รายงานจาก Oxfam เผยกลุ่มมหาเศรษฐี 0.1% และบริษัทขนาดยักษ์ของโลกได้ “กำไรสองต่อ” จากวิกฤติภูมิอากาศ ต่อแรกได้กำไรจากการลงทุนในธุรกิจมลพิษ ต่อที่สองได้กำไรจากธุรกิจฟื้นฟูภัยพิบัติ ขณะที่คนยากจนทั่วโลกต้องแบกรับภาระภัยพิบัติและความสูญเสีย
KEY POINTS
- มหาเศรษฐีและบริษัทขนาดใหญ่ทำ "กำไรสองต่อ" จากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยลงทุนในอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษสูงซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา และลงทุนในธุรกิจฟื้นฟูซ่อมแซมหลังเกิดภัยพิบัติ
- รายงานของออกซ์แฟมเผยว่า กลุ่มคนที่รวยที่สุด 0.1% ของโลก ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากกว่าประชากรที่ยากจนที่สุด 44% รวมกัน ซึ่งการปล่อยมลพิษนี้คาดว่าจะทำให้มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนสูงถึง 1.9 ล้านคนในศตวรรษหน้า
- ออกซ์แฟมเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ ใช้หลักการ "ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย" ผ่านการเก็บภาษีความมั่งคั่งและภาษีบริษัทพลังงาน เพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบและลดความเหลื่อมล้ำ
สภาพอากาศสุดขั้วรุนแรง ทั้งคลื่นความร้อน คลื่นลมมรสุม และอุทกภัยที่เกิดบ่อยขึ้น สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชนจำนวนมาก แต่กลับไม่ได้สร้างผลกระทบให้แก่ทุกคน เพราะ “ความเหลื่อมล้ำ” กลับทำให้กลุ่มมหาเศรษฐีและบริษัทขนาดยักษ์ของโลกได้ผลประโยชน์จาก “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ตามรายงานขององค์การออกซ์แฟม
ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง
รายงาน “ความเหลื่อมล้ำจากภัยพิบัติ: วิกฤติภูมิอากาศเพิ่มความเหลื่อมล้ำและสร้างความร่ำรวยให้คนกลุ่มน้อยอย่างไร” ขององค์การออกซ์แฟม ซึ่งเผยแพร่ก่อนการเปิดฉาก การประชุม COP31 ณ ประเทศตุรกี ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดและบรรษัทขนาดยักษ์ระดับโลก กำลังรับ “ผลกำไรสองต่อ” จากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ผลกำไรต่อแรกเกิดจากการกอบโกยรายได้ จากการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ส่วนผลกำไรต่อที่สองมาจากการเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมและบริการที่เกี่ยวกับการเตรียมพร้อม การฟื้นฟู และการซ่อมแซมสร้างใหม่หลังเกิดภัยพิบัติ
ข้อมูลระบุว่า 71% ของการลงทุนของมหาเศรษฐีระดับพันล้านที่มีมูลค่าสูงสุด 1,000 คนแรกของโลก ถูกกระจายอยู่ในภาคธุรกิจที่ปล่อยมลพิษสูง เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเคมีภัณฑ์
ขณะที่ ตลาดการฟื้นฟูและสร้างใหม่หลังจากภัยพิบัติทั่วโลกกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะเติบโตจากมูลค่า 70,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 92,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2029 นั่นหมายความว่า บ้านเรือนและระบบสาธารณูปโภคที่เสียหายของประชาชนกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจมูลค่ามหาศาลของผู้ลงทุนรายใหญ่
คนรวยทำโลกร้อน แต่คนจนรับกรรม
เพื่อพิสูจน์ปรากฏการณ์นี้ ออกซ์แฟมได้จัดทำ “ดัชนีการทำลายและสร้างใหม่” (Destroy & Rebuild Index) ซึ่งทำการวิเคราะห์บริษัทขนาดยักษ์จำนวน 217 แห่ง ที่ทำธุรกิจเชื่อมโยงทั้งการปล่อยมลพิษและการให้บริการรับมือภัยพิบัติ เช่น อุปกรณ์ทำความเย็น แนวป้องกันน้ำท่วม เครื่องมือดับเพลิง การขนส่ง อาหาร การประกันภัย และการให้กู้เงิน โดยในปี 2025 บริษัทในดัชนีนี้ สร้างผลกำไรเฉลี่ยสูงถึง 1,800 ล้านดอลลาร์ต่อบริษัท และจ่ายเงินปันผลคืนแก่ผู้ถือหุ้นเฉลี่ยรายละมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ บริษัทการบริหารจัดการสินทรัพย์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก 6 แห่ง ซึ่งรวมถึง BlackRock และ Vanguard ยังถือหุ้นรวมกันในบริษัทที่อยู่ในดัชนีทำลายและสร้างใหม่สูงถึง 92% โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวมกันมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถาบันการเงินระดับโลกกำลังขับเคลื่อนและได้รับผลประโยชน์จากวงจรอันเลวร้ายนี้อย่างมหาศาล
เมื่อพิจารณาในมิติของความเหลื่อมล้ำด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รายงานระบุว่า กลุ่มมหาเศรษฐีที่รวยที่สุด 0.1% ของโลก ซึ่งคิดเป็นประชากรเพียงประมาณ 8 ล้านคน ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากกว่าประชากรยากจนที่สุด 44% ของโลก หรือราว 3,500 ล้านคนรวมกัน และกลุ่มคน 0.1% นี้ยังปล่อยมลพิษคาร์บอนมากกว่าประชากรทั้งหมดในภูมิภาคแอฟริกาใต้ซาฮารา ซึ่งมีจำนวนกว่า 1,300 ล้านคน ถึงสามเท่า
การปล่อยมลพิษจำนวนมาก ของคนรวยมาจากวิถีชีวิตอันฟุ่มเฟือย ยกตัวอย่างเช่น การนั่งเครื่องบินเจ็ตเพียง 2 วินาที ก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าก๊าซคาร์บอนที่ประชากรกลุ่มยากจนที่สุด 50% ของโลกปล่อยรวมกันตลอดทั้งปีเสียอีก
นอกจากนี้ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มคนรวยที่สุด 1% นับตั้งแต่ปี 1990 มีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนถึง 20% และปริมาณมลพิษที่คนกลุ่มนี้ปล่อยเพียงในปีเดียว จะส่งผลให้เกิดอัตราการเสียชีวิตส่วนเกินจากความร้อนจัดถึง 1.9 ล้านคนในศตวรรษข้างหน้า โดยในจำนวนนี้กว่า 78% เป็นประชากรในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางใน ซีกโลกใต้ ทั้งที่ประเทศเหล่านั้นปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 8% ของโลกเท่านั้น
อามิตาภ เบชาร์ ผู้อำนวยการบริหารองค์การออกซ์แฟม อินเตอร์เนชันแนล กล่าวถึงความไม่ยุติธรรมนี้ว่า “กลุ่มมหาเศรษฐีระดับอัลตรากำลังจุดไฟเผาโลก แล้วตามมาเก็บเงินพวกเราทุกคนเป็นค่าถังดับเพลิง พวกเขาได้กำไรจากมลพิษ ได้กำไรจากภัยพิบัติ และยังได้กำไรซ้ำสองจากการเก็บกวาดทำความสะอาด”
ทางด้าน อเล็กซ์ เมตแลนด์ หนึ่งในผู้เขียนหลักของรายงาน และ เรเชล คาร์ล ที่ปรึกษาอาวุโสด้านความยุติธรรมทางภูมิอากาศของออกซ์แฟม อเมริกากล่าวตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการใช้อิทธิพลทางการเมืองของมหาเศรษฐี
“เรากำลังเห็นว่ากลุ่มคนรวยที่สุดทั้งในสหรัฐและทั่วโลก มีส่วนสร้างวิกฤตภูมิอากาศอย่างไม่สมสัดส่วน พวกเขามีเกราะป้องกันตัวเองจากผลกระทบ และยังทำกำไรจากภัยพิบัติที่พวกเขาก่อขึ้นเอง ผู้ก่อมลพิษจำเป็นต้องจ่ายค่าเสียหายที่พวกเขาได้สร้างไว้” คาร์ลกล่าว
แก้ปัญหาที่คนรวย
นาฟโคเต ดาบี หัวหน้านโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของออกซ์แฟม อินเตอร์เนชันแนล ย้ำว่าปัญหานี้แก้ไขได้ไม่ยากหากมีความตั้งใจจริง โดยระบุว่า “การแก้ไขวิกฤตภูมิอากาศเป็นเรื่องง่ายมาก นั่นคือการควบคุมกลุ่มคนที่รวยที่สุด ควบคุมอำนาจ ควบคุมการปล่อยมลพิษของพวกเขา และเก็บภาษีจากความมั่งคั่งของคนกลุ่มนี้”
องค์การออกซ์แฟมเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกในการประชุม COP31 เร่งดำเนินมาตรการหยุดยั้งการแสวงหาผลกำไรจากภัยพิบัติ พร้อมทั้งกำหนดหลักการ “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย” ด้วยการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากบริษัทพลังงานฟอสซิล ภาษีการเดินทางด้วยเจ็ตส่วนตัว และภาษีความมั่งคั่งถาวรจากมหาเศรษฐี เพื่อนำรายได้เหล่านั้นไปสนับสนุนเงินทุนช่วยเหลือและฟื้นฟูชุมชนที่ยากจน ในรูปแบบเงินอุดหนุนที่ไม่สร้างภาระหนี้สิน เพื่อคืนความยุติธรรมทางภูมิอากาศและความเท่าเทียมให้กับประชาชนคนธรรมดาอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ จำเป็นต้องควบคุมและจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เชื่อมโยงกับพอร์ตการลงทุนของกลุ่มคนรวยที่สุด โดยรัฐบาลต้องออกกฎระเบียบ เพื่อยุตินโยบายและการแสวงหาผลกำไรจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ พร้อมเข้ามากำกับดูแลและจำกัดอำนาจของบรรษัทเอกชนในระบบการรับมือภัยพิบัติฉุกเฉิน การฟื้นฟูสร้างใหม่ และระบบการจัดหาอาหาร เพื่อตัดวงจรอุบาทว์ที่กลุ่มทุนสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ที่ได้ทั้งจากการลงทุนในธุรกิจมลพิษและการต่อยอดธุรกิจฟื้นฟูความเสียหาย
ขณะเดียวกัน ก็ต้องลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย เนื่องจากประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงจะมีอัตราความสูญเสียและเสียชีวิตจากภัยพิบัติรุนแรงกว่าหลายเท่า รัฐบาลจึงต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะและบริการสังคมที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงระบบเตือนภัย การคุ้มครอง และการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ได้อย่างเท่าเทียม
การแก้ปัญหาจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง เมื่อผู้นำระดับโลกในการประชุมสากล เช่น COP31 ร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย โดยเปลี่ยนมุมมองจากการมองว่าวิกฤตภูมิอากาศเป็น “ชะตากรรมร่วมของมนุษยชาติ” มาเป็นการมุ่งเป้ากำกับดูแลและลดอำนาจของกลุ่มผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่ ป้องกันไม่ให้มีการใช้ภัยพิบัติเป็นข้ออ้างในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือกว้านซื้อที่ดิน และคืนความยั่งยืนและความยุติธรรมทางภูมิอากาศให้แก่ประชากรส่วนใหญ่ของโลก
ที่มา: Down to Earth, Euro News, The Guardian, TIME





