วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน 2569

Login
Login

‘เอไอ’ สร้าง ‘ขยะอิเล็กทรอนิกส์’ เพิ่ม 3 เท่า อุปกรณ์ไอทีใช้งานสั้นลง บ.เทคฯไร้แผนรับมือ

รายงานจาก BAN เตือนว่าการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์และเอไอจะสร้าง “สึนามิขยะอิเล็กทรอนิกส์” ดันขยะพิษพุ่งสามเท่าใน 25 ปี จากการเปลี่ยนอุปกรณ์เร็วขึ้นและขยะนอกเหนือเซิร์ฟเวอร์ถึง 87% โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ยังไม่มีแผนรับมือ

KEY POINTS

  • การเติบโตของเทคโนโลยี AI และการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรองรับ คาดว่าจะทำให้ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่าภายในปี 2050
  • การพัฒนาชิป AI อย่างรวดเร็ว ทำให้อุปกรณ์ไอทีในดาต้าเซ็นเตอร์และอุปกรณ์ส่วนบุคคลมีวงจรการใช้งานสั้นลง ถูกบังคับให้เปลี่ยนรุ่นใหม่เร็วขึ้นจนกลายเป็นขยะก่อนเวลาอันควร
  • รายงานระบุว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่และรัฐบาลต่างๆ ยังไม่มีแผนการที่ชัดเจนในการจัดการกับวิกฤตขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาลที่เกิดจาก AI

การเร่งสร้าง “ดาต้าเซ็นเตอร์” เพื่อรองรับความต้องการใช้ “เอไอ” กำลังพาโลกไปสู่วิกฤตสิ่งแวดล้อมระลอกใหม่ที่รุนแรงกว่าที่คาดคิด รายงานฉบับใหม่จากเครือข่ายการปฏิบัติการบาเซิล (BAN) เตือนว่า การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก จะทำให้เกิด “สึนามิขยะอิเล็กทรอนิกส์” และส่งผลให้ปริมาณขยะพิษต่อปีพุ่งสูงขึ้นถึงสามเท่าภายใน 25 ปีข้างหน้า

จิม พักเกตต์ ผู้ก่อตั้งร่วมของเครือข่ายการปฏิบัติการบาเซิลกล่าวว่า “ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นประเภทขยะที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกอยู่แล้ว แต่มีเพียง 20% เท่านั้นที่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง” ซึ่งขยะอันตรายเหล่านี้เต็มไปด้วย “สารพิษ” หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และสารเคมีตลอดกาล ที่รีไซเคิลได้ยากลำบาก

ตามรายงานของ BAN ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2025-2030 จะสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการประเมินของบริษัทที่ปรึกษา McKinsey & Company ด้วยเงินจำนวนนี้สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาความหิวโหยของโลกได้นานถึง 75 ปี หรือจัดตั้งทุนการศึกษาระดับอุดมศึกษาแห่งละ 10,000 ดอลลาร์ให้กับเด็กทุกคนที่เกิดบนโลกในช่วง 5 ปีนั้นได้เลยทีเดียว

ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นมหาศาล เป็นผลมาจาก “กฎของมัวร์” (Moore’s Law) ซึ่งในอดีตเคยเพิ่มประสิทธิภาพของชิปประมวลผลเดี่ยวแบบแนวตั้ง (Vertical Scaling) ทุก ๆ สองปี แต่เมื่อชนข้อจำกัดทางฟิสิกส์ อุตสาหกรรมจึงต้องเปลี่ยนไปใช้ “การขยายระบบในแนวราบ” (Horizontal Scaling) โดยการระดมชิปประมวลผลพิเศษ เช่น หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) และตัวเร่งความเร็วเอไอ ทำงานขนานกันจำนวนมหาศาล

ผลกระทบจากวัฒนธรรมการเปลี่ยนอุปกรณ์แบบยกชุดนี้ ทำให้วงจรชีวิตของเครื่องมือในดาต้าเซ็นเตอร์ ถูกบีบให้สั้นลงเหลือเพียง 2.5-5 ปีเท่านั้น ซึ่งสั้นกว่าวงจรปกติของอุปกรณ์ไอทีทั่วไปอย่างมาก ส่งผลให้อุปกรณ์ที่ยังคงทำงานได้ดีต้องกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่สามารถรองรับชิปรุ่นใหม่ที่มีความร้อนและพลังงานสูงกว่าได้

รายงานของ BAN ชี้ว่า การศึกษาก่อนหน้านี้ประเมินปริมาณขยะเอไอต่ำเกินไปอย่างมาก เนื่องจากนับเฉพาะตัวเซิร์ฟเวอร์และตัวเร่งความเร็วเท่านั้น ทว่าอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์คิดเป็นเพียง 13% ของมวลอุปกรณ์ทั้งหมดในดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น

ส่วนอีก 87% ซึ่งเป็นขยะที่ไม่เคยถูกนับ มาจากอุปกรณ์หลายส่วน ได้แก่ 35% มาจากระบบทำความเย็น ขณะที่ 34% อยู่ในระบบจ่ายและกระจายไฟฟ้า ส่วนระบบพลังงานสำรองและแบตเตอรี่ คิดเป็น 15%, และอุปกรณ์เครือข่าย คิดเป็น 3% ซึ่งรวมแล้วหนักกว่า 70,000 ตันต่อกำลังไฟฟ้า 1 กิกะวัตต์ (GW) และทั้งหมดนับเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ข้อตกลง “อนุสัญญาบาเซิล”

นอกจากนี้ BAN ยังเสนอแนวคิด “การระบาดของขยะเอไอ” ซึ่งเป็นขยะภายนอกดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกิดจากการที่บริษัทผู้ผลิตบังคับให้เปลี่ยนคอมพิวเตอร์พกพา สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม เช่น การกำหนดสเปกขั้นต่ำของระบบปฏิบัติการหรือฟีเจอร์อย่าง Copilot+ หรือ Apple Intelligence ทำให้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์รุ่นเก่าต้องถูกปลดระวางก่อนเวลาอันควร

คอร์เนลิส “คีส์” บัลเด ผู้เชี่ยวชาญจาก สถาบันเพื่อการฝึกอบรมและการวิจัยแห่งสหประชาชาติ (UNITAR) และผู้ร่วมเขียน รายงานขยะอิเล็กทรอนิกส์โลก (Global E-waste Monitor) ได้กล่าวยอมรับว่า การพยายามประเมินขยะที่เกิดขึ้นจากเอไอโดยเฉพาะ ถือเป็นเรื่องใหม่ที่อยู่นอกเหนือกรอบประเมินเดิมของสหประชาชาติ

BAN คาดการณ์ว่า เมื่อรวมทั้งขยะดาต้าเซ็นเตอร์และการระบาดของขยะเอไอ ในสถานการณ์รุนแรงที่สุด ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากเอไอเพียงอย่างเดียวอาจสูงถึง 31-46 ล้านตันต่อปีภายในปี 2050 และเมื่อรวมกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ตามปรกติ ขยะทั่วโลกจะพุ่งสูงถึง 196-211 ล้านตันต่อปี ซึ่งมากกว่าปัจจุบันถึงสามเท่า

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ขยะอิเล็กทรอนิกส์สะสมที่เกิดจากเอไอ ระหว่างปี 2025-2050 จะมีปริมาณมหาศาลราว 395-617 ล้านตัน ซึ่งเทียบเท่ากับตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าขนาด 12 เมตร จำนวน 15-23 ล้านตู้ หากนำตู้คอนเทนเนอร์เหล่านั้นมาวางต่อกันจะสามารถเรียงวนรอบโลกได้ถึง 6 รอบเต็ม

รายงานยังระบุอีกว่า ในปัจจุบัน บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ทั้ง Amazon Web Services (AWS), Microsoft Azure, Google Cloud และ Meta รวมถึงรัฐบาลต่าง ๆ ยังไม่มีใครจัดทำแผนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากเอไอในระดับสเกลใหญ่นี้เลย


ที่มา: Architect MagazineDWThe Guardian