ซีอีโอ ปตท. ชี้ไทยต้องหาสมดุลระหว่างความมั่นคงพลังงานและความยั่งยืน ชูเสถียรภาพก๊าซธรรมชาติควบคู่เทคโนโลยี CCS เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ปี 2050
KEY POINTS
- ปตท. ชู "ก๊าซธรรมชาติ" เป็นเชื้อเพลิงหลักในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงและควบคุมต้นทุนค่าไฟฟ้า
- ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี "การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)" เพื่อให้สามารถใช้พลังงานฟอสซิลได้อย่างสะอาดยิ่งขึ้น
- การใช้ก๊าซธรรมชาติร่วมกับเทคโนโลยี CCS เป็นแนวทางสร้างสมดุลพลังงาน เพื่อให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050
เวทีเสวนา “Building Thailand's Next Growth Engine: Climate-Resilient Infrastructure for Future Industries - 1 Panel 1: Powering Thailand's Next Growth Cycle: Efficient Energy & Low Carbon Infrastructure” ในงาน Bangkok Business Summit 2026 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO) ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมเสวนาและแสดงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจยุคคาร์บอนต่ำ
ดร.คงกระพัน กล่าวว่า ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่รับประกันและดูแลรักษาความมั่นคงทางพลังงานของชาติ แต่ในขณะเดียวกัน ปตท. ก็มีสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ต้องสร้างผลกำไร ดูแลการเติบโต และรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ดังนั้นปตท. จำเป็นต้องผสานภารกิจทั้งสองรวมกัน และหาทางดำเนินงานที่ใช้ได้จริงและสร้างความยั่งยืนไปพร้อมกัน
ดร.คงกระพันยอมรับว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลจะยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้าและการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม โดยมี “ก๊าซธรรมชาติ” เป็นเชื้อเพลิงที่ดีที่สุดที่จะนำมาใช้ทดแทนถ่านหินและน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติประมาณ 60% ได้รับการจัดสรรและส่งตรงมาจากอ่าวไทย
ดังนั้น จึงสมเหตุสมผลที่ไทยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรก๊าซที่มีอยู่อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงทางพลังงานและควบคุมต้นทุนค่าไฟฟ้า ให้อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่าที่สุดสำหรับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องบูรณาการความยั่งยืนและการลดคาร์บอนควบคู่กันไป เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ดร.คงกระพัน กล่าวว่า ปตท. จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรสำหรับพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อทำหน้าที่เป็น “แหล่งกักเก็บคาร์บอน” ขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลให้ประเทศสามารถใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติและฟอสซิลที่จำเป็นได้อย่างสะอาดและยั่งยืนยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ดร.คงกระพัน ยังได้กล่าวถึงอุตสาหกรรม “ดาต้าเซ็นเตอร์” ที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ โดยกล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญยิ่ง โดยเปรียบเทียบว่า “การดึงดูดให้ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียวเข้ามาในประเทศ ก็มีลักษณะคล้ายกับการมีโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ แม้ประเทศเราจะขุดเจาะน้ำมันดิบได้น้อย แต่การมีโรงกลั่นจะสร้างเสถียรภาพและรักษามูลค่าเพิ่มของห่วงโซ่อุตสาหกรรมไว้ในประเทศ”
ดร.คงกระพัน ได้อ้างอิงข้อมูลสถิติที่น่าสนใจในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่ภาคการท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิง โดยพบว่าประเทศไทยต้องสูญเสียรายได้และเผชิญการขาดดุลบัญชีบริการทางต่างประเทศสูงถึงประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งประมาณหนึ่งในสามของมูลค่าการขาดดุลบริการต่อเดือนนั้น มาจากการที่คนไทยหันไปซื้อและใช้บริการทางดิจิทัลจากแพลตฟอร์มต่างชาติ ดังนั้น การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ดิจิทัลในประเทศจึงช่วยลดการขาดดุลบริการทางดิจิทัลนี้ และช่วยเก็บรักษาคุณค่าทางเศรษฐกิจทั้งหมดให้อยู่กับประเทศไทย
สำหรับโรดแมปการดำเนินงานและข้อเสนอแนะดึงดูดการลงทุนต่างประเทศในอีก 12 เดือนข้างหน้า ดร.คงกระพัน ชี้แนะว่าไทยควรให้ความสำคัญเร่งรัดในสองประเด็นหลัก ประการแรก ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการขุดเจาะสำรวจพลังงานในอ่าวไทยเพิ่มเติม เพราะแม้ว่าก๊าซธรรมชาติจากแหล่งใหม่ในอ่าวไทยอาจจะมีต้นทุนราคาที่สูงขึ้นบ้าง แต่เมื่อเทียบกับการพึ่งพาหรือการนำเข้าเทคโนโลยีจากภายนอกประเทศแล้ว พลังงานในประเทศก็ยังคงแข่งขันได้และคุ้มค่าอย่างยิ่ง
ส่วนประการที่สอง คือต้องเร่งเดินหน้าเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยี CCS เพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดในการเปลี่ยนผ่านคาร์บอนต่ำ
ซีอีโอ ปตท. กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด มีหน้าที่และอำนาจเต็มในการดำเนินการปรับแก้ระเบียบข้อบังคับทางกฎหมาย ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นอย่างสูงสุด และเป็นหลักประกันที่มั่นคงให้กับนักลงทุนต่างชาติที่ตั้งใจจะเข้ามาลงทุนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในประเทศไทยในระยะยาว





