สหประชาชาติเตือน อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเกิน 1.5°C ภายในปี 2030 อย่างแน่นอน เผชิญภัยพิบัติรุนแรง ธารน้ำแข็งละลาย และจุดพลิกผันระบบนิเวศถาวร ต้องใช้ยุทธศาสตร์ "เลยเป้า ขึ้นสูงสุด และลดลง" พร้อมเร่งเลิกใช้พลังงานฟอสซิลและดึงคาร์บอนกลับเพื่อความอยู่รอด
KEY POINTS
- รายงาน UNEP ระบุว่าอุณหภูมิโลกจะสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2030 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ต้องปรับยุทธศาสตร์รับมือใหม่
- การที่อุณหภูมิสูงเกินเป้าจะนำมาซึ่งภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก เช่น คลื่นความร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง และวิกฤตความมั่นคงทางอาหาร
- ผลกระทบถาวรที่ไม่อาจย้อนคืนได้คือการละลายของธารน้ำแข็งจำนวนมาก และการล่มสลายของระบบนิเวศสำคัญอย่างแนวปะการังและป่าฝน
รายงานฉบับล่าสุดของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า โลกมีแนวโน้มที่จะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงเกินเกณฑ์จำกัดที่ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของความตกลงปารีส ภายในปี 2030 นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในปัจจุบัน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้สูงขึ้นมาแล้วประมาณ 1.3-1.4 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง แม้หลายประเทศจะพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่ก็ไม่มากพอ จนทำให้ไม่เหลือโอกาสที่จะรักษาอุณหภูมิไม่ให้เกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีสได้แล้ว ส่งผลให้โลกต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้น โลกจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแผนการรับมือใหม่ โดยต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “เลยเป้า ขึ้นสูงสุด และลดลง” (Overshoot, Peak, and Decline) ซึ่งคาดว่าอุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสไปชั่วขณะหนึ่ง จนถึงจุดสูงสุดที่ประมาณ 1.8 องศาเซลเซียสในช่วงกลางศตวรรษ ก่อนที่จะพยายามดึงอุณหภูมิให้กลับมาอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสอีกครั้งภายในสิ้นศตวรรษนี้
อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ กล่าวว่า "มนุษยชาติกำลังจะก้าวข้ามขีดจำกัดอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อีก” พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วน เพื่อลดระยะเวลาและผลกระทบของวิกฤตินี้ให้สั้นที่สุด
ด้าน อินเกอร์ แอนเดอร์เซน ผู้อำนวยการบริหารของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ได้กล่าวถึงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ว่า “1.5 องศาเซลเซียสยังคงเป็นเป้าหมายเดิมของเรา แต่ตอนนี้เราจำเป็นต้องเข้าหามันในรูปแบบที่แตกต่างออกไป” พร้อมทั้งเตือนว่า ในช่วงเวลาที่อุณหภูมิเกินเกณฑ์จะไม่ส่งผลดีกับใครเลย
หายนะคุกคามโลก
รายงานระบุว่า หากอุณหภูมิโลกทะลุ 1.5 องศาเซลเซียส จะนำมาซึ่งหายนะครั้งใหญ่ ทั้งระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจนท่วมเกาะขนาดเล็กและชุมชนชายฝั่ง ภัยพิบัติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน พายุ ไฟป่า อุทกภัย และภัยแล้งจะทวีความรุนแรงยิ่งกว่าปัจจุบันหลายเท่า
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศสุดขั้ว จะส่งผลโดยตรงทำให้อัตราการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตของผู้คนเพิ่มสูงขึ้น ประชากรจำนวนมากจะต้องเผชิญหน้ากับสภาวะความร้อนและความชื้นสะสม ในระดับที่ร่างกายไม่สามารถทนและเอาชีวิตรอดได้ ซึ่งความรุนแรงของภัยพิบัติเหล่านี้จะทำให้ระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการรับมือของสังคมต่าง ๆ ในปัจจุบันไม่สามารถต้านทานหรือรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป
นอกจากนี้ อัตราการละลายของธารน้ำแข็งทั่วโลกจะเร่งตัวขึ้นอย่างรุนแรง โดยคาดการณ์ว่าอย่างน้อย 25% ของธารน้ำแข็งบนโลก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดที่สำคัญของชุมชนบนภูเขาจะต้องละลายหายไปอย่างถาวร ยิ่งไปกว่านั้น โลกยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากภัยพิบัติฉับพลัน เช่น น้ำท่วมฉับพลันจากการพังทลายของทะเลสาบธารน้ำแข็ง ที่สามารถก่อให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่รุนแรงจนคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก ดังที่เกิดขึ้นแล้วในบางพื้นที่อย่างประเทศเนปาล
วิกฤตการณ์ครั้งนี้ ยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นคงทางอาหารและน้ำดื่มของมนุษยชาติ เนื่องจากปริมาณการผลิตอาหารจะลดต่ำลงและปัญหาการขาดแคลนน้ำจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หากไม่มีมาตรการปรับตัวอย่างจริงจัง รายงานคาดว่า ผลผลิตอาหารทั่วโลกอาจลดลงถึง 14% โดยพืชอาหารหลักอย่างเช่น ข้าวโพดอาจมีปริมาณลดลงสองเท่า
ความอดอยากจะคุกคามชีวิตผู้คนทั่วโลก สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล และบีบให้ประชาชนต้องย้ายถิ่นฐาน บางพื้นที่เข้าสู่สภาวะที่ไม่สามารถอยู่อาศัยได้ หรือไม่สามารถทำประกันภัยเพื่อปกป้องทรัพย์สินได้อีกต่อไป
อีกทั้ง โลกจะต้องเผชิญกับการล่มสลายของระบบนิเวศ และการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตอย่างไม่อาจย้อนคืนได้ โดยแนวปะการังจะเกิดการฟอกขาวและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ไปอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ผืนป่าและระบบนิเวศบนบกที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสภาพอากาศสุดขั้ว ก็จะไม่สามารถฟื้นตัวกลับคืนมาได้อีก
แม้ว่าในท้ายที่สุด มนุษยชาติจะสามารถดึงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ลดกลับลงมาได้ หลังจากผ่านพ้นช่วงอุณหภูมิแซงเกินขีดจำกัดไปแล้ว แต่สิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้วก็ไม่สามารถคืนชีพกลับมาได้ และทิ้งโลกที่บอบช้ำถาวรนี้ไว้เบื้องหลัง
เมื่อโลกมีอุณหภูมิสูงเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส แม้เพียงชั่วคราว แต่ก็จะกระตุ้นให้ระบบภูมิอากาศโลกเข้าสู่ “จุดพลิกผัน” (Tipping Points) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เลวร้ายรุนแรงที่เกิดขึ้นแบบต่อเนื่อง และไม่สามารถแก้ไขให้กลับคืนดีดังเดิมได้อีกในช่วงอายุขัยของมนุษย์ เช่น การสูญเสียแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาตะวันตกและกรีนแลนด์ การล่มสลายอย่างสิ้นเชิงของป่าฝนอะเมซอน ตลอดจนการล่มสลายของระบบหมุนเวียนน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก หรือ AMOC (Atlantic Meridional Overturning Circulation)
หากระบบเหล่านี้ล่มสลาย รูปแบบสภาพอากาศจะเปลี่ยนไป พลิกโฉมหน้าโลกใบนี้ไปตลอดกาล
ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก จะเป็นกลุ่มแรกที่เผชิญกับผลกระทบที่เกิดขึ้น โดย ซูแรนเจล วิปส์ จูเนียร์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐปาเลา แสดงความผิดหวังอย่างยิ่งว่า "มันยากเกินกว่าจะบรรยายความรู้สึกอันหนักอึ้งของพวกเราที่อาศัยอยู่แนวหน้า หลังจากที่ต่อสู้อย่างหนักหน่วง เพื่อผลักดันให้โลกมีอุณหภูมิต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส"
ขณะเดียวกัน พันธมิตรรัฐเกาะขนาดเล็ก (AOSIS) ออกมาแถลงว่าโลกกำลังเกินขีดจำกัด โดย แอนน์ ราสมุสเซน หัวหน้าผู้แทนการเจรจาด้านภูมิอากาศของกลุ่ม ได้กล่าวย้ำว่าเป้าหมายนี้ ไม่ใช่สิ่งที่กำหนดขึ้นมาเล่น ๆ จนประเทศต่าง ๆ สามารถลังเลหรือละทิ้งไปได้" พร้อมทั้งเตือนว่าเราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อลดระยะเวลาที่โลกจะมีอุณหภูมิสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสให้สั้นที่สุด
ยุทธศาสตร์ “เลยเป้า ขึ้นสูงสุด และลดลง”
ยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “เลยเป้า ขึ้นสูงสุด และลดลง” มุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด โดยทุกคนต้องร่วมมือกันลดมลพิษที่ทำให้โลกร้อนลงให้ได้ 55% ภายในปี 2035 และมุ่งเป้าสู่ “เน็ตซีโร่” ภายในช่วงกลางศตวรรษหรือปี 2050 ซึ่งมาตรการนี้ต้องการการปฏิรูปขนานใหญ่
เริ่มจากการยุติการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดให้ได้มากที่สุด ซึ่งในปัจจุบันกำลังไปในทิศทางที่ดี การติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์และการหันมาใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่การเปลี่ยนผ่านพลังงานยังคงไม่เกิดในภาคอุตสาหกรรมและการขนส่ง เนื่องจากขาดนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง ซึ่งหากทำได้จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างรวดเร็ว
นอกจากการ เปลี่ยนผ่านพลังงานแล้ว ยังจำเป็นต้องกำจัดก๊าซเรือนกระจกประเภทที่มีอายุสั้น แต่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอย่าง “ก๊าซมีเทน” อย่างจริงจัง พร้อมกับดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับคืนจากชั้นบรรยากาศ (CDR) มาตรการนี้ประกอบด้วยวิธีทางธรรมชาติ เช่น การปลูกป่าและการฟื้นฟูธรรมชาติ ซึ่งแม้จะช่วยได้แต่ก็มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ เนื่องจากอาจกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและมีความเสี่ยงที่จะถูกทำลายจากไฟป่า
ดังนั้น โลกจึงจำเป็นต้องหันมาพัฒนาและผสมผสานการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่องดูดคาร์บอนออกจากอากาศเพื่อนำไปกักเก็บไว้ใต้ดิน การเร่งปฏิกิริยาการสลายตัวของหิน ตลอดจนการเพิ่มความเป็นด่างในมหาสมุทร ทว่าเครื่องมือทางเทคโนโลยีเหล่านี้ยังคงมีราคาแพง และยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
โยเอรี โรเกลจ์ นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน อธิบายว่าการดึงคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศทำได้ยากกว่าการปล่อยมันออกไปหลายเท่า โดยระบุว่า “แม้เราจะเพิ่มศักยภาพในการดึงคาร์บอนกลับคืนได้ถึง 5 เท่า ก็ยังต้องใช้เวลานานถึง 50 ปี เพื่อแก้ไขความร้อนสะสมที่เกิดขึ้นจากการปล่อยก๊าซในระยะเวลา 10 ปี”
ที่สำคัญ มนุษยชาติจำเป็นต้อง “ปรับตัวเชิงเปลี่ยนผ่าน” (Transformational Adaptation) อย่างเร่งด่วน เพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับโลกที่ร้อนขึ้นนี้ โดยต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดด้านการใช้ประโยชน์จากที่ดิน การออกแบบการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสภาพอากาศสุดขั้ว ตลอดจนสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบสถาปัตยกรรมและการเงินรูปแบบใหม่ เพื่อมาช่วยสนับสนุนการปรับตัวในระยะยาว
มาตรการรับมือทั้งหมดนี้ จะต้องดำเนินไปภายใต้ หลักการเปลี่ยนผ่านที่เท่าเทียมและเป็นธรรม โดยประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ในอดีตจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนค่าใช้จ่ายหลักในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องจัดสรรงบประมาณและความช่วยเหลือสนับสนุนแก่ประเทศรายได้ต่ำและรัฐเกาะขนาดเล็กในการปรับตัวและชดเชยความสูญเสียที่ไม่สามารถย้อนคืนได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากผู้นำทั่วโลกไม่มีเจตจำนงทางการเมืองอันแน่วแน่ ในการขับเคลื่อนนโยบายและการลงทุนเพื่อสร้างความปลอดภัยด้านสภาพภูมิอากาศร่วมกันอย่างแท้จริง
ที่มา: CBC, Financial Times, Phys, The New York Times, The Washington Post





