กรุงเทพฯ-ปริมณฑลเผชิญความเสี่ยงจมน้ำจาก 3 ปัจจัยซ้อนทับ แผ่นดินทรุด-ทะเลสูง-ฝนสุดขั้ว โดยงานวิจัยชี้พื้นที่ชายฝั่งเสี่ยงท่วมอาจขยายตัวถึง 8.4% ในปี 2050 และ 26.2% ในปี 2090
KEY POINTS
- แผ่นดินทรุด เป็นตัวเร่ง กทม.-ปริมณฑล จมต่ำลง ซ้ำความเสี่ยงจากระดับทะเลที่สูงขึ้น
- สภาพอากาศสุดขั้ว ดันฝนมรสุม กทม. เพิ่มขึ้น เสี่ยงฝนตกหนักมากขึ้น
- ระดับทะเลสูงขึ้น ขยายพื้นที่ชายฝั่งเสี่ยงท่วม คาดเพิ่ม 8.4% ปี 2050 และสูงสุด 26.2% ปี 2090
กรุงเทพฯ กำลังเผชิญความเสี่ยงจาก “น้ำ” ที่ไม่ได้มาจากทางเดียวอีกต่อไป เมื่อระดับน้ำทะเลทั่วโลกยังไต่สูง ขณะที่ฝนสุดขั้วมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และปัญหา “แผ่นดินทรุด” กำลังทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลจมต่ำลงเข้าใกล้ระดับน้ำทะเลมากขึ้น สะท้อนโจทย์ใหญ่ที่อาจทำให้วิกฤติน้ำท่วมในอนาคตไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ชั่วคราว แต่กลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเมือง
"รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์" ผู้อำนวยการศูนย์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญคณะทำงาน IPCC เปิดเผยว่า ข้อมูลสถิติทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 1993 จนถึงปัจจุบัน ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นแล้วประมาณ 118 มิลลิเมตร และยังมีอัตราการเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีแนวโน้มจะชะลอลง ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของมวลน้ำทะเลจากความร้อนและการละลายของธารน้ำแข็ง
สำหรับพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยหัวตัว ก (บริเวณส่วนในสุดของอ่าวไทยตอนบน ตรงปากแม่น้ำเจ้าพระยา มีลักษณะโค้งเว้าคล้ายกับพยัญชนะ ก ไก่) ปัจจัยสำคัญที่เป็น ตัวเร่งให้กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเสี่ยงต่อการจมน้ำในอนาคตมากยิ่งขึ้น คือปัญหา แผ่นดินทรุดในพื้นที่
อุณหภูมิโลกพุ่ง อากาศสุดขั้วทั้ง 'แห้งแล้ง-ฝนตกชุก'
"รศ.ดร.เสรี" กล่าวว่า จากการร่วมกับคณะทำงานและผู้เชี่ยวชาญ IPCC ในการจัดทำรายงานฉบับที่ 6 (AR6) ระบุว่า ข้อมูล C3S ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกที่เร่งตัวอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 1980 และปี 2000 เป็นต้นมา
ปัจจุบัน อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้นประมาณ +1.4°C เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม โดยอุณหภูมิภาคพื้นดินสูงขึ้นทะลุขีดจำกัด +2.0°C ขณะที่อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรสูงขึ้นประมาณ +1.0°C
การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิดังกล่าวส่งผลให้เกิดความแปรปรวนและการกระจายตัวของปริมาณฝนอย่างไม่สม่ำเสมอ โดยเกิดสภาวะสุดขั้วออกเป็นสองทิศทางชัดเจน คือ
- สภาวะแห้งแล้งลง: ปรากฏชัดเจนในหลายภูมิภาคของโลก เช่น ทวีปอเมริกาใต้ ตอนกลางของทวีปแอฟริกา และบางส่วนของทวีปเอเชีย
- สภาวะฝนตกชุกขึ้น: เกิดขึ้นในบริเวณละติจูดสูง ภาคเหนือของทวีปเอเชีย ยุโรป และบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงต่ออุทกภัยฉับพลันเพิ่มสูงขึ้น
พื้นที่น้ำท่วมขยายตัว และปริมาณฝนมรสุมเพิ่มขึ้น
จากงานวิจัย Sinking City : The Future of Bangkok Amid Climate Change and Rising Sea Levels ที่ศึกษาประเมินความเสี่ยงน้ำท่วมแบบผสมผสานโดยบูรณาการกระบวนการน้ำท่วมจากแม่น้ำและชายฝั่งเข้าด้วยกันภายใต้กรอบแบบจำลองอุทกพลศาสตร์สองมิติ (CMIP6) พบว่า ปริมาณฝนในฤดูมรสุม 6 เดือนของกรุงเทพฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
- สถานการณ์ SSP2-4.5: คาดการณ์ว่าปริมาณฝนฤดูมรสุมจะเพิ่มขึ้น 3.92% ในปี 2050 และเพิ่มเป็น 8.16% ในปี 2100
- สถานการณ์ SSP5-8.5: คาดการณ์ว่าปริมาณฝนฤดูมรสุมจะเพิ่มขึ้น 12.72% ในปี 2050 และพุ่งสูงถึง 21.47% ในปี 2100
(SSP แทนหมายเลขแบบจำลองสถานการณ์สภาพภูมิอากาศและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในอนาคต)
นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลสัมพัทธ์จะยิ่งส่งผลให้พื้นที่น้ำท่วมชายฝั่งขยายวงกว้างมากขึ้นตามลำดับเวลากว่าเดิม ดังนี้
- ปี 2030: พื้นที่น้ำท่วมคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.2% (กรณี SSP2-4.5) ถึง 3.6% (กรณี SSP5-8.5)
- ปี 2050: พื้นที่น้ำท่วมคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 8.2% (กรณี SSP2-4.5) ถึง 8.4% (กรณี SSP5-8.5)
- ปี 2070: พื้นที่น้ำท่วมคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 14.0% (กรณี SSP2-4.5) ถึง 15.1% (กรณี SSP5-8.5)
- ปี 2090: พื้นที่น้ำท่วมคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 21.4% (กรณี SSP2-4.5) ถึง 26.2% (กรณี SSP5-8.5)
ผลการศึกษาสะท้อนว่า แผนแม่บทระดับชาติในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการจัดการความเสี่ยงน้ำท่วมที่ซับซ้อนในอนาคต เนื่องจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างน้ำท่วมแม่น้ำที่รุนแรงขึ้นและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจะยิ่งเพิ่มขอบเขตและความรุนแรงของภัยพิบัติ
เพื่อยกระดับความยืดหยุ่นในการรับมือของกรุงเทพมหานคร งานวิจัยจึงเสนอแนะให้เร่งเสริมสร้าง การวางผังเมืองแบบปรับตัว การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ และ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า ให้มีความเข้มแข็งขึ้น





