วันเสาร์ ที่ 19 กันยายน 2569

Login
Login

‘เสี่ยวไจ้เทียนเคิง’ หลุมยุบใหญ่ที่สุดในโลก ที่อยู่ของพืชโบราณ-สัตว์หายาก

“เสี่ยวไจ้เทียนเคิง” หลุมยุบใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ในจีน เกิดจากการกัดเซาะนับหมื่นปี ภายในมีป่ากึ่งร้อนชื้นอุดมด้วยพืชโบราณและสัตว์หายาก ทว่าความโดดเดี่ยวทำให้พืชมีความหลากหลายทางพันธุกรรมต่ำและเสี่ยงกลายพันธุ์

KEY POINTS

  • เสี่ยวไจ้เทียนเคิง คือหลุมยุบที่ใหญ่และลึกที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในประเทศจีน เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและแม่น้ำใต้ดินเป็นเวลานานจนเพดานหินปูนพังทลายลง
  • ภายในหลุมเป็นที่อยู่ของระบบนิเวศป่ากึ่งร้อนชื้น ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของพืชโบราณกว่า 1,200 ชนิด เช่น ต้นแปะก๊วย และสัตว์หายากอย่างเสือลายเมฆและซาลาแมนเดอร์ยักษ์จีน
  • แม้สภาพแวดล้อมที่ปิดจะช่วยปกป้องสิ่งมีชีวิต แต่ก็ทำให้พืชบางชนิดมีความหลากหลายทางพันธุกรรมต่ำและเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ ขณะที่การท่องเที่ยวก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการอนุรักษ์

“เสี่ยวไจ้เทียนเคิง” (Xiaozhai Tiankeng) เป็นหลุมยุบที่ลึกและใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยความกว้างประมาณ 537-626 เมตร และมีความลึกตั้งแต่ 511 เมตรไปจนถึง 662 เมตร ขึ้นอยู่กับจุดที่ทำการวัด ตั้งอยู่ในอ.เฟิ่งเจี๋ย ของจีน โดยตั้งชื่อตามชื่อของหมู่บ้านร้างที่เคยตั้งอยู่ใกล้เคียง

สถานที่แห่งนี้ ได้รับการสำรวจและวัดขนาดอย่างแม่นยำเป็นครั้งแรก โดยทีมนักธรณีวิทยาชาวจีนในปี 1994 โดยหลุมยุบมีปริมาตรมากถึงประมาณ 120 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเทียบเท่ากับขนาดของ สระว่ายน้ำโอลิมปิก จำนวน 40,000 สระรวมกัน และหลุมนี้สูงกว่าหอไอเฟลสองแห่งซ้อนกัน

หลุมยุบแห่งนี้ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จากการกัดเซาะเป็นระยะเวลาหลายหมื่นปี คาดว่าจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปประมาณ 128,000 ปีก่อน น้ำฝนที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ จากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ซึมลงสู่ชั้นหินปูนที่เปราะบางด้านล่าง ค่อย ๆ ละลายหินและขยายรอยแยกให้กว้างขึ้น

ในขณะเดียวกัน แม่น้ำใต้ดินก็ทำหน้าที่กัดเซาะจนเกิดเป็นระบบอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “ถ้ำตี้เฟิง” ซึ่งยาวกว่า 8.5 กิโลเมตร ก่อนที่เพดานหินปูนด้านบนจะรับน้ำหนักตัวเองไม่ไหวและพังทลายลงในที่สุด

โครงสร้างของเสี่ยวไจ้เทียนเคิง มีรูปทรงนาฬิกาทรายสองชั้น ซึ่งแตกต่างจากหลุมยุบอื่น ๆ ภายในแบ่งออกเป็นสองห้องอย่างชัดเจน โดยมีอ่างชั้นบนที่ลึกประมาณ 320 เมตร โอบล้อมด้วยหน้าผาสูงชัน และบีบตัวแคบลงตรงลาดหินปูน ก่อนจะเปิดออกสู่ห้องโถงชั้นล่าง ซึ่งมีความลึกอีกประมาณ 342 เมตร ลักษณะเช่นนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า หลุมยุบแห่งนี้อาจผ่านการพังทลายครั้งใหญ่มาสองระลอกที่ห่างกันหลายพันปี

‘เสี่ยวไจ้เทียนเคิง’ หลุมยุบใหญ่ที่สุดในโลก ที่อยู่ของพืชโบราณ-สัตว์หายาก

ภายในหลุมยุบ มีป่ากึ่งร้อนชื้นที่เติบโตอย่างสมบูรณ์ภายใต้สภาพแสงสลัวตลอดทั้งปี สภาพภูมิอากาศเฉพาะถิ่นที่เย็นสบายและมีความชื้นสูง ทำให้พื้นที่ใต้ดินแห่งนี้กลายเป็นแหล่งอนุรักษ์พืชพรรณโบราณมากกว่า 1,200 ชนิด รวมถึงต้น “แปะก๊วย” ซึ่งถือเป็นฟอสซิลมีชีวิตที่มีอายุเก่าแก่กว่ายุคไดโนเสาร์ ตลอดจนพืชจำพวกเฟิร์นและมอสหายาก ที่แทบจะไม่สามารถพบได้จากที่อื่นในบริเวณด้านบนหลุม

นอกจากนี้ ยังพบสัตว์ป่าหลากสายพันธุ์อาศัยอยู่ในระบบนิเวศก้นหลุมนี้เช่นกัน นักวิจัยได้บันทึกการพบตัว “เสือลายเมฆ” อาศัยอยู่บนต้นไม้ บ่งชี้ว่ายังคงมีระเบียงนิเวศวิทยาที่เชื่อมต่อระหว่างผืนป่าก้นหลุมกับผืนป่าด้านบนอย่างสมบูรณ์ ส่วนแหล่งน้ำก้นหลุมเป็นที่อยู่อาศัยของ “ซาลาแมนเดอร์ยักษ์จีน” สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่

นักวิทยาศาสตร์ยังพบการปรับตัวทางเคมีของพืชที่ก้นหลุมเสี่ยวไจ้เทียนเคิง โดยผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ระบุว่า ใบของพืชก้นหลุมมีปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และแคลเซียมสะสมอยู่สูงกว่าพืชชนิดเดียวกันที่เติบโตบนพื้นผิวโลก แต่กลับมีคาร์บอนน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง แต่กลับอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปุ๋ยอินทรีย์เคมีจากซากพืชที่ตกลงมาจากด้านบน

อย่างไรก็ตาม ความโดดเดี่ยวทางภูมิประเทศที่ลึกและชันของหลุมยุบทำให้เกิดความเสี่ยงทางพันธุกรรม ทีมนักวิจัยจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีนและสถาบันพฤกษศาสตร์กวางซี ทำการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับต้นแมกโนเลีย อะโรมาติกา (Magnolia aromatica) ไม้ไม่ผลัดใบโบราณที่จัดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์และมักจะเติบโตบนเขาหินปูนจำนวน 112 ต้น ทั้งกลุ่มที่เติบโตอยู่ภายในและภายนอกหลุมยุบ 

นักวิทยาศาสตร์พบว่า ต้นแมกโนเลีย อะโรมาติกาที่อยู่ในหลุมยุบมีระดับความหลากหลายทางพันธุกรรมที่ต่ำกว่า และพบการกลายพันธุ์ที่เป็นอันตรายในระดับที่สูงกว่าประชากรด้านบนอย่างเห็นได้ชัด 

คัง หมิง หนึ่งในผู้ร่วมเขียนรายงานการวิจัยฉบับนี้ กล่าวว่า “เสี่ยวไจ้เทียนเคิงไม่ใช่พื้นที่หลบภัยที่ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะในขณะที่ภูมิศาสตร์แบบปิดช่วยปกป้องพืชเหล่านี้จากสภาพอากาศภายนอก แต่มันก็ปิดกั้นการผสมพันธุ์ข้ามกลุ่ม และค่อย ๆ ลดทอนความหลากหลายทางพันธุกรรมที่จำเป็นต่อการปรับตัวของพวกมันในอนาคต” 

ต้นแมกโนเลีย อะโรมาติกาสามารถเจริญเติบโตได้ดี ทั้งในป่าชื้นอันมืดสลัวก้นหลุมและป่าบนบก เพราะต้นกล้าเติบโตอย่างแข็งแรงและมีชีวิตรอดได้ดี เมื่ออยู่ภายใต้ร่มเงาที่บดบังแสงตั้งแต่ 50-90% และจะตายอย่างรวดเร็วหากต้องเผชิญกับแสงแดดจัดโดยตรง แต่การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อพื้นที่อยู่อาศัยของพืชหายากเหล่านี้มากขึ้น และการสะสมของการกลายพันธุ์ที่เป็นอันตรายอาจยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเมื่อเวลาผ่านไป 

การศึกษานี้ จึงได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการอนุรักษ์ทั้งป่าในหลุมยุบและพื้นที่เชื่อมต่อโดยรอบ โดยนักวิจัยเสนอว่า “การอนุรักษ์จำเป็นต้องให้ความคุ้มครองทั้งตัวพื้นที่หลบภัยและเส้นทางเชื่อมต่อที่อยู่รอบ ๆ ด้วย สำหรับพืชโบราณบนเขาหินปูนที่ใกล้สูญพันธุ์ การรักษาการถ่ายเทยีนระหว่างประชากร มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยของพวกมันเลย"

ปัจจุบัน เสี่ยวไจ้เทียนเคิงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยมีบันไดทางลงประมาณ 2,800 ขั้น สำหรับการพานักท่องเที่ยวเดินลงสู่ผืนป่าเบื้องล่าง ซึ่งสร้างความกังวลให้กับเหล่านักชีววิทยา เพราะกลัวว่า

สายพันธุ์สิ่งมีชีวิตหายากที่ยังไม่ได้รับการระบุหรือศึกษาค้นคว้าอาจสูญหายไปก่อนที่มนุษย์จะมีโอกาสค้นพบ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวและการปกป้องระบบนิเวศอันเปราะบางแห่งนี้ให้ดี 


ที่มา: Discover WildlifeEarthTimes of India

‘เสี่ยวไจ้เทียนเคิง’ หลุมยุบใหญ่ที่สุดในโลก ที่อยู่ของพืชโบราณ-สัตว์หายาก