“เดนมาร์ก” นำร่องเปลี่ยน “ไฟถนน” เป็น “แสงสีแดง” เพื่อลดมลภาวะทางแสง ช่วยปกป้อง “ค้างคาว” และระบบนิเวศยามค่ำคืน โดยไม่กระทบความปลอดภัยของมนุษย์ พร้อมเป็นต้นแบบให้หลายเมืองในยุโรป
KEY POINTS
- เทศบาลเมืองแกลดแซ็กซ์ในเดนมาร์กริเริ่มเปลี่ยนไฟถนนเป็นสีแดง เพื่อลดมลภาวะทางแสงและปกป้องสัตว์ที่หากินตอนกลางคืน โดยเฉพาะค้างคาว
- แสงสีแดงมีผลกระทบต่อการมองเห็นของค้างคาวน้อยกว่าแสงสีขาว ทำให้พวกมันสามารถล่าเหยื่อได้ตามปกติ ซึ่งช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศในการควบคุมแมลง
- นอกจากการช่วยชีวิตสัตว์แล้ว การใช้ไฟ LED สีแดงยังประหยัดพลังงานมากกว่าและช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม
ถนนในเทศบาลเมืองแกลดแซ็กซ์ ประเทศเดนมาร์ก ได้เปลี่ยนมาติดตั้งไฟถนนเป็น “แสงสีแดง” แทนหลอดไฟแอลอีดีแสงสีขาวแบบเดิม เพื่อลดผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสัตว์กลางคืน โดยเฉพาะฝูงค้างคาวที่อาศัยอยู่บริเวณต้นไม้ริมถนน นับเป็นแห่งแรกในเดนมาร์กที่นำระบบส่องสว่างสีแดงมาติดตั้งอย่างเป็นทางการ
ไฟสีแดงเริ่มติดตั้ง บนถนนเฟรเดอริกสบอร์กเวจและทางจักรยานซูเปอร์ไฮเวย์ฟารุม เป็นระยะทางประมาณ 700 เมตร โดยการออกแบบใช้เสาไฟกันชนความสูง 1 เมตร จำนวน 30 ต้น วางห่างกันทุก ๆ 30 เมตร เพื่อสร้างช่องว่างมืดสลับแสงไฟ ช่วยให้ค้างคาวข้ามฝั่งได้โดยไม่ต้องเจอกับแสงไฟจ้า พร้อมติดตั้งเสาไฟสูง 3.5 เมตร อีก 12 ต้น บริเวณจุดข้ามถนนเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ทาง
รูน บรันด์ เฮอร์มันเซน ที่ปรึกษาด้านการส่องสว่างจากบริษัท Light Bureau ผู้ออกแบบโครงการ กล่าวว่า “แหล่งกำเนิดแสงทุกจุดที่เราติดตั้งส่งผลกระทบต่อสมดุลธรรมชาติ ผมไม่ได้บอกว่าเราไม่ควรมีแสงไฟสำหรับมนุษย์ แต่ผมเสนอให้เราใช้แสงไฟให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เพื่อเปิดโอกาสให้ธรรมชาติได้สัมผัสกับความมืดมิดมากขึ้น”
“แสงไฟสีขาว” สร้างความรบกวนต่อสัตว์กลางคืนอย่างหนัก เช่น ทำให้ผึ้งเกิดภาวะเจ็ตแล็ก กบสูญเสียความต้องการทางเพศ และทำให้ค้างคาวมองไม่เห็นจนล่าเหยื่อลำบาก ในทางกลับกัน แสงสีแดงที่มีความยาวคลื่นยาวกว่า จะไม่บดบังการมองเห็นยามค่ำคืนของค้างคาว ทำให้พวกมันบินหาอาหารได้ตามปรกติ โดยงานวิจัยจากสถาบันนิเวศวิทยาแห่งเนเธอร์แลนด์ พบว่าภายใต้แสงสีแดง ค้างคาวสามารถทำกิจกรรมตามปรกติไม่ต่างจากในความมืด
“ค้างคาว” ถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่สำคัญต่อระบบนิเวศ ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมแมลงศัตรูพืชตามธรรมชาติ โดยในแต่ละคืน ค้างคาวกินแมลงเป็นอาหารมากถึงครึ่งหนึ่งของน้ำหนักตัวทุกคืน หากค้างคาวไม่สามารถล่าแมลงได้ เกษตรกรอาจต้องใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชมากขึ้น ซึ่งสารพิษดังกล่าวเสี่ยงสะสมและส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์
มิกเคล สเตนเนอร์ เมิลเลอร์ นักชีววิทยาอาวุโส จากบริษัทที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งเดนมาร์ก เน้นย้ำว่า “เราประเมินความสำคัญของค้างคาวต่ำเกินไป การควบคุมผลกระทบต่อระบบนิเวศจึงไม่เพียงทำเพื่อธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังทำเพื่อสุขภาพอนามัยของตัวเราเองด้วย”
เซอร์ดาล เบนลี นายกเทศมนตรีเมืองแกลดแซ็กซ์ กล่าวแสดงความหวังว่า “ผมหวังว่าเราจะเป็นแรงบันดาลใจให้เทศบาลอื่น ๆ หันมาร่วมมือกัน เพราะการคำนึงถึงความยั่งยืนและความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นสิ่งที่เราติดค้างไว้กับคนรุ่นหลังและสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกใบนี้”
เมืองต่าง ๆ ในเดนมาร์กเริ่มใช้หันมาใช้แนวคิดนี้แล้ว เช่น โอเดนเซ เมืองใหญ่ที่สุดอันดับสามของเดนมาร์ก ได้ติดตั้งไฟที่เป็นมิตรต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ให้แสงสีส้มแดงที่นุ่มนวลขึ้นเมื่อคืนมืดลง เพื่อให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตของสัตว์ป่า
เช่นเดียวกับเมืองต่าง ๆ ในยุโรป เช่น เมืองไซด์ฮุก-เนียฟคอป ในเนเธอร์แลนด์, เมืองวูสเตอร์เชียร์ ในสหราชอาณาจักร รวมถึงฝรั่งเศส เยอรมนี และเบลเยียม หันมาติดตั้งไฟถนนสีแดงเช่นกัน
ปรกติแล้ว ระบบส่องสว่างแบบเดิมทั่วโลกปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 5% และสิ้นเปลืองไฟฟ้าถึง 15% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในโลก แต่หลอดไฟแอลอีดีสีแดงกินไฟน้อยกว่า และต้องการดูแลรักษาน้อยกว่าเดิม ดังนั้นการเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟสีแดง จึงมีส่วนช่วยชะลอภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควบคู่ไปด้วย
เฮอร์มันเซน คาดว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะช่วยให้มนุษย์และสัตว์ป่าอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ “เรากำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยไม่กระทบต่อมนุษย์ เพราะเรายังคงต้องการแสงไฟในการดำเนินชีวิต และไม่มีเหตุผลใดที่เราจะครอบครองแสงสว่างไว้โดยไม่แบ่งปันความมืดมิดให้แก่ธรรมชาติ”
ที่มา: Euro News, Jalopnik, Newsweek, PBS





