วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน 2569

Login
Login

ตัวเร่ง กรุงเทพฯ-ปริมณฑล 'จมน้ำ' เตือนแผ่นดินทรุดซ้ำเติมระดับน้ำทะเลสูง

กรุงเทพฯ-ปริมณฑลเผชิญความเสี่ยงจมน้ำจาก 3 ปัจจัยซ้อนทับ แผ่นดินทรุด-ทะเลสูง-ฝนสุดขั้ว โดยงานวิจัยชี้พื้นที่ชายฝั่งเสี่ยงท่วมอาจขยายตัวถึง 8.4% ในปี 2050 และ 26.2% ในปี 2090

KEY POINTS

  • แผ่นดินทรุด เป็นตัวเร่ง กทม.-ปริมณฑล จมต่ำลง ซ้ำความเสี่ยงจากระดับทะเลที่สูงขึ้น
  • สภาพอากาศสุดขั้ว ดันฝนมรสุม กทม. เพิ่มขึ้น เสี่ยงฝนตกหนักมากขึ้น
  • ระดับทะเลสูงขึ้น ขยายพื้นที่ชายฝั่งเสี่ยงท่วม คาดเพิ่ม 8.4% ปี 2050 และสูงสุด 26.2% ปี 2090

กรุงเทพฯ กำลังเผชิญความเสี่ยงจาก “น้ำ” ที่ไม่ได้มาจากทางเดียวอีกต่อไป เมื่อระดับน้ำทะเลทั่วโลกยังไต่สูง ขณะที่ฝนสุดขั้วมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และปัญหา “แผ่นดินทรุด” กำลังทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลจมต่ำลงเข้าใกล้ระดับน้ำทะเลมากขึ้น สะท้อนโจทย์ใหญ่ที่อาจทำให้วิกฤติน้ำท่วมในอนาคตไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ชั่วคราว แต่กลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเมือง

"รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์" ผู้อำนวยการศูนย์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญคณะทำงาน IPCC เปิดเผยว่า ข้อมูลสถิติทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 1993 จนถึงปัจจุบัน ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นแล้วประมาณ 118 มิลลิเมตร และยังมีอัตราการเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีแนวโน้มจะชะลอลง ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของมวลน้ำทะเลจากความร้อนและการละลายของธารน้ำแข็ง

สำหรับพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยหัวตัว ก (บริเวณส่วนในสุดของอ่าวไทยตอนบน ตรงปากแม่น้ำเจ้าพระยา มีลักษณะโค้งเว้าคล้ายกับพยัญชนะ ก ไก่) ปัจจัยสำคัญที่เป็น ตัวเร่งให้กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเสี่ยงต่อการจมน้ำในอนาคตมากยิ่งขึ้น คือปัญหา แผ่นดินทรุดในพื้นที่

อุณหภูมิโลกพุ่ง อากาศสุดขั้วทั้ง 'แห้งแล้ง-ฝนตกชุก'

"รศ.ดร.เสรี" กล่าวว่า จากการร่วมกับคณะทำงานและผู้เชี่ยวชาญ IPCC ในการจัดทำรายงานฉบับที่ 6 (AR6) ระบุว่า ข้อมูล C3S ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกที่เร่งตัวอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 1980 และปี 2000 เป็นต้นมา

ปัจจุบัน อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้นประมาณ +1.4°C เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม โดยอุณหภูมิภาคพื้นดินสูงขึ้นทะลุขีดจำกัด +2.0°C ขณะที่อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรสูงขึ้นประมาณ +1.0°C

การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิดังกล่าวส่งผลให้เกิดความแปรปรวนและการกระจายตัวของปริมาณฝนอย่างไม่สม่ำเสมอ โดยเกิดสภาวะสุดขั้วออกเป็นสองทิศทางชัดเจน คือ

  • สภาวะแห้งแล้งลง: ปรากฏชัดเจนในหลายภูมิภาคของโลก เช่น ทวีปอเมริกาใต้ ตอนกลางของทวีปแอฟริกา และบางส่วนของทวีปเอเชีย
  • สภาวะฝนตกชุกขึ้น: เกิดขึ้นในบริเวณละติจูดสูง ภาคเหนือของทวีปเอเชีย ยุโรป และบางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงต่ออุทกภัยฉับพลันเพิ่มสูงขึ้น

พื้นที่น้ำท่วมขยายตัว และปริมาณฝนมรสุมเพิ่มขึ้น

จากงานวิจัย Sinking City : The Future of Bangkok Amid Climate Change and Rising Sea Levels ที่ศึกษาประเมินความเสี่ยงน้ำท่วมแบบผสมผสานโดยบูรณาการกระบวนการน้ำท่วมจากแม่น้ำและชายฝั่งเข้าด้วยกันภายใต้กรอบแบบจำลองอุทกพลศาสตร์สองมิติ (CMIP6) พบว่า ปริมาณฝนในฤดูมรสุม 6 เดือนของกรุงเทพฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

  • สถานการณ์ SSP2-4.5: คาดการณ์ว่าปริมาณฝนฤดูมรสุมจะเพิ่มขึ้น 3.92% ในปี 2050 และเพิ่มเป็น 8.16% ในปี 2100
  • สถานการณ์ SSP5-8.5: คาดการณ์ว่าปริมาณฝนฤดูมรสุมจะเพิ่มขึ้น 12.72% ในปี 2050 และพุ่งสูงถึง 21.47% ในปี 2100

(SSP แทนหมายเลขแบบจำลองสถานการณ์สภาพภูมิอากาศและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในอนาคต)

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลสัมพัทธ์จะยิ่งส่งผลให้พื้นที่น้ำท่วมชายฝั่งขยายวงกว้างมากขึ้นตามลำดับเวลากว่าเดิม ดังนี้

  • ปี 2030: พื้นที่น้ำท่วมคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.2% (กรณี SSP2-4.5) ถึง 3.6% (กรณี SSP5-8.5)
  • ปี 2050: พื้นที่น้ำท่วมคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 8.2% (กรณี SSP2-4.5) ถึง 8.4% (กรณี SSP5-8.5)
  • ปี 2070: พื้นที่น้ำท่วมคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 14.0% (กรณี SSP2-4.5) ถึง 15.1% (กรณี SSP5-8.5)
  • ปี 2090: พื้นที่น้ำท่วมคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 21.4% (กรณี SSP2-4.5) ถึง 26.2% (กรณี SSP5-8.5)

ผลการศึกษาสะท้อนว่า แผนแม่บทระดับชาติในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการจัดการความเสี่ยงน้ำท่วมที่ซับซ้อนในอนาคต เนื่องจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างน้ำท่วมแม่น้ำที่รุนแรงขึ้นและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจะยิ่งเพิ่มขอบเขตและความรุนแรงของภัยพิบัติ

เพื่อยกระดับความยืดหยุ่นในการรับมือของกรุงเทพมหานคร งานวิจัยจึงเสนอแนะให้เร่งเสริมสร้าง การวางผังเมืองแบบปรับตัว การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ และ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า ให้มีความเข้มแข็งขึ้น