความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม" เพื่อไม่ให้ภาระผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อนตกอยู่กับกลุ่มเปราะบางซึ่งเป็นผู้ก่อมลพิษน้อยที่สุด
  • การเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยกลไกกฎหมายที่เข้มงวด เช่น ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสร้างกติกาที่เท่าเทียมและบังคับให้ภาคธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

เวทีเสวนา “SURVIVE THE CLIMATE เมื่อภูมิอากาศวิกฤติ เราจะผ่านความลำบากไปด้วยกันอย่างไร” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน ‘THE MORAL SURVIVAL: นิยามคุณธรรมในโลกที่บีบคั้นให้เราเอาตัวรอด’ จัดโดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ) ได้เชิญวิทยากรผู้ขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ได้แก่ คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจและความยั่งยืน และ คุณชณัฐ วุฒิวิกัยการ (ก้อง KongGreenGreen) ครีเอเตอร์และนักขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองการสร้าง “คุณธรรมสิ่งแวดล้อม” ในยุคที่โลกกำลังเผชิญวิกฤติภูมิอากาศอย่างรุนแรง

สฤณีกล่าวว่า เมื่อพูดถึง “คุณธรรมสิ่งแวดล้อม” ผู้คนมักมองว่าคุณธรรมอาจฟังดูเป็นนามธรรม จึงควรแปลงให้อยู่ในรูปของ “จริยธรรมสิ่งแวดล้อม” (Environmental Ethics) ซึ่งเป็นแนวคิดที่มองว่ามนุษย์ต้องดูแลรักษาธรรมชาติ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1) Anthropocentrism การมองมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ที่ดูแลธรรมชาติเพราะหากไม่ดูแล มนุษย์เองจะเดือดร้อน 2) Biocentrism การมองสิ่งมีชีวิตเป็นศูนย์กลาง ที่ยอมรับว่าทุกชีวิตมีคุณค่าและสิทธิในการดำรงอยู่ด้วยตนเอง และ 3) Ecocentrism แนวคิดนิเวศวิทยาเชิงลึกที่มองระบบนิเวศของโลกเป็นองค์รวมที่ต้องอนุรักษ์ไว้ โดยก้าวข้ามประโยชน์ของเผ่าพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่ง

ขณะที่ ชณัฐให้ความหมายของคุณธรรมสิ่งแวดล้อมในเชิงพฤติกรรมระดับปัจเจกบุคคลว่า เป็นเรื่องของ “จิตสำนึก” ความไม่เห็นแก่ตัว และความรับผิดชอบต่อผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม ที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ก่อนจะทิ้งขยะ ควรใช้เวลาสักนิดในการเทน้ำออกจากแก้ว หรือทิ้งขยะให้ถูกถุงถูกจุดรับที่ออกแบบไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ “การยับยั้งชั่งใจ” ซึ่งช่วยลดผลกระทบและลดภาระแก่พนักงานเก็บขยะ

‘คุณธรรมสิ่งแวดล้อม’ ทางรอดยุคโลกเดือด มาพร้อมกฎหมายเข้มงวด-ความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม

สำหรับการประเมินว่า คนไทยมีคุณธรรมสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด สฤณีชี้ว่าในมุมมองเศรษฐศาสตร์ความยั่งยืน ต้องประเมินจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในประเทศ ซึ่งพบว่าปริมาณขยะของประเทศยังคงมีมหาศาล ตัวเลขการแยกขยะไม่ได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งการลงทุนของภาครัฐในการช่วยประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในการตั้งรับปรับตัวต่อผลกระทบภาวะโลกร้อนก็ยังน้อยมาก

สฤณีสะท้อนว่า สถานการณ์นี้มีความเป็นไปได้ 2 ทาง คือ ประชาชนอาจยังพยายามไม่มากพอ หรือประชาชนพยายามแล้ว แต่ติดขัดปัญหาเชิงนโยบายและระบบที่ใหญ่เกินกว่าระดับปัจเจกจะแก้ไขได้ด้วยตนเอง

ในประเด็นนี้ ชณัฐเห็นด้วยว่าวิกฤติสิ่งแวดล้อมอย่างฝุ่น PM2.5 หรือปัญหากองขยะ เกี่ยวข้องกับคุณธรรมทุกระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งแค่ประชาชนอย่างเดียวไม่สามารถแก้ได้ โดยเขาได้เล่าว่ามีประชาชนจากต่างจังหวัดส่งข้อความมาว่า “อย่าว่าแต่แยกขยะเลย ชุมชนหนูรถขยะยังไม่มีเลย ต้องเผาเอา” ขณะเดียวกัน ประชาชนก็ขาดความเชื่อมั่นในการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพราะถึงจะมีถังขยะหลายประเภท แต่กลับยังไม่มีการเปิดเผยเส้นทางจัดการขยะที่ชัดเจน

สฤณีเน้นย้ำว่า คุณธรรมระดับปัจเจกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่จำเป็นต้องมี “คุณธรรมระดับระบบ” โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม” เพราะวิกฤตภูมิอากาศในปัจจุบันกำลังทำให้เกิดภาวะที่กลุ่มคนซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยที่สุด เช่น ผู้ยากจนหรือกลุ่มเปราะบางที่มีวิถีชีวิตเป็นมิตรต่อโลก กลับกลายเป็นผู้ที่ต้องแบกรับผลกระทบและภัยพิบัติรุนแรงที่สุด ดังนั้นการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี จึงต้องรับประกันว่าภาระและความรับผิดชอบจะไม่ตกอยู่กับกลุ่มคนที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา

‘คุณธรรมสิ่งแวดล้อม’ ทางรอดยุคโลกเดือด มาพร้อมกฎหมายเข้มงวด-ความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม

สฤณีอธิบายว่า ภาคพลังงานคือผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักถึงประมาณ 2 ใน 3 ของทั้งในไทยและระดับโลก ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนจึงต้องดำเนินไปพร้อมกับแนวคิด “การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานที่เป็นธรรม” และ การกระจายศูนย์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและชุมชนเป็นเจ้าของพลังงานได้ รวมถึงลดการผูกขาดรวมศูนย์ที่มีสัญญารับซื้อไฟฟ้าระยะยาว 20-25 ปี ที่บีบให้ประชาชนต้องจ่ายเงินแม้โรงไฟฟ้าไม่ได้เดินเครื่องก็ตาม

นอกจากนี้ สฤณีได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของกลไกทางกฎหมาย โดยระบุว่าเศรษฐกิจเขียวไม่สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยความสมัครใจเพียงอย่างเดียว เนื่องจากหากปล่อยให้เป็นเรื่องสมัครใจ บริษัทที่ทุ่มเทลงทุนป้องกันมลพิษจะมีต้นทุนสูงกว่า ขณะที่บริษัทที่ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมจะผลักภาระต้นทุนภายนอกเชิงลบให้สังคมแบกรับ การออกกฎหมายและมาตรฐานที่เข้มงวดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการ “สร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม” เพื่อส่งเสริมธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ และสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจที่ไม่ดีต้องปรับตัวตาม

ด้านชณัฐกล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงจนเห็นผลกระทบได้ชัดเจนในชีวิตประจำวัน เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำซากที่จังหวัดน่านที่เกิดขึ้นทุกปี จนกลายเป็น “เทศกาลประจำปี” ดังนั้นการสื่อสารให้ผู้คนเข้าใจปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงจำเป็นต้องเชื่อมโยงให้เข้ากับวิถีชีวิตผู้คน จึงเป็นที่มาของรายการ “จานนี้มีเรื่องโลก” ที่ชี้ให้เห็นว่าภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่อวัตถุดิบอย่างส้มป่อย อาหารทะเล กาแฟ โกโก้ และมัตจะ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ผู้คนและภาคธุรกิจตระหนักถึงความเสี่ยงใกล้ตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชณัฐกล่าวว่า “การใส่ใจโลกคือการเอาตัวรอด” เพราะการดูแลสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่เรื่องของค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนทั้งในด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของคนรุ่นหลัง

“ผู้ใหญ่ลงทุนการศึกษาให้ลูกหลานเป็นเงินหลักล้านบาท เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้แก่ลูก แต่ในทางกลับกัน การสร้างสิ่งแวดล้อมกลับกลายเป็นภาระ ทั้งที่นี่คือการลงทุนเพื่อสร้างอนาคตที่ดีของลูกไม่ใช่หรือ?” ชณัฐกล่าว

ในช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรทั้งสองท่านได้ร่วมกันผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจเส้นตรง (ขุด-ผลิต-ใช้-ทิ้ง) ไปสู่ระบบหมุนเวียนทรัพยากร กฎหมายฉบับนี้จะช่วยขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) การกำหนดมาตรฐานบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้จริง การคุ้มครอง “สิทธิในการซ่อม” (Right to Repair) ของผู้บริโภค และการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของไทยให้สอดรับกับกติกาการค้าระดับโลก เช่น CBAM ของยุโรป หรือสนธิสัญญาพลาสติกโลก เพื่อให้สังคมไทยมีระบบและกติกาที่พร้อมพาคนทุกคนก้าวผ่านวิกฤติสภาพภูมิอากาศไปได้อย่างยั่งยืน

‘คุณธรรมสิ่งแวดล้อม’ ทางรอดยุคโลกเดือด มาพร้อมกฎหมายเข้มงวด-ความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม